“คุณหนู ทำอย่างนั้นไม่ได้เ้าคะ!” แม่นมหนิงปรามขึ้นมาอย่างกระวนกระวายใจเมื่อได้ยินว่าต้วนชิงิจะออกไปดูคนตาย คุณหนูเป็ถึงผู้สูงศักดิ์จะไปดูคนตายเช่นนั้นไม่ได้อีกทั้งคนตายก็เพิ่งจะติดโรคเวินอี้ นางไม่กลัวว่าจะเป็เื่อัปมงคลหรือ?
ต้วนชิงิยกยิ้มมุมปากมองออกไปที่ประตูด้านนอกเอ่ยเย้ยหยัน “ถ้าข้าไม่ไปดูละครฉากนี้จะเล่นต่อไปอย่างไรเล่า? หรือแม่นมคิดว่าข้าฟังอยู่ที่นี่จะช่วยแก้ปัญหาเื่ทั้งหมดได้?”
การสร้างข่าวลือไม่สามารถแก้ปัญหาได้เสมอไปเพราะว่าความจริงจะต้องให้เราไปค้นหาเองเท่านั้น!
นางจะต้องไปจัดการพลางลุกขึ้นหยิบหมวกคลุมห้อยม่านตาข่ายสวมหัวและออกไปกับเถี่ยเฟิงทันทีที่พวกเขาออกจากเรือน พลันเห็นเงาที่อยู่ห่างไกลแวบผ่านไป เพียงครู่เดียวก็หายวับเข้าไปในหลังกำแพงหนา
เถี่ยเฟิงะโเสียงดังลั่น “เป็ใครกัน ออกมาเดี๋ยวนี้!”
อีกฝ่ายยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นและหายไปหลังกำแพงทันทีที่ได้ยินเถี่ยเฟิงะโไร้ร่องรอยและเงียบหายไปอย่างไร้วี่แวว ทว่ากลับรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับร่างนั้น
เถี่ยเฟิงกำลังจะวิ่งตามไปด้วยความโกรธ…เขาได้รับหน้าที่ให้ปกป้องคุณหนูใหญ่ แต่กลับถูกคนคอยซุ่มจับตามองถ้านางเกิดเป็อะไรไป เขาจะบอกกับต้วนเจิ้งอย่างไร?
ต้วนชิงิที่อยู่ข้างหลังกลับเรียกเขาให้หยุด “เถี่ยเฟิง ช่างเถอะ ไม่ต้องไล่ตามแล้ว พวกเราไปดูเหลาหลี่โถวกันก่อน!”
เงานั้นหายวับไปกับตาทว่าเขากลับทำได้เพียงแต่กำหมัด พูดอย่างโกรธแค้น “ถ้าข้าจับได้...ไม่ว่าเป็ใคร ไม่มีทางปล่อยไว้เป็อันขาด!” ครั้งที่แล้วมีคนลอบจุดไฟมาครั้งนี้มีคนแอบซุ่มจับตามอง เห็นท่าแล้วในจ้วงจื่อแห่งนี้คนที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงคงมีไม่น้อย
เด็กสาวมองเห็นแววตาที่ลุกเป็ไฟของเถี่ยเฟิงกลับหันหน้าไปอีกทางไม่พูดอะไร!เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะแอบจับตาซุ่มดูหรือตั้งใจจุดไฟก็ตามคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ก็เป็แค่ลูกกระจ๊อกมีเพียงการจับผู้บงการที่อยู่เื้ัมาเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้
เหลาหลี่โถวปีนี้อายุห้าสิบกว่าปีบ้านดินซอมซ่อของเขาอยู่ทางทิศตะวันออกของจ้วงจื่อเพราะว่าพวกเขาทั้งครอบครัวอยู่รวมกันถึงสามรุ่นทั้งหมดเป็ชาวไร่ชาวสวนของจวนต้วนดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างก็จะไปช่วยป้อนอาหารให้ม้าในจวน เพื่อหาเงินเล็กๆ น้อยๆ เหลาหลี่โถวให้อาหารม้าและฝึกฝนมาเพียงแต่ความสามารถที่ดีเช่นนี้กลับอยู่ไม่ถูกที่ ทว่าตอนนี้เขาตายแล้วจึงมีผู้คนมากมายแห่แหนกันมาล้อมดูแต่ละคนต่างวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยกันไม่หยุด!
เมื่อวานกลางคืนหลังจากที่เขาให้อาหารม้าแล้วกลับถึงบ้าน ก็บอกว่าเขาไม่ค่อยสบายในตอนนั้นคนในบ้านก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากพอตกกลางดึกเขาก็เริ่มตัวร้อนและสิ้นใจในวันรุ่งขึ้น
ตอนที่ต้วนชิงิเดินทางมาถึงคนจำนวนมากต่างมาล้อมมุงดูกัน อยู่ด้านนอกของบ้านเหลาหลี่โถวหลายวันมานี้ได้ยินแต่เื่โรคเวินอี้ ทุกคนจึงไม่กล้าเข้าใกล้มากไปกว่านี้ทำได้เพียงมองดูจากข้างนอกอยู่ห่างๆ ทว่าเด็กสาวกลับเดินเข้าไปในห้องของเขาพลันได้ยินเสียงร้องไห้แทบจะขาดใจดังออกมา “เหลาหลี่โถวทำไมจากไปโดยไม่ร่ำลากันสักคำ... แล้วจะให้ข้าใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร!”
นางเดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไรสักคำสีหน้าสลดแสดงความเห็นอกเห็นใจในที
“เ้าหนู บ้านนี้เป็โรคเวินอี้ อีกประเดี๋ยวก็จะปิดบ้านแล้วเ้าหนูอย่าได้เข้าไปเลยดีกว่า” ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังก็ร้องเตือนเมื่อเห็นนางเดินผ่านประตูเข้าไป
ทว่ายังไม่ทันที่ต้วนชิงิยังจะเอ่ยปากเถี่ยเฟิงก็พูดแย้งขึ้นมา “พี่ชายท่านนี้จะเป็โรคเวินอี้หรือไม่ยังไม่มีใครรู้เ้าลองให้คุณหนูของข้าดูเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจพบอะไรบางอย่างขึ้นมา!”
เมื่อเถี่ยเฟิงพูดประโยคนี้ผู้คนต่างเปิดทางให้เว้นเพียงชาวบ้านคนนั้นที่ยังพูดว่า “น่าพิลึกเสียจริงทุกคนต่างไม่อยากเข้าใกล้ แต่ดูเด็กสาวผู้นี้กลับอยากเดินเข้าไปข้างในหรือว่าจะไม่กลัวตาย?”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่เมื่อเห็นท่าทางที่สุขุมและสวมเสื้อผ้ามีราคาของต้วนชิงิผู้คนก็ไม่กล้าเอ่ยถามขึ้นอีก ต่างเปิดทางเดินให้พวกเขา!
เถี่ยเฟิงได้คุ้มครองอยู่ด้านข้างส่วนแม่นมหนิงได้ประคองต้วนชิงิให้ทุกคนเปิดทาง เพื่อผลักประตูเดินเข้าไป
เมื่อเดินเข้ามาในบ้านก็ได้เห็นประตูหลักส่วนเหลาหลี่โถวได้นอนอยู่บนแผ่นไม้ สีหน้าม่วงช้ำ ดวงตาทั้งสองปิดสนิทดูท่าแล้วเหมือนคนที่เพิ่งตายเมื่อไม่กี่ชั่วยามมานี้
เห็นต้วนชิงิเดินมาตรงหน้าลูกชายของเหลาหลี่โถวก็รีบลุกขึ้น เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ประสานมือทำความเคารพนาง “ข้าน้อยเถี่ยจู้จือ คารวะคุณหนูใหญ่”
ต้วนชิงิตอบเสียงเรียบ “ไม่ต้องมากพิธี…”
เถี่ยจู้จือเช็ดน้ำตาไปด้วยแล้วกวักมือให้ภรรยาไปหยิบเก้าอี้มาให้ต้วนชิงินั่ง
เด็กสาวให้แม่นมหนิงยื่นเข็มส่งให้เถี่ยเฟิงและพูดอะไรบางอย่างสองสามประโยคกับเขา เถี่ยเฟิงได้ยินก็พยักหน้ารับรู้จึงเดินขึ้นไปด้านหน้าสองก้าวพลางหันไปพูดกับเถี่ยจู้จือว่า “ข้าขอดูร่างของพ่อเ้า ได้หรือไม่?”
ต้วนชิงิใส่เสื้อผ้าที่ไม่ธรรมดา ทั้งกิริยาท่าทางสุขุม ส่วนเถี่ยเฟิงก็ท่าทางตรงไปตรงมาอย่างมาก เมื่อเห็นทั้งสองคนปรากฏตัวจึงสร้างความกดดันบางอย่างให้แก่เหลาหลี่โถวกระทั่งได้ยินเถี่ยเฟิงบอกว่าจะขอดูร่างท่านพ่อ ก็รีบตอบทันทีทันใด “คุณชายท่านนี้ถ้าอยากดูก็ดูเถอะ… เพราะอย่างไรเสียคนคนนี้ก็ตายเสียแล้วทั้งยังจะทำให้คนทั้งบ้านพลอยลำบากไปด้วย”
ครั้นเด็กสาวกำลังหมุนตัวกลับไปพลันเห็นลูกชายลูกสาวของเถี่ยจู้จือที่อายุไม่กี่ขวบกำลังมองคนแปลกหน้าที่เข้ามาด้วยความใ จากสายตาที่ไร้เดียงสากลับกลายเป็สายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและหวาดกลัว
เถี่ยเฟิงหยิบเข็มเงินขึ้นมาปักไปที่ร่างของเหลาหลี่โถวอยู่หลายครั้งจากนั้นหันหน้ามามองคุณหนูที่พยักหน้าให้
สายตาต้วนชิงิที่แฝงอะไรบางอย่างกลับแผ่ซ่านออกมาอีกครั้งหน้าเหมือนกำลังจะพูดอะไร ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงโวยวายดังมาจากข้างนอกเถี่ยเฟิงใจึงรีบวิ่งออกไปะโขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
จนถึงตอนนี้หัวหน้าหมู่บ้านในจ้วงจื่อมาแล้ว เมื่อเห็นเด็กสาวเข้าก็ตระหนกอยู่ไม่น้อย “ข้าน้อยไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่อยู่ที่นี่ ทำให้คุณหนูใแล้ว…”
นางหันหน้าไปมองหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเชื่องช้าถามขึ้น“ไม่ทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านมาที่นี่ด้วยเื่อันใด?”
เขาปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางพูดไปด้วยว่า “เหลาหลี่โถวติดโรคเวินอี้ ดังนั้นข้าน้อยถึงมาปิดเรือนนี้!” ทำไมคุณหนูใหญ่ถึงมาอยู่ที่นี่ั้แ่เช้าตรู่และเดินเข้ามาในเรือนของคนตาย? เป็เหมือนที่สวีป๋อพูดไว้จริงโรคเวินอี้เป็นางที่นำมาแพร่
ต้วนชิงิหัวเราะเบาๆ “ขอถามหัวหน้าหมู่บ้าน มีเอกสารจากทางการมาด้วยหรือไม่?”
เพราะถ้าเป็โรคเวินอี้จะต้องผ่านการรับรองเอกสารทางการก่อนจึงจะสามารถปิดเรือนได้ และนำคนที่มีโอกาสติดเชื้อทุกคนเผาให้ตายทั้งหมดทว่าคงไม่มีเอกสารจากทางการและไม่มีผู้ติดตามจากทางการ ยังกล้ามาปิดเรือนเหลาหลี่โถวตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?
อีกฝ่ายได้ยินก็ถึงกับหยุดชะงักทันทีมีชายที่ยืนอยู่ด้านหลังอายุน่าจะสามสิบปี ที่ติดตามเขามาด้วยคนหนึ่งตอบแทนว่า “คุณหนูใหญ่ รอให้ปิดเรือนนี้แล้วค่อยไปแจ้งทางการให้มาหากพวกเขาเหล่านี้ออกไปเดินเพ่นพ่าน ก็อาจนำโรคเวินอี้ไปติดคนอื่นได้!”
ต้วนชิงิหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง “ถ้ากลัวพวกเขาจะแพร่เชื้อโรคก็ห้ามไม่ให้พวกเขาออกจากเรือนก็ได้นี่ เ้ารู้หรือไม่ว่า...ถ้าไม่มีหนังสือทางการ แล้วสั่งปิดบ้านเรือนตามอำเภอใจ มีโทษเหมือนเช่นการลักขโมย”
เมื่อได้ยินที่นางพูดชายคนนั้นก็ถึงกับตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
อย่าดูเพียงว่านางอายุยังน้อยทว่าคำพูดของนางแต่ละคำช่างมีเหตุมีผลทุกถ้อยคำ!
“นี่เป็เื่ในจ้วงจื่อของพวกเรา พวกเรามีวิธีจัดการของตัวเองขอเชิญคุณหนูใหญ่กลับไปเถิด” เมื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านถูกต้วนชิงิทำให้พูดไม่ออกผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างอีกคนจึงพูดขึ้น
คำพูดนี้พูดยืดยาวไม่เกรงใจสักนิดยิ่งไปกว่านั้นเหมือนเป็การไล่แขกให้ออกไป
เพราะจวนต้วนแต่ไหนแต่ไรมาก็มีอี๋เหนียงดูแล ลูกของนางก็เป็ที่รักส่วนผู้หญิงตรงหน้าก็แค่ลูกภรรยาเอกที่ไม่เป็ที่รัก กลับยังแสดงอำนาจและพูดจาใหญ่โตออกมานางไม่รู้หรือว่าอะไรเป็อะไร!
ได้ยินคำพูดของชายคนนั้นน้ำเสียงของต้วนชิงิก็กลายเป็เย็นเยียบขึ้นมา “เหลาหลี่โถวเป็คนเช่าที่จวนต้วนอยู่ก็นับว่าเป็คนของจวนต้วน พวกเ้าอยากจัดการคนของจวนต้วนเช่นนั้นไม่ต้องถามข้าก่อนอย่างนั้นหรือ?”
