ชายหนุ่มจ้องมองมาทางฉินอวี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่หลังจากรู้สึกตัวขึ้นมา สีหน้าของชายหนุ่มก็ดูไม่ได้เล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะชื่อที่ฉินอวี่เอ่ยมา แต่เป็เพราะเขารู้สึกว่าฉินอวี่กำลังหลอกเขาอยู่
หลี่โหย่วฉาย?
ก่อนหน้านี้เขาได้ตามหาหลี่โหย่วฉายอยู่ทั่วทั้งป่า แต่ในตอนนี้ หลี่โหย่วฉายกลับหนีมาถึงด่านจิตใจที่ห่างออกมาถึงพันลี้?
ล้อเล่นอะไรอยู่?
ชายหนุ่มรู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก เขาไม่ได้มีสถานะต่ำต้อย แม้ว่าฉินอวี่ในตอนนี้จะยืนอยู่ห่างออกไปถึงพันจ้าง แต่ชายหนุ่มก็เลือกจะไม่ใส่ใจ เขามีความมั่นใจยิ่งนักว่าจะได้เป็หนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณี เมื่อรู้สึกถึงความแปลกประหลาดจากสายตาของทุกคน ชายหนุ่มก็พูดอย่างเยือกเย็น “เ้าบอกว่าเ้าชื่อหลี่โหย่วฉายหรือ?”
ฉินอวี่พยักหน้าอย่างจริงจัง
“ฮ่าๆๆ!” ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นฟ้าและหัวเราะเสียงดัง หลังจากหัวเราะไปสองสามครั้งก็หันมองฉินอวี่ และพูดขึ้น “หากเ้าคือหลี่โหย่วฉาย เช่นนั้นข้าก็เป็ผู้เฒ่าร้องไห้สินะ...”
“ซื้ด...” เหล่าอัจฉริยะที่อยู่บนท้องถนนต่างสูดลมหายใจทันที แม้ว่าคนจำนวนมากจะดูถูกหลี่โหย่วฉาย และยังแอบก่นด่าบรรพบุรุษของหลี่โหย่วฉายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะพูดถึงผู้เฒ่าร้องไห้ หรือต่อให้มี ก็คงต้องอยู่ในที่ส่วนตัว แต่จะพูดขึ้นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้เหมือนชายหนุ่มคนนี้กระทำ... คงมีแต่คนที่อยู่ตรงหน้าคนนี้จริงๆ
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของทุกคน ชายหนุ่มชุดขาวก็ยืดตัวตรง กวาดสายตาไปบนหนทางขนาดใหญ่เส้นนี้ จ้องมองไปยังเหล่าอัจฉริยะที่จ้องมองตนเอง เมื่อเขาพบกับคนหนึ่งที่อยู่ในนั้น ชายหนุ่มก็ใขึ้นมาทันที และพูดอย่างแปลกใจ “พี่จาง? นึกไม่ถึงว่าท่านจะมาถึงก่อน... ฮ่าๆ เ้าคนนี้บอกว่าเขาคือหลี่โหย่วฉาย น่าตลกที่สุดจริงหรือไม่”
พี่จางที่ชายหนุ่มพูดถึงหันศีรษะกลับมา เผยให้เห็นแววตาที่แฝงความชั่วร้าย เขาจำชายหนุ่มคนนี้ได้ั้แ่แรกเจอแล้ว แต่ในตอนนี้เขาจะกล้าพูดขัดขึ้นมาหรือ? หากแม้จะขัดขวางขึ้นมา และหลี่โหย่วฉายเกิดพะว้าพะวังหรือนึกถึงอะไรขึ้นมา เช่นนั้นจะไม่ต้องพบเหตุการณ์เหมือนชิงอวี้หรอกหรือ ที่อยู่ดีๆ ก็หมดโอกาสในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีไปอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น นับั้แ่แรกเริ่ม ชายหนุ่มแซ่จางคนนี้จึงนิ่งเงียบมาโดยตลอด และไม่เพียงเขาเท่านั้น เหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่กำลังเดินทางอยู่ต่างมีความคิดเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้ ทุกคนจึงเงียบสนิทไม่พูดจา และมองไปยังชายหนุ่มชุดขาว
คนอื่นๆ ที่อยู่กับชายหนุ่มชุดขาวต่างก็รู้สึกได้ถึงความประหลาดของทุกคนเช่นกัน และเมื่อััได้ถึงระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ เขาก็ต้องอ้าปากค้าง และพูดขึ้นอย่างใ “เขา... เขาอยู่ขั้นกุมารทิพย์ระดับกลาง... ทำไมเขาจึงมาถึงที่นี่ได้... ไม่... ไม่ใช่...”
ผู้ฝึกตนที่มีความคิดเช่นเดียวกับชายหนุ่มชุดขาวในตอนแรก ต่างเริ่มทยอยกันตรวจสอบระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ เมื่อรู้ว่าเขาอยู่ในขั้นกุมารทิพย์ระดับกลางจริงๆ แต่ละคนต่างตกตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มชุดขาวที่พูดขึ้นอย่างใ “ขั้นกุมารทิพย์ระดับกลาง ทำไมเ้า... เ้า... เ้าคือหลี่โหย่วฉายจริงหรือ? ไม่สิ... ข้าเพิ่งจะเห็นเ้าอยู่บนท้องฟ้าเหนือผืนป่าเมื่อไม่กี่วันก่อน นี่ผ่านมาไม่กี่วัน ทำไมเ้าจึงออกไปได้ไกลถึงพันลี้เช่นนี้? เป็ไปไม่ได้...”
“เ้า... เ้าคือหลี่โหย่วฉายจริงหรือ?” ชายหนุ่มชุดขาวกลืนน้ำลายทันที จ้องตรงไปยังฉินอวี่และถามขึ้นอย่างหวาดกลัว
“ข้าบอกไปแล้วแต่เ้าก็ไม่เชื่ออีก!” ฉินอวี่หรี่ตามองชายหนุ่ม และพูดอย่างเฉยเมย
“ซื้ด...” ผู้ฝึกตนที่อยู่กับชายหนุ่มชุดขาวสูดลมหายใจเข้าและอ้าปากค้าง แม้ว่าพวกเขาจะมุ่งมั่นไล่ล่าโจมตีฉินอวี่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่จริงๆ พวกเขาจะไปเอาความกล้าที่ไหนมาไล่โจมตีฉินอวี่ได้อีก?
นับั้แ่เดินทางมาจากผืนป่า พวกเขาต้องข้ามผ่านการต่อสู้ที่ผ่านความเป็ความตายมาเป็จำนวนมาก อีกทั้งยังต้องพบเจอกับความน่ากลัวของอสูรร้ายในนี้อีก แต่หลี่โหย่วฉายกลับเดินผ่านได้อย่างสบายใจอยู่กลางอากาศ และดูเหมือนว่าอสูรร้ายเหล่านี้ยังเกรงกลัวหลี่โหย่วฉายอีกด้วย จึงเป็สิ่งแสดงให้เห็นว่าหลี่โหย่วฉายผู้นี้นั้นไม่ธรรมดาเลย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ยินมาว่า ฉินอวี่ยังหลอกล่ออสูรร้ายให้เข้ามาอยู่ท่ามกลางผู้คน ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่จริงๆ ก็สายเกินกว่าจะหลบซ่อนได้ แล้วจะไปกล้าโจมตีได้อย่างไร?
ในตอนนี้ คนที่คิดมาไล่โจมตีฉินอวี่ต่างก็มีสติกลับมา และเข้าใจความหมายในสายตาของเหล่าศิษย์อัจฉริยะตรงเบื้องหน้าทันที
“หลี่... หลี่โหย่วฉาย... เ้า... เ้า...” ชายหนุ่มชุดขาวมีสีหน้าซีดไปในทันที และพูดตะกุกตะกักอยู่เป็เวลานาน
ฉินอวี่สะบัดมืออย่างหมดความอดทน ก่อนจะหันกลับและมุ่งหน้าไปทางหอคอยเทียนกัง ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของทุกคน ฉินอวี่ก็มุ่งตรงไปถึงระยะห้าพันจ้างก่อนจะหยุดลง ในตอนนี้ เขาได้นำหน้าทุกคนไปทั้งหมดแล้ว!
เมื่อกวาดสายตามองเหล่าอัจฉริยะที่มีสีหน้าตกตะลึง ฉินอวี่ก็ค่อยๆ นั่งขัดสมาธิลง ราวกับเทพเ้าโบราณองค์หนึ่งที่กำลังข่มขู่เหล่าคนอัจฉริยะทั้งหมด
“ข้าคงไม่ได้ตาลายไปใช่หรือไม่? หลี่โหย่วฉายนั่นสามารถไปได้ไกลถึงห้าพันจ้างได้จริงหรือ?”
“สามารถเข้าใกล้แผ่นผนึกว่านเซี่ยงได้ในระยะสองจ้าง และยังจะเดินทางระยะห้าพันจ้าง หลี่โหย่วฉายทำได้อย่างไรกัน? หรือว่า... หลี่โหย่วฉายจะได้อาวุธเซียนชั้นยอดมาจากผู้เฒ่าร้องไห้ จึงช่วยปกปิดแผ่นผนึกว่านเซี่ยงและพลังที่กดดันเหล่านี้”
“เป็เช่นนี้ได้อย่าง?”
“เป็ไปได้อย่างไรกัน? เพราะอะไรพลังกดดันและบีบบังคับนี้จึงทำอะไรเขาไม่ได้?”
คนจำนวนมากต่างมีสายตาที่ดูเสียสติไป มองไปทางฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิลงกับพื้น และพึมพำกับตนเอง ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ฝึกตนที่ต่อต้านฉินอวี่ต่างก็นิ่งทื่อ แต่ละคนต่างมีใบหน้าซีดเซียวอย่างถึงที่สุด มองดูฉินอวี่อย่างตกตะลึง ในบรรดาพวกเขานั้น เริ่มมีใครบางคนคาดเดาสาเหตุที่ฉินอวี่ต้องนั่งลง
เกรงว่า... หากคิดจะ้าผ่านด่านจิตใจนี้ จะต้องได้รับความยินยอมจากหลี่โหย่วฉาย และคนเ่าั้ที่เย้าแหย่หลี่โหย่วฉาย... บางทีพวกเขาอาจจะต้องพลาดการท้าประลองครั้งนี้เสียแล้ว
แย่แล้ว... ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างมีคำคำนี้ผุดขึ้นวนเวียนในสมอง
ในเวลานี้ คนที่เดินอยู่ส่วนหน้า เป็ชายหนุ่มที่สวมชุดธรรมดา มีระดับการฝึกฝนขั้นเทพ์ มองดูฉินอวี่ด้วยสายตาที่ดูซับซ้อนอย่างมาก ต้องบอกเลยว่า เมื่อได้เห็นว่าฉินอวี่สามารถอยู่นอกระยะห้าพันจ้างได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ จิตใจของเขาก็กระสับกระส่ายอย่างมาก แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็ความรู้สึกอิจฉาหรือริษยา
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ระยะทางสามพันจ้างก็ทำให้เขาใช้พลังไปเยอะมากเป็พิเศษ แม้ว่าเขาจะมีสถานะที่ธรรมดา แต่เขาสามารถมาถึงวันนี้ได้ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับพลังเดียวกันอย่างมาก แม้ว่าด่านจิตใจจะมีความแปลกบ้าง แต่ชายหนุ่มก็มั่นใจมากว่าตนเองจะผ่านไปได้ในเวลาครึ่งเดือน แต่ตอนนี้... ความเร็วของฉินอวี่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังพ่ายแพ้เป็ครั้งแรกในชีวิต
“เขาจะต้องมีของบางอย่างที่น่าทึ่งอยู่กับตัว และของสิ่งนั้นคงจะเป็ของที่ผู้เฒ่าร้องไห้มอบให้!” ในใจของชายหนุ่มคนนี้เริ่มมีความคิดที่ไม่ค่อยพอใจอย่างมาก
แม้จะบอกไม่ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังอิจฉาหรือกำลังริษยา แต่ความจริงก็เป็เช่นนี้ คนที่มีความเพิกเฉยต่อความกดดันของด่านจิตใจเช่นนี้ ก็มีเพียงบุคคลในตำนานที่ใช้เวลาผ่านด่านจิตใจด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หากหลี่โหย่วฉายสามารถทำได้ก็จะเป็คนที่สอง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความรวดเร็วของเขาและท่าทางที่ดูผ่อนคลาย หาก้าผ่านด่าน เกรงว่าคงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม!
ชายหนุ่มคนนี้มีความหยิ่งผยอง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเชื่อว่าฉินอวี่จะสามารถทำได้ด้วยจิตใจของตนเอง ดังนั้น เขาจึงมั่นใจว่าฉินอวี่จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างติดตัวอยู่แน่นอน
เพียงแต่ ในครั้งนี้ชายหนุ่มคนนี้รวมถึงคนอื่นๆ ต่างคาดเดาผิดไปทั้งสิ้น ในครั้งนี้ ฉินอวี่อาศัยจิตใจของตนเองทั้งสิ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีพลังจากภายนอกเลย อีกทั้งยังไม่ใช่การเอาเปรียบกันด้วย
หกปีแห่งความทุกข์ทรมานบนความเป็ความตาย นับว่าเป็วันที่มืดมนที่สุด ทรมานที่สุด และเ็ปที่สุดของฉินอวี่อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่สิ่งที่พบเจอเหล่านี้กลับทำให้จิตใจของฉินอวี่พัฒนาถึงขีดสุด อีกทั้ง เขายังมีประสบการณ์ความตายอย่างแท้จริงมาก่อนด้วย จึงทำให้จิตใจของเขาอยู่ในระดับที่สูงขึ้น นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดความกดดันของด่านจิตใจจึงไม่ส่งผลอะไรกับฉินอวี่
เกรงว่า หลายปีมานี้ คงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถผ่านด่านจิตใจนี้มาจนถึงระดับเดียวกับฉินอวี่ หรืออาจพูดได้ว่า คงไม่มีใครเคยผ่านประสบการณ์มาเช่นเดียวกับเวลาหกปีของฉินอวี่!
ทุกสิ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และด้วยสิ่งเหล่านี้ ความทรมานของระยะเวลาหกปีได้ทำให้จิตใจของเขาหนักแน่นดั่งหินผา
ฉินอวี่ไม่สนใจสายตาที่ตกตะลึงและริษยาของทุกคน หลังจากปลดหน้ากากบนใบหน้าของตนเองลง เขาก็นั่งขัดสมาธิลงกับพื้น หลับตาทั้งสองลง และเฝ้ารออย่างเงียบๆ
หลังจากทุกคนเห็นฉินอวี่นั่งลง พวกเขาต่างหันมองหน้ากัน และคอยพูดคุยกันอยู่ภายนอก โดยไม่กล้าจะย่างกรายเข้าไปในด่านจิตใจ
เวลาผ่านเลยไป ผู้ฝึกตนที่มาถึงด่านจิตใจเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และผู้ที่วางแผนมาไล่โจมตีฉินอวี่ต่างไม่มีใครกล้าเข้าสู่ด่านจิตใจ เมื่อเวลาผ่านไป คนจำนวนมากขึ้นก็มารวมตัวกันอยู่บริเวณรอบนอกของด่านจิตใจ
“หลี่โหย่วฉาย หลี่โหย่วฉายจริงด้วย ข้าเคยเจอเขาในงานเลี้ยง!”
“หลี่โหย่วฉายแอบเข้ามาั้แ่เมื่อไร? เหลยเฉียนหลงปล่อยให้หลี่โหย่วฉายเข้ามาร่วมการท้าประลองได้อย่างไร?”
“แล้วตอนนี้ต้องทำอย่างไรดี? ได้ยินมาว่าพลังกดดันที่อยู่ในด่านจิตใจทำอะไรหลี่โหย่วฉายไม่ได้เลย ดังนั้น หาก้าผ่านด่านจิตใจ ก็คงต้องมาดูกันว่าหลี่โหย่วฉายจะเห็นด้วยหรือไม่”
“นี่คือการแก้แค้นหรือไม่? แล้วนี่ก็มาเร็วเกินไปหรือไม่ ไม่รู้ว่าหากเหลยเฉียนหลงได้พบกับหลี่โหย่วฉายจะรู้สึกเช่นไร”
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันนั้น จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มใหญ่พุ่งตรงออกมาจากป่าด้วยเสียงที่โกลาหล และมีคนนำมาคือพวกเหลยเฉียนหลง อินิ และหลัวอวิ๋นทุน เมื่อมองเห็นคนที่มาถึงด่านจิตใจเป็จำนวนเกือบสองพันคน ใบหน้าของพวกเขาก็ดูกังวลขึ้นมาทันที แต่หลังจากได้ยินการสนทนาของทุกคน พวกเหลยเฉียนหลงและอินิต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป มองตรงกันเป็สายตาเดียวไปทางฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่
“ฮ่าๆ ย่ำจนรองเท้าสึก หาตัวเ้าอยู่นานไม่เจอสักที หลี่โหย่วฉาย ข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะกล้าเข้าร่วมการท้าประลองครั้งนี้!” อินิจ้องตรงไปทางฉินอวี่ และหัวเราะอย่างสะใจ
