เล่มที่ 3 บทที่ 87 แสงทิพย์ตงจี๋
หลินเฟยไม่ได้ออกจากห้องถึงเจ็ดวันเต็มๆ
ภายในเจ็ดวันน เมื่อรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาก็จะต้องโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนเพื่อเติมเต็มพลังปราณที่สูญเสียไป จากนั้นก็กลับมาจัดการกับหินตงจี๋ต่อ เขาไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ทำเช่นนี้อยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน จนเข้าเช้าวันที่แปด หลินเฟยขึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา…
“ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเสียที” หลินเฟยมองหินตงจี๋ที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะพยักหน้าชื่นชมด้วยความพอใจ ทว่าสายสุดท้ายนี้แหละ เป็สิ่งที่ยากที่สุดในทุกขั้นตอนก็ว่าได้
หลังจากชำระล้างมนต์สะกดออกไปเก้าสาย ก็ทำให้อาวุธขั้นหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบห้าสาย มีพลังถดถอยลงกลายเป็อาวุธขั้นอิงฝูเท่านั้น จะว่าไปอาวุธขั้นอิงฝูและหยางฝูนั้นก็ต่างกันเพียงมนต์สะกดเดียวเท่านั้น แต่พลังของพวกมันกลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
อาวุธขั้นอิงฝูจะมีสายเสิ่นทงั้แ่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะด้านพลังหรือจิติญญา อาจจะกล่าวได้ว่าถึงแม้จะแค่ขั้นทารก แต่อาวุธขั้นหยางฝูกลับมีสายเสิ่นทงสองสาย เมื่อพลังหยินหยางรวมเป็หนึ่ง ก็จะทำให้เกิดเสิ่นทงสายที่สาม และพอเสิ่นทงสามสายนี้รวมเป็หนึ่ง ก็จะเกิดเป็ต้นเสิ่นทง เมื่อเป็เช่นนั้นอาวุธที่หลอมมาได้ก็จะสลายความธรรมดาออก กลายเป็ยอดศาสตราวุธที่มีพลังมหาศาล
ความแตกต่างของทั้งสองสิ่ง จึงถือว่ามากมายเกินกว่าจะคาดคิดได้
โชคดีที่รากฐานหินตงจี๋นี้ยังถือว่าแข็งแกร่งพอสมควร…
นอกจากมีที่มาไม่ธรรมดาแล้ว ด้วยความพยายามของอู๋เย่วใน่หลายปีมานี้ ก็ยังสามารถหลอมจนได้มนต์สะกดสามสิบห้าสาย และหลังจากผ่านการชำระล้างอันหนักหน่วง ก็ยังคงเหลือมนต์สะกดอีกถึงยี่สิบหกสายเลยทีเดียว
โดยปกติแล้วสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการหลอมมนต์สะกดที่ขาดไปอีกสายขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นเมื่อมีมนต์สะกดครบยี่สิบเจ็ดสาย หินตงจี๋ก็จะกลับเขาขั้นหยางฝูตามเดิม
แต่หากทำแบบนั้นแล้ว ก็จะเสียเวลาเป็อย่างมาก…
เพราะการหลอมมนต์สะกดหนึ่งสายจะต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีเลยทีเดียว แน่นอนว่าหลินเฟยไม่อาจทนรอได้ไหว
ยิ่งหลินเฟยมีเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูที่เป็ยอดเคล็ดวิชาหลอมอาวุธาแล้ว หากคิดจะหลอมมนต์สะกดขึ้นมาใหม่สักสายหนึ่งแล้วล่ะก็ ย่อมไม่จำเป็ต้องใช้วิธีทั่วไปเช่นผู้อื่นเลย…
หลินเฟยทำตามบันทึกของเคล็ดวิชาจูเทียนถูฝู เขาจับมนต์สะกดทั้งยี่สิบหกสายแยกออกจากกัน ทันใดนั้นอักขระมากมายก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งบริเวณห้องของเขา เมื่อกวาดตามองไปจึงเห็นเป็แสงสีเรืองรองมากมาย อักขระนับพันกำลังล่องลอยแปรเปลี่ยนไปมา หลินเฟยจับจ้องไปยังบริเวณตรงกลางอักขระเ่าั้ที่เป็จุดว่างเปล่าจุดหนึ่ง มันมีลักษณะแปลกประหลาดชอบกล ดูเผินๆคล้ายกับเป็รูโหว่ก็ไม่ผิดนัก…
หลินเฟยรู้ทันทีว่านี่คือมนต์สะกดที่ขาดหายไปของหินตงจี๋
“หากอาจารย์อารู้ว่าข้าทำให้หินตงจี๋จนกลายเป็เช่นนี้ เกรงว่าวันหลังคงไม่ให้ไปเหยียบหุบเขาหมัวเจี้ยนอีกแน่…” หลินเฟยคิดพลางโคจรพลังปราณไปด้วย เขาปลดปล่อยอักขระกระบี่หยินหลีที่กำลังพัฒนาตนเองออกมา
หลังจากงานประลองศิษย์สายตรงจบลง อักขระกระบี่หยินหลีก็เอาแต่หลับใหลภายในตัวหลินเฟย ทางหนึ่งก็เพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทางก็เพราะกำลังพัฒนาเพื่อให้เกิดเสิ่นทงสายที่สอง บัดนี้เมื่อหลินเฟยปลดปล่อยออกมา จึงเกิดเป็เพียงกลุ่มควันสีดำจางๆเท่านั้น มันดูเบาบางราวกับจะสลายไปได้ทุกเมื่อ หลินเฟยมองอักขระกระบี่หยินหลีด้วยความปวดใจ ก่อนจะพยายามโคจรพลังเพื่อให้อักขระกระบี่หยินหลีสร้างเสิ่นทงดินิถู่ออกมา ทันใดนั้นหมอกดำก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ก่อนจะมีภาพกองดินิถู่จางๆปรากฏขึ้น หากไม่ตั้งใจดูดีๆ ก็คงยากที่จะสังเกตเห็น
หลินเฟยควบคุมกองดินิถู่ที่เกิดจากกลุ่มควันดำ ค่อยๆหลอมมันเข้ากับอักขระมากมายที่ล่องลอยอยู่ทั่วห้อง สุดท้ายเมื่อหลอมรวมจนเสร็จสมบูรณ์ หลินเฟยก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนจะเริ่มโคจรอักขระกระบี่หยินหลีอีกครั้ง…
จากนั้นกลุ่มควันดำก็ลอยไปยังจุดว่างเปล่า...
ในตอนแรกควันดำมุดลอดเข้าไปยังจุดที่ว่างเปล่าด้วยความหวาดกลัว จากนั้นพวกมันก็มุดลอดออกมาอย่างรวดเร็ว เป็แบบนี้อยู่หลายครั้ง จนถึงครั้งที่สิบ ก็มีกลุ่มควันดำบางส่วนเข้าไปยังจุดที่ว่างเปล่านั้นได้อย่างราบรื่น ถึงแม้จะแค่เล็กน้อยและอาจจะสลายไปได้ทุกเมื่อ แต่มันก็สามารถยึดจุดนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง
เมื่อก้าวแรกเริ่มได้ด้วยดี ก้าวต่อไปก็ง่ายขึ้นแล้ว…
หลินเฟยโคจรอักขระกระบี่หยินหลีอย่างต่อเนื่อง กลุ่มควันที่เหลือก็พากันรวมตัวที่จุดว่างเปล่านั้น สุดท้ายควันดำเก้าสายก็ปรากฏออกมา หลินเฟยเห็นดังนั้นก็เก็บอักขระกระบี่หยินหลีกลับมาและทำการโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่อีกครั้ง เพื่อส่งพลังปราณขุมหนึ่งเข้าไปที่ควันดำเก้าสายนั้น
อักขระมากมายที่ล่องลอยอยู่ก็กระจายออกโดยพลัน…
หลังจากควันดำเก้าสายได้รับพลังปราณของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนแล้ว พวกมันก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาทันที บัดนี้กำลังลอยวนไปวนมารอบๆจุดว่างเปล่าแห่งนี้…
แล้วก็หมุนวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ…
“ฟู่ว…” หลินเฟยถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขาก้มมองอักขระกระบี่หยินหลีที่พันอยู่รอบแขน เมื่อเห็นว่ามันหม่นแสงกว่าเดิมเล็กน้อย ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมาทันที
เดิมทีอักขระกระบี่หยินหลีเองก็บอบช้ำจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังเท่านั้น จากการฝืนกล่อมให้กระบี่โบราณหลับใหล หลังจากนั้นอาการของมันก็เริ่มดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ถูกดึงเอามนต์สะกดออกมาเติมเต็มหินตงจี๋อีก เรียกได้ว่าช้ำแล้วช้ำเล่า เกรงว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืนสภาพปกติกลับมาได้อีกครั้ง…
หลังจากถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย หลินเฟยก็เก็บอักขระกระบี่หยินหลีเข้าร่างก่อนจะนึกถึงบางอย่างขึ้นมา…
“ถ้าหินตงจี๋เป็ชิ้นส่วนของแดน์ขึ้นมาจริงๆล่ะ?”
พอนึกถึงตรงนี้ ภายในใจของหลินเฟยก็เกิดกระตุกขึ้นมา
หลังจากที่เติมเต็มมนต์สะกดที่ขาดหายไปให้หินตงจี๋แล้ว หลินเฟยก็ฝืนทนกัดฟันกรอดโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนอีกครั้ง เพื่ออัดอักขระจิ่วหยินทั้งเก้าเข้าไปในหินตงจี๋…
ไม่นานก็มีเสียงะเิดังขึ้น อักขระมากมายที่ล่องลอยกลางอากาศหดเล็กลง
สุดท้ายพวกมันก็สลายกลายเป็ลำแสงสองสาย หายวับเข้าไปในหินตงจี๋ทันที
บัดนี้หินตงจี๋มีเสิ่นทงสองสาย เมื่อหยินและหยางรวมกันก็เกิดการสั่นะเืถึงเก้าครั้ง จากนั้นก็มีแสงสว่างขึ้นมาและค่อยๆหรี่ลง เกิดเป็หินสีดำแวววาวขนาดเท่าแท่นฝนหมึก ค่อยๆล่องลอยไปยังฝ่ามือของหลินเฟย…
“สำเร็จ!”
หลินเฟยรู้สึกดีใจมาก เขารีบโคจรพลังใส่เข้าไปทันที จากนั้นหินตงจี๋ก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนหลินเฟยแทบยกไม่ไหว เขารีบทำการสลายพลังให้หินตงจี๋กลับเป็เช่นเดิม
“หนักราวหมื่นจินจริงๆด้วย…”
หลังจากพินิจชั่วครู่ หลินเฟยก็ตัดสินใจโคจรพลังปราณอีกครั้ง
ครั้งนี้หินตงจี๋ในมือกลับสว่างวาบขึ้นมา และมีลำแสงสายหนึ่งเรืองรองปกคลุมไปทั่วห้อง…
ไม่นานหลินเฟยก็รู้สึกได้ว่าหินในมือมีน้ำหนักเบาลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดจึงบางเบาดุจขนนกปลิวลอยอยู่กลางอากาศ…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
