“เ้ากล้าทำร้ายข้า?”
หลังจากติงไท่ชุนถูกอันเจิงอัดจนน่วม เขายังคงมีแรงลุกขึ้นมาโวยวายต่อการต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าอันเจิงไว้หน้าติงไท่ชุนมากแล้ว เพราะเขาไม่ได้ใช้พลังวัตรในร่างเลยแม้แต่น้อยหากอันเจิงอยากให้ติงไท่ชุนตาย ตอนนี้เขาคงนอนเป็ศพอยู่บนพื้นแล้วล่ะ
อันเจิงไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อยแต่กลับเดินไปหากู่เชียนเยว่“เป็อย่างไรบ้าง? ไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ไม่เป็ไรถ้าไม่ใช่เพราะกลัวมีผลกระทบต่อเ้าแล้วละก็ เมื่อครู่ข้าคงลงมืออัดมันเองแล้วล่ะก็แค่คนไม่สำคัญ เป็คนที่ไร้ค่าก็เท่านั้น อายุขนาดนี้แล้วไม่เห็นจะมีพลังที่เก่งกาจเลยแม้แต่น้อย”
นางมองไปยังติงหนิงตง “อีกอย่างก็เพราะเพิ่งทำความรู้จักกับเ้าฉะนั้นเมื่อครู่ข้าเลยไม่อยากลงมือหักหน้าเ้า”
ติงหนิงตงหน้าแดงขึ้นทันที นางไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ
ซางโหยวรู้สึกหน้าตัวเองร้อนฉ่าขึ้นมา มิตรภาพดีๆ ได้ถูกพี่ชายของติงหนิงตงทำลายลงในชั่วพริบตา
ติงวู่ เ้ากรมพิธีการมีบุตรทั้งหมดสี่คนคนโตคือติงไท่ชุน มีฝีมือระดับปานกลางแต่นิสัยโอ้อวด ก่อเื่ั้แ่เด็กจนโตโดยอาศัยคนรอบตัวของติงวู่คอยปกป้องเท่านั้นคนที่สองก็คือติงเซิ้นซา คนคนนี้อันเจิงเคยเจอมาแล้วและเพิ่งสู้กันเมื่อไม่นานมานี้เองคนที่สามชื่อติงหว่านเชียว เขามีชื่อที่อ่อนโยนแต่กลับเป็ผู้ชายและติงหนิงตงเป็คนสุดท้อง นางมีนิสัยขี้อายเป็ที่สุด
อันเจิงหันกลับไปมองติงหนิงตง “ขอโทษนะ”
ติงหนิงตงถอยหลังเล็กน้อย “ไม่เป็ไร...พี่ชายข้า...เขาก็ผิด”
อันเจิงกล่าวต่อ “ผิดแล้วข้าไม่ได้ขอโทษที่ตีพี่ชายเ้า หากเจอครั้งหน้าข้าก็ตีเขาอีกอยู่ดี ที่ข้าขอโทษเพราะต่อไปคงไม่อาจเลี้ยงข้าวพวกเ้าได้แล้ว นิสัยต่าง คนต่าง ไม่มีทางเข้ากันได้”
ซางโหยวพูดเสียงดัง“นางไม่เหมือนพี่ชายนาง!”
อันเจิงถามกลับ“เ้าใช้อะไรมาเป็ตัวแบ่งแยก?”
ซางโหยวชะงักไปทันที นางไม่รู้ว่าควรตอบอะไรดี
อันเจิงมองใบหน้าของตู้โซ่วโซ่วที่โดนชกไปหนึ่งหมัดแต่โชคดีที่ติงไท่ชุนเป็แค่ตัวไร้ค่า พลังวัตรก็อยู่ในระดับธรรมดาหมัดนี้จึงทำให้ตู้โซ่วโซ่วเพียงหน้าแดงและบวมขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
อันเจิงหันกลับไปและฟาดเท้าไปที่หน้าของติงไท่ชุนอีกครั้งทำให้ตัวเขากระเด็นออกไป
“เมื่อครู่ที่ข้าอัดเ้าเพราะเ้าทำตัวทุเรศกับผู้หญิงแต่ครั้งนี้สำหรับที่เ้าตีเพื่อนข้า”
ติงไท่ชุนกองอยู่บนพื้นและครั้งนี้เขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นอีกดูเหมือนคอแทบจะหักแล้ว ติงหนิงตงวิ่งไปนั่งยอง ๆ ข้างพี่ชายตัวเองจากนั้นก็ได้แต่ก้มหน้าน้ำตานอง
อันเจิงมองไปที่ซางโหยว“รบกวนเ้าหลีกทางหน่อย พวกข้าจะไปแล้ว”
ซางโหยวยืนขวางอันเจิง นางพูดขึ้นเสียงดัง“เขา...เขาแค่ร้ายนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดที่เ้าคิด!”
อันเจิงถามกลับ“หากเขาไม่ใช่พี่ชายของเพื่อนเ้า เ้าจะรู้สึกแบบนี้หรือไม่?คนอื่นชั่วก็คือชั่ว เพื่อนของตัวเองชั่วก็คือชั่วไม่มาก การแบ่งแยกระดับความชั่วของเ้าช่างมักง่ายจริงๆ เขาไม่ได้ร้ายขนาดนั้นแต่กล้าดูถูกผู้หญิงกลางวันแสก ๆเ้ายังคิดว่าเขาจะดีได้สักเท่าไหร่เชียว? และอย่ามาใช้สายตาใสซื่อบริสุทธิ์ของพวกเ้ามองข้าข้าให้เกียรติผู้หญิงมาก แต่ไม่ใช่ไม่รู้จักแบ่งแยกประเภทของผู้หญิง”
ซางโหยวอ้าปากค้าง นี่เป็ครั้งแรกที่นางพูดอะไรไม่ออก
หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางเหล่าผู้ตรวจการสำนักกำลังจะพุ่งออกไป แต่กลับถูกใครบางคนที่ดูคล้ายหนอนตำราขวางไว้เขาผู้นี้อายุราวห้าสิบถึงหกสิบปี เส้นผมกลายเป็สีขาวแล้ว เขายืนตัวสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าต้องไม่มีพลังวัตรแน่ๆ เขาคือซางไห่จิงเ้าสำนักวรยุทธ์ชาง และเป็ปู่ของซางโหยวนั่นเอง
“ไม่ต้องเข้าไป”
ซางไห่จิงโบกมือเล็กน้อย “แค่การชกต่อยระหว่างเด็กๆ เท่านั้นเอง”
ผู้ตรวจการหนึ่งในนั้นพูด“แต่นี่กระทบถึงท่านติงวู่เ้ากรมพิธีการด้วย”
ซางไห่จิงหันกลับไป “ข้าคิดว่าท่านใต้เท้าติงก็คงเข้าใจ นี่ก็เป็แค่เื่กระทบกระทั่งระหว่างเด็ก ๆ เท่านั้นหากเขารู้ว่าบุตรชายตัวเองอยู่หน้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วไม่ให้เกียรตินักเรียนผู้หญิงคิดว่าเขาก็คงจะขายหน้าเหมือนกัน...ไปพาซางโหยวกลับมาเถอะ น่าขายหน้าสิ้นดี”
ผู้ตรวจการวิ่งออกไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูซางโหยวจากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป นางรีบวิ่งไปลากติงหนิงตงกลับเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางแต่ทว่าติงหนิงตงกลับส่ายหน้า “ข้าจะส่งพี่ชายกลับบ้านก่อน เ้าไปคนเดียวเถอะ”
ซางโหยวกัดฟันแล้วนางกับติงหนิงตงก็ประคองตัวติงไท่ชุนออกไป“เ้ากลับไปบอกปู่ข้า อีกเดี๋ยวข้าจะกลับไปรับโทษเอง”
อันเจิงกวาดสายตามองผู้คนรอบ ๆเมื่อคนพวกนั้นเห็นอันเจิงมองจึงถอยหลังไปทันทีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อันเจิงลงมือทำร้ายร่างกายคนครั้งก่อนก็เพิ่งอัดคนที่รับผิดชอบเื่ลงทะเบียนทดสอบไป
“ที่แท้ก็เป็แค่พวกเศษขยะ”อันเจิงถอนหายใจ จากนั้นก็พาตู้โซ่วโซ่วและพวกจากไป
“เป็ศิษย์ทรพีจริง ๆ”
มีคนกดเสียงต่ำแล้วด่าทอ“ไม่เห็นจะเก่งอะไรเลย แค่มีเื้ัคอยช่วยเท่านั้นแหละหากข้ามีคนอยู่เื้ั ข้าก็คงผยองแบบนั้นเหมือนกัน!”
“ใช่น่ะสิ พลังบ้าบออะไรกันที่พึ่งอยู่ก็เห็นจะมีแค่เื้ัคอยช่วยเท่านั้น”
“ไอ้เด็กนี่เป็ศิษย์ทรพี วัน ๆเอาแต่หาเื่ชกต่อย มีแต่กำลังไม่มีสมอง”
“อืม พูดมีเหตุผลแต่ข้าว่าพวกเราก็อยู่ให้ห่างคนแบบนี้จะดีกว่า มันไม่มีเหตุผลแต่พวกเรามีเหตุผลมันไม่มีความรู้แต่พวกเรามีความรู้ ฉะนั้นพวกเราจะถือสาเด็กบ้านนอกต่ำตมคนนี้หรือ?”
“จริงด้วย ๆ จะถือสาคนบ้านนอกแบบนี้หรือเขาบอกว่าเราเป็ขยะ ข้าว่านะ พวกเขาต่างหากที่เป็ขยะ”
คนเหล่านี้ปลอบใจตัวเองจากนั้นก็ไปกินข้าวกันอย่างมีความสุข
อันเจิงเดินไปพลางพูด“หากรู้สึกว่าไม่มีความหมาย ่บ่ายก็ไม่ต้องไปสอบแล้ว พวกเ้ากลับไปรอข้าที่สำนักเถอะ”
กู่เชียนเยว่ส่ายหัว “เพราะอะไร?ข้าไม่เอาหรอก ในเมื่อข้าจะเข้าสำนักวรยุทธ์ชางข้าก็ต้องเข้าไปให้ได้ ข้าเคยชินกับโลกทุเรศ ๆ แบบนี้นานแล้วล่ะถ้าโลกนี้ไม่มีเื่ทุเรศน่ะสิแปลก”
อันเจิงพูดอย่างตั้งมั่น“สักวันต้องไม่มี”
กู่เชียนเยว่ถามขึ้น “ทำไมถึงไม่มี?คนชั่วอย่างไรก็คือคนชั่ว ต่อให้สังคมจะดีแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าคนส่วนใหญ่จะเป็คนดี อย่างไรก็ต้องมีคนชั่วปรากฏตัวอยู่ดีนั่นแหละ”
“ทุกคนต่างก็ดี ฉะนั้นข้าก็เป็คนดีนี่คือการได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม เป็สภาพแวดล้อมที่ทำให้คนชั่วน้อยลงแต่สภาพแวดล้อมนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น หรือต่อให้เกิดขึ้นจริง สภาพแวดล้อมก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนทุกคนฉะนั้นการจะทำให้คนชั่วหมดไปจากสังคมไม่ได้ใช้เพียงแค่สภาพแวดล้อมแต่ยังต้องใช้วิธีการ นั่นก็คือโหดให้มากกว่าคนชั่วทำให้พวกเขารู้สึกกลัวทุกครั้งที่จะทำชั่ว ข้าไม่ได้ทำให้คนชั่วเปลี่ยนเป็คนดีแต่ที่ข้าทำคือให้คนชั่วไม่กล้าทำชั่ว โดยใช้วิธีแบบนี้มากำจัดคนชั่วและปกป้องคนดีแต่บางทีเวลาก็อาจไม่เหมาะเจาะ”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “เ้าตัวคนเดียว ไม่อาจทำให้คนชั่วทุกคนไม่กล้าทำเื่ชั่วได้หรอก”
อันเจิงพยักหน้า“ข้าคนเดียวต้องไม่ได้อยู่แล้ว และต่อให้จะมีข้าหนึ่งหมื่นคนก็คงไม่ได้อยู่ดี”
ชวีหลิวซีถาม “แล้วต้องทำอย่างไรคนชั่วถึงไม่กล้าทำชั่ว?”
“ต่อต้าน”
อันเจิงตอบ“ทำให้ทุกคนที่ถูกรังแกมีความกล้าที่จะต่อต้านทุกคนที่อ่อนแอต่างก็มีพลังที่สามารถใช้ได้อยู่ในตัว เหมือนเมื่อครู่ตอนที่ติงไท่ชุนขวางกู่เชียนเยว่เอาไว้ ผู้คนที่ล้อมอยู่ต่างเห็นว่าเป็เื่สนุกสนานและตอนที่ติงไท่ชุนลงมือ พวกเขาต่างก็บอกว่าดีหากคนเหล่านี้เปลี่ยนการกระทำของตัวเอง เมื่อเห็นคนชั่วทำเื่ชั่วก็ออกมาขัดขวางทุกคนต่างก็รวมพลังกันไม่ให้เกิดเื่ชั่วขึ้น แบบนี้ก็จบเื่”
กู่เชียนเยว่ชะงักไปชั่วขณะจากนั้นก็ถอนหายใจ “ยากเกินไป ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกรังแกแล้วจะกล้าต่อต้านนะเพราะเวลาที่ตัวเองต่อต้านก็จะส่งผลไปถึงหลายเื่ เช่นคนที่รังแกคนอื่นมีฐานะใหญ่โตส่วนคนที่ถูกรังแกมาจากครอบครัวยากจน หากเป็แบบนี้จะต่อต้านอย่างไร?”
“เพราะฉะนั้นในเวลานี้จึงควรมีหน่วยงานที่แข็งแกร่งมากพอที่จะมาต่อต้านและผดุงความยุติธรรม”
ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น “เหมือนกรมตุลาการแห่งจักรวรรดิต้าซีน่ะหรือ?”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากนั้นก็ส่ายหน้า “ยังไม่พอ...กรมตุลาการก็ยังถูกอำนาจกดดันเหมือนกัน กรมตุลาการวิ่งตามความยุติธรรมแต่ความจริงมันก็แค่ตรงกันข้าม เมื่อเหล่าขุนนางในราชสำนักต้าซีทำผิดโทษที่พวกเขาได้รับเบากว่าคนทั่วไปมาก นั่นก็เพราะกรมตุลาการมีเพียงอำนาจตัดสินทางกฎหมายแต่ไม่ได้มีอำนาจในการลงโทษอย่างแท้จริง”
กู่เชียนเยว่เอามือไขว้หลังแล้วเดินไปจากนั้นก็กลับมามีท่าทางราวกับพวกผู้ชาย “เมื่อเ้าพูดแบบนี้ ข้าก็รู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรดีอีกแล้ว”
ชวีหลิวซีกอดไหล่นาง “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าอำนาจจะตกอยู่ในมือของใครหากอำนาจตกอยู่ในมือของคนที่อันเจิงพูด งั้นคนอื่น ๆที่มีอำนาจก็คงไม่กล้าคำชั่วแล้วสิ?”
อันเจิงไม่ค่อยเข้าใจความหมายนี้เพราะสิ่งที่สมองเขาคิดอยู่ก็คือ...กรมตุลาการจะเป็เหมือนที่เขาพูดหรือไม่นะ?อาจเป็ไปได้ว่าคนภายในกรมตุลาการก็มีคนอยากให้ตัวเขาตาย
ตอนอยู่กรมตุลาการเขาแน่ใจว่าคนรอบตัวต่างก็เป็คนดีที่อยู่ข้างเดียวกันแต่นี่ก็สี่ปีกว่าแล้ว ไม่มีใครในกรมตุลาการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นี่เลยสักคน มันไม่แปลกเกินไปหน่อยหรือ?
อันเจิงรู้สึกว่าตัวเองมักจะเดินสวนทางกับคนอื่นอยู่เสมอ แม้กระทั่งตอนที่เขาอยู่กรมตุลาการด้วยก็เช่นกันหากคนที่องค์จักรพรรดิทรงชื่นชอบทำผิด พระองค์ก็ไม่ได้ทรงลงโทษอย่างเด็ดขาดและรุนแรงมีเพียงอันเจิงเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดให้ลงโทษอย่างสาสมกับความผิดมีไม่กี่คนที่สามารถทำความดีแม้จะเป็เื่เล็ก ๆแต่อันเจิงกลับ้าให้ทุกคนทำดี โดยห้ามทำชั่วแม้จะเป็ความชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆก็ตาม
ทั้งสี่คนเดินไปถึงร้านขายอาหารเล็ก ๆริมทาง จากนั้นก็สั่งของกินแต่ด้วยเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ทุกคนต่างไม่สบายใจมากนักฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกเอร็ดอร่อยกับอาหารที่กินเข้าไป
ขณะเดียวกันในบ้านของท่านเ้ากรมพิธีการ ติงวู่มีสีหน้าที่ดูไม่ดีเลย
คนทั้งสองที่นอนอยู่ตรงหน้า ต่างก็เป็บุตรชายของเขาทั้งคู่
ติงเซิ้นซาถูกซ้อมจนไม่ได้สติเขาใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี แม้กระทั่งหาผู้มีพลังวัตรที่แข็งแกร่งมารักษา ก็ทำได้เพียงช่วยไม่ให้บุตรชายคนรองพิกลพิการไปเท่านั้นไม่กี่วันถัดมาบุตรชายคนโตก็ถูกอัดกลับมาอีก ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ทำร้ายบุตรชายทั้งสองของเขาเป็คนคนเดียวกัน
“ท่านพี่...”
ภรรยาของติงวู่เขย่าไหล่ของเขา “เด็กบ้านนอกที่ชื่ออันเจิงท่านต้องหาวิธีจำกัดมันนะ สงสารก็แต่บุตรชายที่เชื่อฟังทั้งสองของข้า พวกเขาเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วยังรู้กาลเทศะอีกด้วยบุตรชายของเราดีถึงเพียงนี้ พวกเขาจะไปหาเื่คนบ้านนอกแบบนั้นได้อย่างไรกัน?มันก็เป็แค่โคลนที่ต่ำตม บุตรชายเราไม่มีทางไปเข้าใกล้มันแน่ พวกเขาคงอยากหนีให้ห่างด้วยซ้ำ”
“ท่านพี่!”
ติงฮูหยินเขย่าแขนของติงวู่อย่างต่อเนื่อง “บุตรชายเราต้องแบกรับความทรมานถูกตีจนนอนเจ็บขนาดนี้แล้ว ทำไมท่านไม่หาทางทำอะไรบ้าง! หากบุตรชายข้าเป็อะไรขึ้นมาต่อให้จะต้องแลกด้วยชีวิตแก่ ๆ นี้ ข้าก็จะลากมันลงนรกให้ได้!”
“พอได้แล้ว ๆ”
ติงวู่แกะมือของฮูหยินออก “บุตรชายเราก็ไม่ได้เป็อะไรแล้วอย่าพูดเหมือนเขาทรมานอะไรขนาดนั้น ข้ายังมีชีวิตได้อีกเป็สิบปี ไม่ว่าอย่างไรหากพวกเขาทั้งสองได้รับความอยุติธรรมข้าจะทวงมันคืนมาเอง แต่ว่า...ตอนนี้เรายังจัดการเด็กบ้านนอกคนนี้ไม่ได้วันก่อนาาก็เพิ่งทรงเรียกเขาเข้าเฝ้า ไทเฮาก็ทรงจับตาดูเขาอยู่ รอผ่านไปสัก่หนึ่งก่อนแล้วกันแล้วข้าจะส่งคนไปจัดการมัน”
ติงฮูหยินโมโหทันที “รอสัก่หนึ่งหรือ?บุตรชายสองคนโดนซ้อมมาขนาดนี้แล้วท่านยังให้ข้าทนต่ออีกหรือ!”
“เ้าเป็หญิงจะไปรู้อะไร!”
ติงวู่พูด“ตอนนี้เฉินไจ่เหยียนเสนาบดีของหน่วยทหารดูแลมันเป็พิเศษ ทั้งยังส่งเชียนจีครึ่งกองไปเฝ้ามันอีกข้าจะหาทางลงมือได้อย่างไร? เ้าวางใจเถอะ อย่างไรข้าก็ไม่มีทางปล่อยมันไปแน่”
“ข้าไม่สน!”
ติงฮูหยินพุ่งออกไปด้านนอก “หากท่านไม่กล้าไปงั้นข้าจะไปแลกชีวิตกับมันเอง!”
ติงวู่รีบะโขึ้น “ขวางฮูหยินเอาไว้ข้าไปแล้ว ๆ พอใจหรือยัง?”
