อลังค์ก้าวตาม ตามองตามแผ่นหลังกว้างของลุงอินทร์ เดินลิ่วๆ นำหน้าไปอย่างกระฉับกระเฉง
อลังค์เชื่อว่าลุงอินทร์คนนี้คงไม่ใช่คนงานธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะว่าแกดูหล่อเข้มจนมีออร่าเปล่งประกายออกมาให้รู้สึกได้
ลุงอินทร์เป็คนตัวใหญ่ มือใหญ่ แขนใหญ่ ต้นขาใหญ่รับกับสะโพกและ่เอวอันทรงพลัง ท่าทางแข็งแรงมาก แขนเสื้อที่ถูกถกขึ้นมาถึงข้อพับเผยให้เห็นผิวสีทองแดงคร้ามแดด ที่หลังแขนมีเส้นขนสีดำเป็แพแผ่คลุมลงมาถึงหลังมือ ปั้นไหล่เป็มัดกล้ามกลมสวย เนื้อตัวกำยำล่ำสันไปด้วยกล้ามเนื้อ ทำเอาคนเดินตามมองด้วยสายตาชื่นชมในรูปร่างและบุคลิกลักษณะสมชายชาตรีของลุงอินทร์คนนี้
“เส้นทางเข้าไร่แคบมากครับ… ขับรถใหญ่เข้าไปลำบาก นั่งรถกอล์ฟไปสะดวกกว่าครับ”
ลุงอินทร์กล่าวพลางก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งคนขับ สตาร์ทเครื่องแล้วขับพาอลังค์เข้าไปชมไร่องุ่นและไร่กาแฟ ทอดยาวไปถึงเชิงเขาด้านหลัง
กลับจากเที่ยวชมไร่ ลุงอินทร์พาอลังค์กลับเข้ามาในบ้าน แวะเอารถจอดไว้ที่เรือนพักหลังย่อมตั้งอยู่หลังเรือนใหญ่
“โอ้โห… ลุง นี่มันยาดองเหล้าสูตรบำรุงพลังทางเพศทั้งนั้นเลยนี่นา”
เมื่อเข้ามาในเรือนนอนของลุงอินทร์ อลังค์กวาดสายตามองโหลยาดองที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมผนัง ล้วนแต่เป็สูตรบำรุงพลังทางเพศของผู้ชายทั้งนั้น อย่างเช่นม้ากระทืบโรง ถั่งเช่า กระชายดำ รากปลาไหลเผือกและหมามุ่ยอินเดีย
“ต่อไปคุณจะต้องมาขอผมกิน… เชื่อเหอะ”
ลุงอินทร์กล่าวยิ้มๆ ทำเอาอลังค์เขินหน้าแดง รู้สึกว่าในบ้านหลังนี้มีเื่ราวแปลกๆ เมื่อครุ่นคิดและเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก็ทำให้อลังค์รู้สึกตื่นเต้น
“ลุงครับ… เลิกเรียกผมว่า ‘คุณ’ เสียที เรียกว่า ‘เอ็ง’ ก็ได้ครับ”
“จะดีหรือ… อีกไม่กี่วันคุณก็จะเข้ามาเป็เขยของบ้านหลังนี้”
“ดีสิครับ… ”
อลังค์กล่าว เขาเป็คนง่ายๆ ไม่ชอบพิธีรีตอง
อีกสัปดาห์ต่อมา
งานวิวาห์ของ ‘ฝ้ายคำ’ กับ ‘อลังค์’ ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ที่ม่อนหุบเขากามา
ในงานมีแต่คนกันเอง ซึ่งอลังค์ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ด้วยเขาเป็เด็กกำพร้า เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของพระภิกษุรูปหนึ่งที่อลังค์เรียกจนติดปากว่า ‘หลวงพ่อคำแปง’ ทุกวันนี้ท่านจำพรรษาอยู่ในวัดป่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนดอยสูง
ในเวลาต่อมา
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีแต่งงาน ก็มาถึงคืนส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ภายในห้องหอ บนเตียงนอนที่โปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบสีชมพู ท่ามกลางแสงสลัวของดวงโคมคริสตัล แขวนอยู่ภายใต้เพดาน นวลแสงสีเหลืองอาบไล้ไปตามเลื่อมลายของผนังและผืนพรมภายในห้อง
หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพที่กำลังสะท้อนอยู่ในบานกระจกเงาก็คือใบหน้าสะสวยของฝ้ายคำ เ้าสาวที่กำลังถอดต่างหูเพชรและสร้อยออกจากคอ
“ฝ้ายจ๋า… คืนนี้คุณสวยจัง”
อลังค์เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว ยืนเพ่งพินิจเรือนร่างของเ้าสาวแสนสวยด้วยแววตาตื่นตะลึงในความงดงาม
ฝ้ายคำค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างกายช้าๆ มีเสียงเพลงบรรเลงแ่ๆ กังวาน ผ่านเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เปิดคลอเบาๆ ช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้อบอุ่น อีกทั้งภายในห้องยังหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำอบไทย กลิ่นดอกรักและดอกจำปีที่ร้อยเป็มาลัย วางเคียงกันไว้บนหมอนสองใบบนเตียง
“ว้าว… คุณสวยจังที่รัก”
อลังค์อุทานกับสิ่งที่เห็น สีหน้าและแววตาตื่นเต้น ยืนตะลึงมองเรือนร่างซึ่งเกือบจะเปลือยเปล่าของเ้าสาวอยู่นานเป็ครู่ ตอนนี้ฝ้ายคำเหลือเพียงชั้นในบางๆ ปกปิดความเป็สาวเอาไว้
