“เ้าเป็ใคร...ตามข้ามาทำไม!”
สิ้นเสียงร่างนั้นจึงค่อย ๆ หันหลังกลับและทำให้จิ้นเหอต้องผงะอีกครั้งเมื่อได้เห็นใบหน้าในผ้าคลุม
“ฟางซิน!”
แม่ทัพหนุ่มรีบดึงดาบกลับในฉับพลันด้วยสีหน้าตกตื่น
“ ฟางซิน...นี่เ้าเองดอกรึ เ้าตามข้ากับหวังซื่อมากระนั้นหรือ?”
ฟางซินดึงผ้าคลุมออกและก้มหน้าลง “ใช่...ข้าตามท่านมา ท่านจิ้นเหอ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านใ”
“ข้าจะใมากกว่านี้หากลงกระบี่บนคอของเ้าโดยมิรู้ว่าเป็ผู้ใด ทำไมเ้าถึงไม่อยู่ที่หมู่บ้าน ข้านึกว่าเ้าไปหาญาติของเ้าพบแล้วเสียอีก”
“ข้ามิพบใครเลยท่านจิ้นเหอ ข้าได้ลองถามคนในหมู่บ้านแล้วมิมีใครรู้จักญาติของข้าเลยแม้แต่คนเดียว ข้าจึงคิดว่าเขาอาจมิได้อยู่ที่นี่ก็เลยคิดว่าอยู่ไปก็เสียเวลา สู้ข้ากลับออกมาจะดีกว่า”
“แต่ทางนี้มิใช่ทางกลับบ้านเ้านี่มิใช่หรือ”
“ข้ารู้ แต่ข้าคงกลับไปที่หมู่บ้านของข้ามิได้อีกแล้ว”
“บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใด”
“เพราะจริงแล้วพ่อแม่ของข้าได้เสียชีวิตไปจนหมด และข้าก็อยู่กับญาติห่าง ๆ แต่ข้าไม่อยากรบกวนพวกเขาอีกต่อไป จึงได้มาตามหาญาติใกล้ชิดพ่อกับแม่ของข้าที่หมู่บ้านแห่งนี้ ช่างโชคร้ายที่ข้ามิพบผู้ใดเลย”
“แล้วเ้าคิดจะไปไหนกัน แผ่นดินนี้กว้างใหญ่นักและเ้าก็เป็หญิงตัวคนเดียว”
“ข้าคิดว่าจะตามท่านให้ทันและจะขอติดตามท่านไปยังสำนักเฟิงอี้”
“ทำเช่นนั้นมิได้!”
จิ้นเหอปฏิเสธทันควัน เขาเก็บดาบกลับเข้าฝักและหันหลังให้แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของฟางซินดังขึ้น
“เหตุใดจึงมิได้”
“เ้าไม่เข้าใจ ข้ามาที่นี่เพื่อการธุระสำคัญ มันอาจหมายถึงความเป็ความตาย ข้าจะพาเ้าไปพบกับภยันตรายเบื้องหน้ามิได้ดอก”
“จิ้นเหอ...หากข้ามองมิผิดท่านมิใช่ชาวบ้านธรรมดาใช่หรือไม่”
จิ้นเหอผงะและหันกลับมายังหญิงสาวซึ่งเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นชัด ๆ กลางแสงแดดส่องจึงรู้ว่าฟางซินเป็หญิงที่ความงามของนางสะกดความรู้สึกของแม่ทัพหนุ่มไว้ชั่วเสี้ยวหนึ่งของลมหายใจ นางจ้องมองเขาอย่างค้นคว้า เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
“เหตุใดเ้าจึงสงสัยเช่นนั้น”
“ข้าเห็น...ป้ายหยกติดตัวท่าน มันเป็ป้ายของคนทางราชการใช่หรือไม่”
จิ้นเหอหยุดนิ่งไป เขาพึ่งนึกได้ว่าได้พกป้ายหยกอาญาสิทธิ์ติดตัวเวลาเดินทางด้วยการห้อยมันไว้ที่เอวตลอดเวลาและอาจทำให้นางเห็นเวลาเผลอ ความเป็คนช่างสังเกตของฟางซินทำให้แม่ทัพหนุ่มถึงกับอึ้งด้วยมิอาจหาเหตุผลใดมากลบเกลื่อนความจริงได้ในตอนนี้
“เื่นี้จริง ๆ แล้วข้ามิ้าเปิดเผยให้ใครได้รู้ว่าแท้จริงข้าคือหนึ่งในแม่ทัพผู้นำศึกกวาดล้างผู้คิดคดทรยศต่อองค์ซ่งไท่จู่ตามแว่นแคว้นที่มีการแข็งเมือง”
“แล้วเหตุใดท่านถึงได้ดั้นด้นมาถึงที่นี่”
“ข้ามาตามล่าตัวคนที่ฆ่าคนของราชสำนัก...นางมารหมื่นบุปผา เพราะหนึ่งในคนที่นางฆ่าตายคือเว่ยซูฉี ลูกสาวของอัครเสนาบดีซึ่งเป็คู่หมายของข้า”
สิ้นคำของจิ้นเหอฟางซินก็นิ่งไป นางเห็นใบหน้าของเขาฉายความเครียดออกมาหากนางนั้นเครียดยิ่งกว่าด้วยสิ่งที่เขารับรู้นั้นล้วนเป็เื่ลวงหลอกที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มิยอมเปิดเผยตัวตนและนางก็้าค้นหาด้วยเช่นกันว่าเป็ฝีมือของใคร แต่การที่เขาเดินทางไปยังสำนักเฟิงอี้ก็เป็สิ่งที่นางปรารถนาด้วยเช่นกัน นางอยากเข้าไปในสำนักนั้นเพื่อได้เข้าถึงคนที่ฆ่าพ่อและแม่ของนาง...ไป๋เจี้ยน เ้าสำนักผู้ผดุงคุณธรรม แท้แล้วคือคนบาปในคราบนักบุญที่ฟางซินอยากแก้แค้นให้สมกับที่เขาเคยทำกับครอบครัวของนางไว้ ครั้งหนึ่งนางเคยสับประยุทธกับเขาและพลาดท่าด้วยยังเยาว์และการฝึกปรืวิทยายุทธมิกล้าแข็ง ดีที่เพ่ยหลินช่วยนางไว้ทันแต่ไป๋เจี้ยนก็ยังมิเคยได้เห็นหน้าหรือรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนางมารหมื่นบุปผาคือใคร นี่อาจเป็โอกาสที่จะได้เข้าใกล้คนโฉดที่เบื้องหน้าคนทั้งยุทธภพยกย่องหนักหนา หากสบโอกาสนางจะปลิดชีวิตคนใจชั่วมิให้หนักแผ่นดิน
“ท่านคงจะรักนางมากสินะ ท่านจิ้นเหอ ถึงได้พยายามออกตามล่าคนที่ฆ่าคู่หมายของท่าน”
“นางคือรักเดียวของข้า และข้าจักมิมีวันให้อภัยนางมารใจอำมหิตผู้นั้น”
“ท่านสืบมาดีแล้วหรือว่าเป็ฝีมือของนางมารผู้นั้น”
“มีทหารนายหนึ่งรอดชีวิตไปได้ แต่ก็ต้องตายในภายหลังเพราะอาวุธร้ายกาจของนางมาร นายทหารผู้นั้นบอกทุกคนว่าเป็ฝีมือของคนพรรคมารที่ทั้งยุทธภพรู้จักดี”
“แต่มิเคยมีผู้ใดเห็นหน้าของนางนี่มิใช่หรือ อาจมีคนสวมรอยกระทำการเลวร้ายแทนนางก็เป็ได้”
“เื่แบบนี้มิมีใครทำแทนใครได้ ผู้ใดกันจะทำเื่เลวร้ายด้วยการฆ่าคนตายอย่างอำมหิตโดยไร้เหตุผล ที่ข้าต้องไปสำนักเฟิงอี้เพราะข้า้าพบไป๋เจี้ยน เขาอาจรู้วิธีการเข้าถึงตัวนางเพราะเคยสับประยุทธ์กับนางมาแล้ว ข้าจักตามล่านาง สุดหล้าฟ้าเขียวก็จักตามตัวคนกระทำผิดนางมาลงโทษให้สาสม”
“ท่านมีใจรักต่อหญิงนางเดียว ช่างน่าภูมิใจแทนแม่นางผู้นั้น”
“และหมื่นความชังข้าจักทุ่มเทมันให้นางมารใจโเี้”
คำก็อำมหิต สองคำก็โเี้ เขาจะรู้หรือไม่ว่ากำลังโถมทับความเคียดแค้นไปให้คนที่มิรู้เื่ราวใดแต่ต้องกลับกลายเป็จำเลยความผิดที่ตนมิได้ก่อ สักครู่แม่ทัพหนุ่มจึงกล่าวขึ้น
“การที่ข้ามาเพียงสองคนกับหวังซื่อก็เพื่อ้าอำพรางสถานะที่แท้จริง มิได้นำกองทัพมามากมายเพราะมิ้าให้ใครรู้ ไม่เช่นนั้นนางมารอาจไหวตัวทัน เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเ้าก็มิควรต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกกับข้า”
“แต่ข้าก็มิมีใครอีกแล้ว”
ฟางซินบีบน้ำตา ทว่าในหัวใจของนางก็มีความเศร้าอันแท้จริงซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึก
“ขอข้าติดตามท่านด้วยเถิด ท่านจิ้นเหอ...ข้าเพียงขอรับใช้ท่าน มิได้้าสิ่งใดมากไปกว่านี้ หากท่านจะไปตามล่าตัวนางมารข้าก็จะมิรบกวนหรือถ่วงงานของท่าน”
“ไม่ได้! เ้าจะตามข้าไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
“ได้โปรด”
ฟางซินคุกเข่าลงตรงหน้า แม้รู้ว่านี่คือการผิดกฎอย่างร้ายแรงด้วยประมุขแห่งพรรคมารต้องไม่คุกเข่าต่อหน้าผู้ซึ่งมีอำนาจน้อยกว่านอกเสียจากว่าจะเป็เพ่ยหลิน แม่บุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงนางมาเท่านั้น และทำให้จิ้นเหอชะงัก
“ฟางซิน...เ้าทำอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”
“หากท่านมิยอมให้ข้าติดตามไปด้วยข้าก็จะขอนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้มิยอมลุกไปไหน ให้สัตว์ป่ากินข้าเสียก็ยังดีกว่าต้องระหกระเหินไปโดยไร้จุดหมาย!”
