เล่มที่ 3 บทที่ 73 น้ำแข็งห้าสี
ทุกครั้งที่ถูกพลังปราณอัดกระแทก อักขระหยินหลีที่เพิ่งจะก่อตัวก็สั่นะเืขึ้น นี่เป็กระบวนการหนึ่งที่อันตรายเลยทีเดียว เพราะอักขระหยินหลีที่เพิ่งก่อตัวนี้อ่อนแอมาก หากไม่ระวังดีๆ อาจจะถูกพลังปราณอัดกระแทกจนแตกสลายไปเลยก็ได้ หากเป็เช่นนั้นจุดตันเถียนของหลินเฟยก็จะพลอยาเ็ไปด้วย
ทว่าอักขระหยินหลีที่ราวกับทารกน้อยในครรภ์นี้ เมื่อถูกพลังปราณอัดกระแทกไปครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันก็เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น จากเดิมที่เป็เพียงหมอกควันฟุ้งกระจาย บัดนี้ก็เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันเป็เค้าโครงอักขระรางๆบางแล้ว…
หลินเฟยรู้ดีว่าเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น…
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ การประลองบนแท่นประลองก็จบลงไปแล้วถึงสามสนาม ส่วนอักขระหยินหลีภายในตันเถียนก็เริ่มจะก่อตัวเป็รูปเป็ร่างมากขึ้น อีกก้าวเดียวก็จะเกิดเป็กายหยินหลีแล้ว
หลังการอัดกระแทกของพลังปราณครั้งสุดท้ายจบลง หลินเฟยก็คลายปราณกระบี่ไท่อี๋ ปลดปล่อยกลุ่มหมอกดำให้เป็อิสระ
แต่ว่าหมอกดำที่เพิ่งจะเป็อิสระนั้น ก็ถูกอักขระหยินหลีตะครุบเข้าราวกับพยัคฆ์ร้ายล่าเหยื่อ หลังจากอักขระหยินหลีหมอกดำได้ ก็ฉีกกระชากกลืนกินเข้าไปทันที
เพียงชั่วครู่เท่านั้น อักขระกระบี่หยินหลีก็เริ่มสั่นขึ้นมา
เดิมทีก็เป็เพียงอักขระธรรมดาเท่านั้น แต่หลังจากกลืนกินหมอกดำกลุ่มนั้นเข้าไป มันก็ปล่อยกระแสไอชั่วร้ายออกมาราวกับปีศาจจากขุมนรก ไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นก็จะต้องรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
อักขระหยินหลีสั่นไหวไปถึงเก้าครั้ง ในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็อักขระสีดำ จากนั้นจึงค่อยๆจมลงยังจุดตันเถียน…
เมื่อหลินเฟยลองโคจรพลังปราณสื่อสาร ทันใดนั้นอักขระหยินหลีก็ปรากฏออกมานอกร่างกายของเขา ก่อนจะสลายเป็กลุ่มควันดำรายล้อมอยู่บริเวณแขนของหลินเฟย…
“สำเร็จ!”
เมื่อสำเร็จอักขระหยินหลีได้แล้ว หลินเฟยก็รู้ตัวว่าในงานประลองครั้งนี้ ตนได้มีที่พึ่งอันแข็งแกร่งมาเพิ่มแล้ว…
ในเวลานี้เอง ก็มีเสียงประกาศจบการประลองในรอบล่าสุดดังขึ้น จากตอนแรกมีศิษย์ที่เข้ารอบทั้งหมดมีสิบหกคน บัดนี้เหลือเพียงสี่คนเท่านั้น
พวกเขาเ่าั้ก็คือ ถังเทียนตูจากหุบเขาเทียนเสวียน ชิวเย่หัวจากหุบอวี้เหิง หลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิง และคนสุดท้ายก็คือเหอหยวนจากหุบเขาเหยากวง
จะว่าไปก็น่าแปลก…
เดิมที หุบเขาอวี้เหิงรั้งท้ายมาโดยตลอด แต่งานศิษย์สายตรงปีนี้ กลับมีศิษย์ถึงสองคนที่เข้ารอบสุดท้ายมาได้ หากพูดกันตามความจริง ชิวเย่หัวเองก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็ศิษย์หุบเขาอวี้เหิงเต็มตัวด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงมีเพียงหลินเฟยคนเดียว…
แต่หลินเฟยเองก็เป็ศิษย์หุบเขาอวี้เหิงอย่างแท้จริง...
ผู้คนจำนวนไม่น้อยย่อมประหลาดใจว่าหลินเฟยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ในเวลานี้เอง เหล่าผู้คนจึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ความสามารถของหลินเฟยอย่างจริงจัง ว่าทำไมคนที่ปกติที่มักจะเก็บเนื้อเก็บตัวตลอด ไม่โดดเด่นอย่างเขา ถึงสามารถเทียบเคียงคนระดับถังเทียนตูและชิวเย่หัวได้…
ไม่นานก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดเป็วงกว้าง ว่าหลินเฟยต่างหากที่เป็ตัวเอกของงาน…
แน่นอนว่าหลินเฟยไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เพราะบัดนี้เสียงระฆังที่เ้าสำนักเคาะ ได้ดังขึ้นแล้ว
“การประลองรอบถัดไป หลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิง ปะทะถังเทียนตูจากหุบเขาเทียนเฉวียน”
ถังเทียนตูะโขึ้นแท่นประลอง กระบี่อู๋ซางในมือก็พลันชี้ไปที่หลินเฟย
“ไม่ได้เป็ลิงเสียหน่อย จะะโไปทำไม…” หลินเฟยเบ้ปากใส่ ก่อนจะหันไปมองกลุ่มควันดำที่พันอยู่รอบมือ จากนั้นจึงค่อยๆเดินขึ้นแท่นประลองไป
เื่ที่หุบเขาเทียนเฉวียนไม่ลงรอยกับหุบเขาอวี้เหิงนั้น ทุกคนก็พอจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่บัดนี้พอเห็นหลินเฟยประจันหน้ากับถังเทียนตู ทุกคนก็รู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาทันที
ถังเทียนตูเป็ศิษย์พี่ใหญ่ของหุบเขาเทียนเฉวียน หลังจากที่เขาสำเร็จเคล็ดวิชากระบี่ไร้พ่ายแล้ว ก็นับว่าเป็หนึ่งในสามศิษย์สายในที่มีโอกาสได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงที่สุด ยิ่งบำเพ็ญจนเกิดัเก้าตนที่ผากระบี่ จึงทำให้ชื่อเสียงเขาโด่งดังขึ้นเป็เท่าตัว ถึงกับมีบางคนเข้าใจว่าแม้แต่ชิวเย่หัวยังเองก็ยังสู้ไม่ได้…
ส่วนหลินเฟย…
ก่อนงานประลองศิษย์สายตรง ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ทุกคนรู้สึกงุนงงกับหลินเฟยที่เพิ่งโผล่ออกมา แต่กลับเอาชนะไปถึงแปดสนามรวดอย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ตู้จ้งกับหวังหลินก็พ่ายแพ้ให้เขามาแล้ว และบัดนี้เขากำลังยืนประจันหน้ากับถังเทียนตูแล้ว…
‘หากครั้งนี้ชนะ…’
‘ถ้าเป็อย่างนั้นก็เท่ากับว่าหุบเขาอวี้เหิงจะต้องตีกันเองแล้วล่ะสิ?’
‘บาไปแล้ว!’
‘ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ…’
“ศิษย์น้องของเ้าที่ชื่อซงหยางสบายดีหรือไม่?”
“หึหึ…” หลินเฟยหัวเราะ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเย้ยหยันของอีกฝ่าย เขาทำเพียงชักกระบี่หงส์คำรนออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“ได้ยินว่าเ้ามีอาจารย์อาอยู่คนหนึ่ง ที่ดันถูกตาเฒ่าหุบเขาข้าสะบั้นจนขั้นบำเพ็ญแตกสลาย จริงสิ ดูเหมือนจะแซ่ถังเหมือนกันใช่หรือไม่?”
พูดจบรอบข้างก็พลันเงียบขึ้นมาทันที…
ถังเทียนตูโกรธจนใบหน้าแดงซับสีเื เขาจ้องมองหลินเฟยราวกับจะกินเืกินเนื้อ ัเก้าตนพลันพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ปราณกระบี่อู๋ซางก็แผ่ออกมาปกคลุมไปทั่วอย่างมืดฟ้ามัวดิน
“รนหาที่ตายเสียจริง!”
หลินเฟยเบ้ปากอีกครั้ง ก่อนจะลอบบ่นในใจ ‘คิดจะยั่วโมโหกันอย่างนั้นหรือ สงสัยจะยังไม่ตาสว่างดี’
ขณะเดียวกัน กระบี่หงส์คำรนในมือก็สั่นตอบรับ พร้อมกับเปลวไฟมากมายลุกโชนเข้าต้านปราณกระบี่ไร้พ่าย พริบตาเดียวเท่านั้น แท่นประลองก็กลายเป็ทะเลเพลิง
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าศิษย์ที่ชมการประลองก็พากันชื่นชมฝีมือการต้านรับของหลินเฟยที่ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว
ทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนต่างก็รู้ดีว่านอกจากถังเทียนตูจะสำเร็จวิชากระบี่ไร้พ่ายแล้ว กระบี่อู๋ซางในมือเองก็ยังเป็ศาสตราวุธขั้นหยางฝูที่มีมนต์สะกดถึงยี่สิบเจ็ดสาย หนึ่งในมนต์สะกดเ่าั้ยังสามารถผนึกจิติญญาอสรพิษน้ำแข็งห้าสีอายุพันปีเอาไว้อีกด้วย จึงเกิดเป็สายเสิ่นทงน้ำแข็งห้าสีขึ้นมานั่นเอง
ในภายภาคหน้าหากมีมนต์สะกดครบสามสิบหกสายเมื่อใด ถึงตอนนั้นจิติญญาที่ผนึกนี้ก็จะเกิดเป็จิติญญากระบี่ที่แท้จริง และเสิ่นทงน้ำแข็งห้าสีนี้ ก็จะเลื่อนขั้นเป็สายต้าเสิ่นทงในที่สุด
นอกจากสายเสิ่นทงน้ำแข็งห้าสีจะมีกระแสไอเย็นที่เสียดกระดูกแล้ว ยังมีพลังการกัดกร่อนอันน่าทึ่งอีกด้วย…
คู่ต่อสู้ที่แล้วมาของถังเทียนตู หากไม่ระวังก็ย่อมถูกเสิ่นทงน้ำแข็งห้าสีนี้ทำลายกระบี่คู่กายไปจนสิ้น…
บัดนี้เมื่อหลินเฟยสร้างทะเลเพลิงขึ้นมา ไม่เพียงแต่สกัดปราณกระบี่ไร้พ่ายได้เท่านั้น แถมยังสามารถทำให้พลังจากเสิ่นทงน้ำแข็งห้าสีอ่อนแรงไปอีกด้วย…
หากเป็แบบนี้หลินเฟยเองก็จะสบายขึ้นหน่อย ขอแค่รักษาทะเลเพลิงนี้เอาไว้ ต่อให้ถังเทียนตูร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่สามารถบุกเข้ามาได้ง่ายๆแล้ว และหากหลินเฟยสบโอกาสเข้า ก็อาจจะสวนกลับไปได้อีก…
ในขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาสถานการณ์เช่นนี้..
บนแท่นประลองก็เกิดลำแสงกระบี่จำนวนมากสว่างขึ้นมา ทำให้ผู้ที่ชมการประลองอยู่นั้นอดที่จะเงยหน้าขึ้นดูไม่ได้ จึงเห็นว่าหลินเฟยกำลังวาดกระบี่หงส์คำรนในมือจนเกิดทะเลเพลิงลุกโชติ่ และในเวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น หลินเฟยก็สะบั้นกระบี่ออกไปนับสิบกระบวนท่า กดดันให้ถังเทียนตูต้องถอยร่นไปหลายก้าวทีเดียว…
“บ้าเอ๊ย ตอนนี้หลินเฟยกำลังเป็ฝ่ายรุก!”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
