เสิ่นตงซานขอบตาแดงก่ำและปาดน้ำตาบนแก้ม จากนั้นไปยืนนิ่งชิดกำแพงฝั่งทิศตะวันตกอย่างว่าง่าย
“พี่ชาย...” เสี่ยวหลานคิดจะตามไป แต่ไม่รู้ว่าเสิ่นม่านออกมาจากครัวั้แ่เมื่อใด
“เ้าไม่ต้องไป ให้เขาสำนึกผิดเอง หากรู้ตัวว่าผิดเมื่อใดค่อยกลับมากินข้าว”
เสิ่นเซียงหลานหันหลังกลับอย่างหวาดกลัว นางมองท่านอาสลับกับเสิ่นตงซาน ท้ายที่สุดก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่หนิงโม่
หนิงโม่ถือตำราในมือแล้วส่ายหน้าให้นางอย่างช้าๆ เสี่ยวหลานลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กัดฟันเดินตามต้าเป่าเข้าบ้านไป
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น มีเด็กหนุ่มตัวน้อยยืนอยู่ข้างกำแพง เขายืดอกหลังตรงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม ในลานบ้าน เงาของเด็กหนุ่มทอดยาวไปตามแสงอาทิตย์ ราวกับแสงเทียนที่ไหวไปมา
ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืด กลิ่นหอมก็โชยออกมาจากครัว หลี่ต้าหนิวกับหลี่ต้าหู่สองพี่น้องทำงานเสร็จก็ล้างมือเรียบร้อย เฝ้ารออาหารค่ำของวันนี้อย่างใจจดใจจ่อ
วันนี้เสิ่นม่านทำเกี๊ยวหม้อใหญ่ กินคู่กับผักกาดดองที่ทำเองหลายวันก่อน คนทั้งหลายกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ท้ายที่สุดทุกจานก็เกลี้ยง หลี่ต้าหนิวกับน้องชายจึงกลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เสิ่นม่านพาเสี่ยวหลานกับต้าเป่าไปล้างจานหลังบ้าน ส่วนเสี่ยวตงยังคงยืนอยู่ที่ลานบ้านลำพัง ตอนนี้ไม่มีแสงแดด ลมหนาวพัดใส่แก้มเล็กๆ ของเขาจนรู้สึกหนาวเย็น
หนิงโม่ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังเขาอย่างเงียบๆ และกระแอม เสี่ยวตงหันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็หนิงโม่ จึงเรียกขานเขาอย่างมีมารยาท
“ท่านลุงหนิง”
หนิงโม่หันมองจากด้านข้าง เขากวาดตามองดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อดี จึงอดรู้สึกขบขันไม่ได้
เสิ่นม่าน ผู้หญิงคนนี้ปากแข็งแต่ใจดี แม้ว่าจะโกรธหลานชาย แต่กลับทำใจลงไม้ลงมือไม่ได้ เลยให้เขาหลบมุมเพื่อสำนึกผิดเองเงียบๆ
“สำนึกผิดแล้วหรือไม่?”
หนิงโม่เดินไปด้านข้างอย่างสุขุมและก้มมองเสี่ยวตง
เด็กน้อยสูดจมูกก้มหน้าต่ำ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าไม่ควรเอาแต่คิดอยากไปจากท่านอา”
“อืม”
หนิงโม่มองเด็กน้อยจากมุมสูง จึงเห็นศีรษะที่เต็มไปด้วยผมเส้นเล็กๆ ดูอ่อนนุ่มราวกับขนสัตว์ เขายกมือขึ้นลูบอย่างอดไม่ได้ พร้อมเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“นางโกรธที่เ้าเอาแต่คิดว่าตนกับน้องสาวคือตัวภาระ แต่ในสายตาของนาง หาได้เคยคิดเช่นนั้นไม่ นางจัดการเื่อาหารการกินและเครื่องนุ่งห่มให้พวกเ้ากับต้าเป่าอย่างเท่าเทียม เพราะกลัวพวกเ้าจะน้อยเนื้อต่ำใจ นางจึงปฏิบัติต่อพวกเ้าสามพี่น้องด้วยความรักและเมตตาอย่างสุดซึ้ง แล้วเ้าล่ะ เหตุใดจึงเอ่ยคำพูดที่ว่าให้ส่งตนเองกับน้องสาวออกไป?”
โดยปกติแล้ว หนิงโม่ไม่ค่อยพูดคุยกับเด็กๆ มากนัก
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อนึกถึงขอบตาที่แดงก่ำของเสิ่นม่านเมื่อครู่ จู่ๆ เขาก็เข้าใจในตัวผู้หญิงคนนี้และ้าทำบางสิ่งเพื่อนางบ้าง
“ท่านลุงหนิง ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ”
เสี่ยวตงคอตก เขาปาดน้ำตาที่ไหลลงมาพร้อมกับเบะปากทำท่าจะร้องไห้
“ข้าไม่อยากไปจากท่านอาแม้แต่น้อย แม้ว่าต่อไปท่านอาจะไม่แต่งงาน ข้าก็อยากเลี้ยงดูนางไปจนแก่เฒ่า”
“อืม...” ทันใดนั้น หนิงโม่ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ทั้งโง่เขลาทั้งน่ารักน่าชัง
ส่วนอีกฟาก ไม่รู้เสิ่นม่านมายืนอยู่ตรงประตูห้องโถงั้แ่เมื่อใด ทันใดนั้นก็เปล่งเสียง “เ้าเด็กคนนี้ ข้าไม่เรียกเ้ากินข้าว ก็ไม่รู้จักมาหากินเองหรือ? ต้องให้ข้าเอามาป้อนหรืออย่างไร?”
หนิงโม่ลูบศีรษะของเด็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงค่อย
“ไปเร็ว”
เสี่ยวตงวิ่งไปหาเสิ่นม่านด้วยความดีใจ แต่กลับถูกนางบิดหูดึงเข้าครัว จากนั้นหยุดลงที่โต๊ะ
เมื่อเปิดฝาหม้อออก เสิ่นม่านก็ยกเกี๊ยวที่ร้อนกรุ่นออกมา บนโต๊ะมีวางน้ำมันแดงกับเครื่องปรุงไว้รอแล้ว หน้าตาน่ากินยิ่งนัก
เสี่ยวตงสูดน้ำมูกและเรียกเสิ่นม่านที่กำลังจะออกไป
“ท่านอา ข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปข้าจะไม่พูดว่าจะไปจากท่านอีก”
เสิ่นม่านส่งเสียงในลำคอเบาๆ แต่มุมปากกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว “ขืนมีคราวหน้า เ้าก็เก็บของไสหัวออกไปเองเลย เ้าหมาป่าตาขาว”
เสี่ยวตงพยักหน้าอย่างขึงขังและกินเกี๊ยวคนเดียว ตอนที่เริ่มกินถึงก้นชาม กลับพบว่าด้านล่างยังมีไข่ดาวขาวใสอยู่อีกหนึ่งฟอง
น้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง…
เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมา เสิ่นม่านรู้สึกว่าน้ำหนักของตนลดไปไม่น้อย
นางมองคันฉ่องอย่างมีความสุข ใบหน้าเล็กลงมาก ดวงตาก็เริ่มเป็รูปทรงมากขึ้น ไม่ได้บวมจนบีบเป็เส้นเช่นสองวันก่อน
อืม ผลข้างเคียงจากยาลดความอ้วนที่สมควรตายนั่นผ่านพ้นไปได้เสียที
เสิ่นม่านมองใบหน้าที่ยังอวบอิ่มของตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้ทิ่มแทงสายตาเช่นแต่ก่อน เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผิวพรรณนับว่าขาวผุดผ่อง ในยุคสมัยที่ไม่มีครีมกันแดดเช่นนี้ ทั้งยังต้องตากแดดขายเต้าฮวยทุกวัน แต่กลับไม่คล้ำ?
นี่ไม่ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย
หากว่าผอมลงมา น่าจะนับว่าเป็สาวงามได้อยู่กระมัง? เพราะถึงอย่างไร เครื่องหน้าก็ถือว่าดูได้
เมื่อผลข้างเคียงคลายไป สภาพจิตใจก็เบิกบาน เสิ่นม่านฮัมเพลง หลังจากทานอาหารเช้าก็ขึ้นเกวียนออกไปขายเต้าฮวยที่ตำบล
หลังจากขายของวันนี้ นางไปที่ร้านช่างไม้และสั่งกล่องไม้อีกชุดเพื่อทำเต้าหู้
ทันทีที่ออกจากร้านช่างไม้ เสิ่นม่านก็ถูกคนสามคนดักไว้
ชายสามคนแต่งกายเหมือนบ่าวรับใช้ตระกูลใหญ่ พวกเขาสบตากับนางแล้วเอ่ยอย่างเชื่องช้า “เ้าคือเสิ่นม่านเหนียงที่ขายเต้าฮวยใช่หรือไม่?”
เสิ่นม่านมองชายสามคนอย่างสุภาพ “ข้าเอง มีอะไรหรือ?”
“โปรดมากับเราด้วย นายท่านของเรา้าพบเ้า”
นายท่าน?
“นายท่านบ้านใดหรือ?” เสิ่นม่านไม่ขยับและไม่ได้เกรงกลัว แต่ถามพวกเขากลับ “พวกเ้าจะพาข้าไป อย่างน้อยก็ควรบอกให้ข้ารู้ว่าจะไปบ้านใดไม่ใช่หรือ?”
ชายไว้เคราแพะที่เป็หัวหน้าเหลียวมองเสิ่นม่านแวบหนึ่ง
สาวชาวบ้านผู้นี้ค่อนข้างพิเศษ หากเป็ชาวบ้านทั่วไป ตอนนี้คงใกลัวจนไม่กล้าขัดขืน
เขายิ้มอย่างไม่แยแส
“ตระกูลใหญ่ในตำบลของเรา ตระกูลเฉียน นายท่านเฉียน้าพบตัวเ้า! นายท่านเฉียนเ้าคงรู้จักกระมัง พี่ชายแท้ๆ ของเขาคือกุนซือของที่ว่าการ นายท่าน้าหารือกับเ้า”
ตระกูลเฉียน? หนึ่งในตระกูลร่ำรวยของตำบลนี้ แม้ว่าเสิ่นม่านจะข้ามมิติมาได้ไม่นาน แต่เื่ราวในตำบล นางก็พอสืบมารู้มาพอสมควร
กุนซือเฉียนผู้นี้ได้ยินว่าเป็งูเห่าของสถานที่แห่งนี้ มีสายตาและกรงเล็บในมือเพียบ จู่ๆ น้องชายของคนเช่นนี้้าพบนาง เกรงว่าคงไม่ใช่เื่ดี แต่วันนี้หากนางไม่ไป อีกฝ่ายคงมาหาถึงที่ในครั้งหน้าอีก
เสิ่นม่านกระแอมพร้อมยืดอกตัวตรง
“นําทางด้วย”
คนทั้งหมดมาที่จวนตระกูลเฉียน เสิ่นม่านถูกนำทางไปที่โถงด้านหน้า ขณะที่เพิ่งนั่งลง ด้านนอกก็มีเสียงชายวัยกลางคนดังขึ้น
“มาถึงแล้วหรือ?”
บ่าวคนหนึ่งตอบอย่างระมัดระวัง “ขอรับ นางนั่งรออยู่ด้านในแล้ว”
หลังจากเงียบไปสองสามวินาที เสิ่นม่านก็เงยหน้าขึ้นและเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดสีดำแซมไหมสีทอง ใบหน้ามีไฝหนึ่งเม็ด เวลายิ้มจะเห็นฟันทองสี่ซี่ที่ระยิบระยับจนทิ่มแทงสายตา
ขณะที่นางสำรวจอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็สำรวจนางเช่นกัน พร้อมกับเอ่ยถามอย่างดูแคลน
“เ้าคือเสิ่นม่านเหนียงที่ขายเต้าฮวยหรือ? หน้าตาไม่เลิศเลออะไร ข้าเองก็เป็คนค้าขายจึงขอพูดอย่างตรงไปตรงมา สูตรเต้าฮวยของเ้า ยอมขายในราคาหนึ่งพันตำลึงจริงหรือ?”
-----
