ตอนแรกจางจิ่วรั่งก็นั่งฝึกเดินหมากในที่ของตนอยู่ดีๆ ทว่ารู้ตัวอีกทีสายตากลับถูกดึงดูดให้จดจ้องอยู่ที่ิหยวน เขานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่ไม่เคยเห็นิหยวนลุกจากที่นั่งแม้แต่ครั้งเดียว ดวงแสงรำไรจากตะเกียงดูละม้ายเมล็ดถั่ว สาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่จมอยู่กับตำรา มือข้างหนึ่งพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ หยุดจดบันทึกบนกระดาษแผ่นเล็กเป็ครั้งคราว ในขณะที่จางจิ่วรั่งจะมีสมาธิได้ก็เมื่อยามฝึกหมากล้อม แต่ิหยวนกลับมีสมาธิยามอ่านตำราเกษตรกรรม!
จางจิ่วรั่งยังคงแอบมองอีกฝ่ายจนลืมตัว เสียงกระดาษพู่กันดังให้ได้ยินเป็ระยะ บรรยากาศในห้องเงียบสงบจนเขาเผลอหลับไปในท่าหัวหนุนกระดานหมากล้อม
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด กระทั่งจางจิ่วรั่งถูกใครบางคนปลุกก็ดีดตัวขึ้นทันที “ข้าไม่ได้หลับ! ข้าเพียงกำลังคิดว่าจะเดินหมากอย่างไร!”
ิหยวนใที่จู่ๆ เขาก็เสียงดังจนเผลอก้าวเท้าถอยหลัง “ข้าอ่านตำราเสร็จแล้วจึงมาถามศิษย์พี่จางว่ายังอยากเล่นหมากล้อมอยู่หรือไม่ นี่ก็ผ่านไปตั้งสองชั่วยามแล้ว”
“หา! ไจ้เฉิน…ข้าขอโทษ” จางจิ่วรั่งลูบรอยบนหน้าผากที่เกิดจากกระดานหมากล้อม และอธิบายพร้อมรอยยิ้มแหย “คนที่บ้านข้าเข้มงวดมาก ตอนข้ายังเด็กข้าจะถูกตีหากเผลอหลับระหว่างท่องตำรา”
ิหยวนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนมีชีวิตที่ไม่ง่ายเลย เขาจึงพยักพเยิดไปทางกระดานหมากล้อม “แล้วท่านยังจะเล่นหรือไม่”
“เล่นๆ ย่อมต้องเล่นอยู่แล้ว” จางจิ่วรั่งกระวีกระวาดจัดแจงที่ทางก่อนจะผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่งลง ทั้งสองจึงช่วยกันเก็บหมากเข้าที่
“เ้าอ่านตำราอย่างนี้ทุกวันเลยหรือ?”
“ห้ะ?” ิหยวนยกมือนวดหลังคอตนเองก่อนตอบ “อ๋อ…อืม ข้าฐานะต่ำต้อย โชคดีได้เล่าเรียนก็เลยใช้โอกาสให้คุ้มค่า”
“ข้าดูไม่ออกเลย” จางจิ่วรั่งกวาดตามองรอบห้อง เขาตามตื๊อิหยวนมาตั้งหลายวันก็พอสังเกตเห็นหลายอย่าง ทั้งเลือกที่จะในหอพักในสำนักศึกษา ทั้งข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน เสื้อผ้าก็ธรรมดา กิจวัตรประจําวันก็เรียบง่าย ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกของิหยวนกลับดูเป็ผู้ดีมีฐานะ ดูไม่เหมือนคนยากจนเลยสักนิด
ิหยวนใช้หมากดำจึงเป็ฝ่ายวางหมากก่อน ่ต้นเกมทั้งคู่ไม่ได้ใช้กลยุทธ์พิเศษอันใด เริ่มเกมได้ไม่นาน จางจิ่วรั่งก็เป็ฝ่ายพ่ายแพ้
ิหยวนงุนงง ทว่าครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเพียง “ต่อให้” เขาก่อน จึงยกมือตบหน้าผากเรียกสติตนเอง การประลองหมากที่แท้จริงจะเริ่มก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายแกล้งแพ้อีกรอบ
เล่นไปได้สักพักทั้งสองก็พลันรู้สึกแปลก ราวกับพวกเขากำลังเล่นหมากล้อมกับตนเอง เหมือนมือซ้ายต่อสู้อยู่กับมือขวา ิหยวนเริ่มศึกษาการเล่นหมากล้อมจากตำราหมากล้อมที่ผู้าุโตระกูลจางเป็คนเขียน ทั้งอาจารย์อย่างโหวอิงยังเชี่ยวชาญหมากล้อมยิ่ง ทั้งยังรู้จักคนตระกูลจางหลายคน ตำรานี้ยังเป็หนึ่งในหลักสูตรการสอนของเขา ิหยวนย่อมต้องเคยศึกษากลยุทธ์วิธีการเดินหมากจากในตำรานี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว
ครึ่งแรกของการประลอง ทั้งสองต่างคนต่างวางหมากเร็วมาก แทบเป็ไปตามกลยุทธ์การเดินหมากล้อมที่ระบุไว้ในตำรา ไร้เสียงสนทนา บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงวางหมากกระทบกระดานท่ามกลางแสงรำไรจากโคมไฟ ช่างเป็สถานการณ์ที่ค่อนข้างประหลาดปนน่าขบขัน
จนกระทั่งครึ่งหลัง ในที่สุดก็ถึงเวลาแสดงฝีมือที่แท้จริง เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน กลยุทธ์การวางหมากของิหยวนนั้นยึดตามกฎเกณฑ์ ทั้งยังล้ำลึกยากจะคาดเดา เหมือนเดินหนึ่งก้าวล้ำหน้าไปสิบขั้น ั้แ่จุดเทียนหยวนกลางกระดานไปจนถึงมุมกระดานล้วนเป็จุดยุทธศาสตร์ เดินหน้าวางหมากพื้นที่ทั่วกระดาน
ด้านจางจิ่วรั่งชอบความแตกต่าง มีอิสระ และไม่ยึดติดกฎเกณฑ์จนเกินไป มักมีกลยุทธ์เทพเหนือความคาดหมายในการพลิกสถานการณ์ เป็กลยุทธ์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และนำมาซึ่งชัยชนะที่น่าประหลาดใจ ทั้งสองจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างเป็คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากมาก
ทว่าพอเกมใกล้จบ จางจิ่วรั่งกลับรู้สึกไม่อยากจบเกม มือที่จับหมากนิ่งค้างอยู่เหนือกระดาน แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างได้ “ไจ้เฉิน เ้ารู้จักตำราฉีจิงหรือไม่?”
“เคยได้ยินมาบ้าง ตำราหมากล้อมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกใช่หรือไม่?”
“ใช่ แล้วเคยเห็นหรือไม่?” จางจิ่วรั่งพึมพำ
“ล้อข้าเล่นแล้วกระมัง?” ิหยวนหัวเราะ “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำราโบราณนั้นมีอยู่จริงหรือไม่จริง แม้แต่ท่านยังไม่เคยเห็น แล้วข้าจะไปจะเคยเห็นได้อย่างไร?”
“ข้าเคยเห็นมันจริงๆ” จางจิ่วรังเริ่มจริงจัง โยนหมากในมือทิ้งแล้วโน้มตัวไปกระซิบกับคนตรงหน้า “น่าเสียดายที่บรรพบุรุษของข้ารวบรวมได้เพียงครึ่งเล่ม ข้าได้ยินมาว่าใต้หล้านี้มีตำรานั้นเพียงเล่มเดียว เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใด?”
ิหยวนขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด ก่อนจะมองหน้าเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “หรือมันจะอยู่ในหอฝู่เหริน?”
จางจิ่วรั่งดีดนิ้ว “ฉลาด แต่น่าเสียดาย ต่อให้มันอยู่ที่นั่นจริง มันก็คงอยู่ในหอหงหรือไม่ก็หอฮวง แล้วข้าก็รู้ตัวดีว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปเหยียบ” จางจิ่วรั่งทำตาเป็ประกายส่งไปทางิหยวน “ไจ้เฉิน ตั้งใจเรียนนะ ข้าเชื่อมั่นในตัวเ้า”
ิหยวนรีบขยับตัวถอย ไม่สนใจอาการาเ็ที่หลังตนเอง “อย่าเลยๆ ข้าแค่อ่านตำราเป็งานอดิเรก ท่านอย่าหวังพึ่งข้าเลย”
“ข้าไม่ได้บังคับเ้าเสียหน่อย ร้อยปีที่ผ่านมามีบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงเพียงไม่กี่คนผ่านเข้าไปที่นั่นได้...แต่ถึงอย่างไรข้าอยากให้เ้าจำไว้ว่า หากวันหนึ่งได้เข้าไปที่นั่น รบกวนเ้าช่วยหามันให้ข้าที ชาตินี้ก่อนตายข้าต้องได้เห็นมันสักครั้ง!”
ิหยวนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเป็กังวล วางหมากในมือลงทันที “ไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ?”
“มี ย่อมมี” จางจิ่วรังทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวังท่าทางไร้เรี่ยวแรง “แต่ต้องไปหาผู้ดูแลหอฝู่เหริน แล้วขอร้องให้เขาอนุญาตให้เราเข้าไปเป็กรณีพิเศษ”
ิหยวนเห็นท่าทางเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจของอีกฝ่ายก็ยิ่งไม่เข้าใจ เ้าหน้าที่ในสำนักศึกษาหลวงทำงานหละหลวมมาก ไม่มีสิ่งใดเป็ไปไม่ได้หากรู้จักกับผู้มีอำนาจหรือใช้อำนาจและชื่อเสียงของตระกูล “นั่นก็เป็วิธีที่ใช้ได้มิใช่หรือ?”
“ลืมเื่นั้นไปได้เลย เ้าไม่รู้หรือว่าผู้ดูแลหอฝู่เหรินคือผู้ใด?”
“ผู้ใด?”
“เผย…ซู…เยี่ย!”
“ผู้ใดนะ?!”
“เ้าได้ยินไม่ผิดหรอก เผยซูเยี่ย ข้าได้ข่าวว่าเขาเป็อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเ้ามิใช่หรือ? ไม่รู้เ้าเคยได้ยินชื่อเขามาก่อนหรือไม่ แม้ตอนนี้เขาจะไม่โด่งดัง แต่ในอดีตเขาเป็บุคคลชื่อเสียงเลื่องลือในใต้หล้า”
จางจิ่วรั่งยังคงทำหน้าสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด “ข้าไม่รู้ตอนนั้นเขาถูกขนานนามว่าอย่างไร แต่ตอนนี้บัณฑิตทุกคนเรียกเขาว่าก้อนน้ำแข็งหน้าหยก นี่เป็ฉายาที่ทุกคนตั้งให้เขา เ้าฟังแล้วคิดว่าเขาต้องเป็คนแบบใด คิดว่าเขาจะยอมให้เราง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
ข้า…ย่อมเคยได้ยิน
เพิ่งเห็นไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่แล้ว
ิหยวนประหลาดใจจนพูดไม่ออก เขาใมากที่ดูเหมือนความเป็ไปในใต้หล้าจะตกอยู่ในการควบคุมของท่านอาเผย
“คราแรกที่ได้เข้ามาเหยียบสำนักศึกษาหลวง สิ่งแรกที่ข้าทำก็คือการไปขอร้องเขา ข้าเอานามบัตรกับจดหมายลายมือท่านปู่ เอาชื่อเสียงตระกูลจางมาเป็ประกัน ขอแค่ให้ข้าได้เข้าไปเห็น แค่มองเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องแตะมันก็ได้ ขอเพียงให้ข้าได้เห็นมันเป็บุญตาก็พอ แล้วเ้าคิดว่าผลเป็อย่างไร?”
“...เป็อย่างไรหรือ?” ิหยวนเอ่ยถามตามสัญชาตญาณ ท่าทางล่องลอยเหมือนสติยังไม่กลับมา
“แน่นอนว่าข้าถูกปฏิเสธทันที แล้วข้าก็ไม่มีโอกาสได้พบเขาอีกเลย”
“น่าเสียดาย”
“แม้ข้าจะผิดหวัง แต่ก็ไม่แปลกใจ เขาขึ้นชื่อเื่ความโหดที่สุดในสำนักศึกษาหลวง ขนาดเซี่ยฮุ่นอยากยืมตำราในหอตำราที่สูงกว่าระดับของตน เขาก็ยังไม่อนุญาต ช่างเป็คนที่เฉยชาและไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดจริงๆ”
เฉยชาและไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดอย่างนั้นหรือ…ิหยวนพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนวันนั้น ภาพที่ข้อมือของท่านอาเผยถูกท่านอาเซี่ยโหวจับไว้
ิหยวนอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ “ข้าว่าผู้ดูแลหอฝู่เหรินสมควรเป็คนแบบเขาถึงจะเหมาะสมที่สุด หากเป็คนอื่นเกรงว่ากฎระเบียบที่ตั้งไว้คงถูกแหกไปตั้งนานแล้ว ของหายากกับตำราเก่าแก่จะยังอยู่ดีเช่นนี้หรือ?”
“ก็จริง” จางจิ่วรั่งเห็นด้วย เขาหยุดเล่นหมากล้อมแล้วถอนหายใจ “ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
“เสียดายอันใดหรือ?”
“ว่ากันว่าตอนนั้นเขากับเซี่ยโหวเจี๋ยมิตรภาพแน่นแฟ้น คนหนึ่งเก่งบุ๋นคนหนึ่งเก่งบู๊ เป็ที่เลื่องลือกันทั่วเมืองหลวง แม่ทัพเซี่ยโหวความสามารถโดดเด่น เข้าร่วมกองทัพเป็กองหน้าในายึดดินแดนทางเหนือที่นำโดยแม่ทัพใหญ่หวน เขานำกองทหารออกรบราวกับเทพา สู้รบไม่หวาดหวัดคว้าชัยอย่างต่อเนื่อง กองทัพยิ่งฮึกเหิม เหล่าชนเผ่าป่าเถื่อนชาวหูต่างต้องแพ้พ่ายให้เขา แผนการรวมดินแดนจงหยวนเป็หนึ่งอีกครั้งอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ผู้ใดจะคิดว่า...”
“เกิดอันใดขึ้น?” ิหยวนนั่งหลังตรงพร้อมเอ่ยถามอย่างลุ้นระทึก เขาเศร้าใจไม่น้อยที่ได้เห็นเซี่ยโหวเจี๋ยบนรถเข็น แต่ก็ไม่สามารถเอ่ยถามตรงๆ
“ตายแล้ว”
“ตายแล้ว???” ิหยวนรู้สึกเหมือนว่าตนเองจะจับไข้
“ใช่ ไม่รู้เกิดอันใดขึ้น พวกเขาถูกศัตรูซุ่มโจมตีระหว่างทำาครั้งสุดท้าย ไร้วี่แววกองกำลังเสริมเข้าช่วยเหลือ ทหารทั้งกองจึงเสียชีวิตในสนามรบ ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่กระดูก หลังแพ้าครั้งนั้น แผนการทำายึดดินแดนทางเหนือก็ล้มเหลว ไร้แรงสนับสนุน กองกำลังที่เหลือจึงยกทัพกลับเมืองหลวง”
จางจิ่วรั่งลดเสียงลง “บางคนเขาว่ากันว่ามีคนในราชสำนักไม่้าให้ายึดดินแดนทางเหนือของหวนกงประสบความสำเร็จ จึงจงใจปล่อยข่าวใส่ร้าย และกำจัดแม่ทัพเซี่ยโหว”
“เื่มันร้ายแรงมากเลยหรือ?”
“ผู้ใดจะไปรู้ ล้วนเป็ข่าวลือทั้งนั้น สรุปก็คือ นับั้แ่แม่ทัพเซี่ยโหวจากไป อาจารย์เผยก็โศกเศร้าและเปลี่ยนไปมาก ว่ากันว่าแม้ในอดีตเขาจะเ็าและเข้มงวด แต่ก็ยังพอคบหากับสหายบางคนอยู่บ้าง ทั้งยังเข้าร่วมงานเลี้ยงวิจารณ์วรรณกรรมเป็บางครั้ง ั้แ่เกิดเื่คราวนั้นเขาก็ยิ่งปลีกตัวจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเหมือนูเาน้ำแข็ง และไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดเลย”
ิหยวนจับหมากแน่น เริ่มใคร่ครวญอย่างหนัก
เขาเห็นกับตาว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดทุกคนถึงบอกว่าเขาตายแล้ว?
หากเขารอดจากความตายและกลับมาในฐานะวีรบุรุษ เหตุใดเขาถึงตกอยู่ในสภาพนั้น?
ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดเผยซูเยี่ยต้องโศกเศร้าถึงเพียงนั้น? แสร้งทำอย่างนั้นหรือ?
หรือเขาจงใจปลีกตัวจากสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังไม่ตาย?
แล้วเหตุใดเซี่ยโหวเจี๋ยต้องซ่อนตัว? หรือต้องซ่อนตัวเพื่อรักษาชีวิต?
หมายความว่ามีใครบ้างคนไม่้าให้เขามีชีวิตรอด? มีคน้าฆ่าเขา? แล้วคนๆ นั้นคือผู้ใด?
คนสองคนซึ่งเป็ที่รู้จักของคนทั้งใต้หล้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แสดงว่าผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อพวกเขาจะต้องมีอำนาจมาก หรือจะเป็ขุนนางใหญ่ในราชสำนัก? ตระกูลหวังหรือตระกูลเซี่ย?
ข่าวลือนี้ฟังดูสมเหตุสมผลไม่น้อย แผนการยึดดินแดนทางเหนือล้มเหลว หวนกงสูญเสียอำนาจ ตระกูลหวังตระกูลเซี่ยจึงใช้โอกาสนี้เข้ากุมอำนาจในราชสำนัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในาทางเหนือ...เป็การสมรู้ร่วมคิดอย่างนั้นหรือ?
ตัวตนและชื่อเสียงของท่านอาเซี่ยโหวถูกทำลาย เขาต้องซ่อนตัว ในขณะที่ศัตรูมากมายรุมล้อมแปดด้าน แล้วเขาเต็มใจให้ิหยวนเข้าพบอย่างนั้นหรือ?
เขาอดคิดมากไม่ได้ การที่ทุกคนในใต้หล้าต่างคิดว่าเซี่ยโหวเจี๋ยตายไปแล้ว แต่ท่านอาจารย์ก็ยังไว้ใจเขาในฐานะลูกศิษย์ อาจารย์รู้ว่าเซี่ยโหวเจี๋ยยังมีชีวิตอยู่ และรู้เื่ราวพวกนี้เป็อย่างดี ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงต้องหนีไปอยู่ในที่ๆ ไกลแสนไกลใช่หรือไม่?
ตอนนั้นมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?
“ไจ้เฉิน กำลังคิดอันใดอยู่หรือ?”
“ห้ะ?...เอ่อ…เปล่า ข้าไม่ได้คิดอันใด” หมืงหยวนหลุดจากภวังค์แล้วแสร้งถอนหายใจ “น่าเสียดายวีรบุรุษผู้กล้าหาญ”
“อย่างนั้นหรือ” จางจิ่วรั่งพยักหน้า “มาเถอะ เรามาจบตานี้กัน”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
