ยามเช้า หมอกบางๆ ปกคลุมเหนือผืนป่า เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง หมอกหนาที่ปกคลุมอยู่นานก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงร่องรอยของมันจางๆ
ทันใดนั้นสายลมพัดผ่าน หมอกที่เหลืออยู่ก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากหมอกจางหายไป ก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มเปลือยท่อนบนกำลังแบกหินก้อนั์หนักหลายร้อยจิน[1]ไว้บนบ่า เขากัดฟันแน่น พยายามก้าวเดินไปข้างหน้า
เพื่อไม่ให้ถูกหินก้อนั์ทับ เด็กหนุ่มจึงออกแรงสุดกำลัง ทั่วร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเขม็งเกินขีดจำกัด แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ทุกย่างก้าว เหงื่อไหลหยดลงพื้นราวกับสายฝนซึมลงสู่พื้นปฐี ในที่สุดเด็กหนุ่มก็แบกรับน้ำหนักไม่ไหว เขาจึงปล่อยหินก้อนั์ลงพื้นจนเสียงดังสนั่น
“โครม!” นกป่าใบินหนีกันจ้าละหวั่น
“แฮ่ก...แฮ่ก...ไม่...ไม่ไหวแล้ว...” ลู่เต้าทรุดลงข้างก้อนหิน หอบหายใจอย่างหนัก “ข้า...ข้าไม่มีแรงแล้ว แบกไม่ไหวแล้ว”
เมื่อไป๋เสียที่นั่งอยู่บนต้นไม้ข้างๆ หลับตาทำสมาธิได้ยินเช่นนั้น ก็กล่าวอย่างเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง “เช่นนั้นก็ทานลูกกวาดฟื้นฟู แล้วแบกต่อ”
“เอ๋” เมื่อลู่เต้าได้ยินเช่นนั้นก็รีบอ้อนวอน “ยังต้องแบกอีกหรือ”
“แน่นอน เส้นทางไปเมืองประดาัยังอีกยาวไกล หากไม่ใช้เวลาอันมีค่าระหว่างทางฝึกตน ก็ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” ไป๋เสียนั่งนิ่งในท่าเดิมไม่ขยับเขยื้อน
“แต่หากเดินด้วยความเร็วขนาดนี้ เกรงว่าจะไปไม่ถึงเมืองประดาัหรอก” ลู่เต้าพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ร่างกายเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจน งดงามยิ่งนัก
เมื่อได้ยินลู่เต้าบ่น ไป๋เสียจึงลืมตาขึ้นมองสภาพแวดล้อมรอบๆ หลายวันมานี้ เนื่องจากลู่เต้าแบกหินก้อนั์ฝึกตน ทำให้ความเร็วในการเดินทางช้ามาก เดินได้เพียงร้อยกว่าเมตรต่อวันเท่านั้น
หากเดินต่อไปเช่นนี้ คงไปไม่ถึงเมืองประดาัจริงๆ
ไป๋เสียครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ไปล้างหน้าล้างตา แล้วเตรียมตัวออกเดินทางต่อเถอะ”
“เยี่ยม!” ลู่เต้าหยิบลูกกวาดฟื้นฟูออกมาจากลูกเต้า ทันทีที่ลูกกวาดเข้าสู่กระเพาะอาหาร ก็กลายเป็กระแสความอบอุ่นหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรที่เสียหายจากการใช้งานเกินกำลัง แขนที่เดิมปวดเมื่อยจนยกไม่ขึ้น เมื่อได้รับพลังิญญาหล่อเลี้ยง อาการปวดเมื่อยก็มลายหายไป กลับมาแข็งขันอีกครั้ง
ลู่เต้าที่เดิมทีราวกับปลาเค็มที่ขาดน้ำ ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง!
เมื่อวางหินก้อนั์ลง เขาก็รู้สึกตัวเบาราวกับขนนก ยามก้าวเดินก็รู้สึกเบาสบายราวกับกำลังลอยอยู่บนอากาศ
ลู่เต้าเพียงแค่เหวี่ยงหมัดเบาๆ ก็ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวข้างหู เมื่อออกแรงสุดกำลังต่อยออกไป กิ่งไม้ที่อยู่ไกลๆ ก็สั่นไหวไม่หยุด
“โอ้” ลู่เต้ามองดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้มไปด้วยความยินดีที่รู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้น
“ไม่เลว” ไป๋เสียเอ่ยชมไม่ให้ตั้งตัว “ในที่สุดพลังของเ้าก็คงที่อยู่ในระดับกลางแล้ว”
ตอนที่ลู่เต้าผ่านเมืองัทมิฬ เขาได้หินผนึกมาหลายก้อน เขาจึงดูดซับพลังิญญาที่ตกค้างอยู่ในหินจนทะลวงสู่ระดับกลางขั้นหนึ่งสำเร็จ แต่สำหรับผู้ฝึกตนมือใหม่เช่นลู่เต้า หลังจากทะลวงระดับแล้ว ระดับพลังจะยังไม่คงที่ หากไม่ระวัง พลังที่ได้มาอย่างยากลำบากก็อาจสูญเสียไปได้
ไป๋เสียหวังว่าหลังจากเขาเลื่อนระดับแล้วจะไม่เกียจคร้าน เพื่อไม่ให้โอกาสในการเลื่อนระดับที่ได้มาอย่างยากลำบากต้องสูญเปล่าไป เขาจึงให้ลู่เต้าแบกหินก้อนั์เพื่อให้ร่างกายฉีกขาด จากนั้นใช้พลังิญญาซ่อมแซมส่วนที่เสียหายเพื่อให้ระดับพลังคงที่
ยิ่งซ่อมแซมมากเท่าไร ร่างกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยทั่วไปแล้ว แม้ผู้ฝึกตนจะแบกหินก้อนั์เสร็จ ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการฟื้นฟู นั่นหมายความว่าั้แ่ร่างกายฉีกขาดจนถึงการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะนับเป็หนึ่งรอบ
เนื่องจากลู่เต้ามีลูกกวาดฟื้นฟูของไป๋เสียช่วย ทำให้การฟื้นฟูร่างกายเป็ไปอย่างรวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก
ในขณะที่คนอื่นแบกหินก้อนั์ได้เพียงสามสี่รอบต่อเดือน ลู่เต้ากลับฝึกได้เจ็ดแปดรอบต่อวัน
ดังนั้นการฝึกตนของเขาในหนึ่งวันจึงเทียบเท่ากับการฝึกตนของผู้อื่นเป็เวลาสองเดือน ร่างกายของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันมากแล้ว เพราะได้รับการซ่อมแซมมากกว่า
“ในเมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ในป่าเล็กๆ นี่อีกต่อไป...” ไป๋เสียกล่าว
พูดได้เพียงครึ่งเดียว ไป๋เสียก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลกำลังดึงเขาออกจากร่างของลู่เต้า
ลู่เต้าผู้เป็เ้าของร่างก็รับรู้ถึงความผิดปกติของไป๋เสียเช่นกัน เขาหันไปมองก็พบว่าไป๋เสียร่วงลงมาจากต้นไม้อย่างอ่อนแรง
เื่เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลู่เต้าไม่เข้าใจ จึงรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ
“นี่! เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
ใบหน้าไป๋เสียที่เดิมทีก็ซีดเซียวอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งซีดขาวลง ร่างกายโปร่งแสงดูเลือนราง ราวกับว่าหากไม่ระวัง ิญญาของไป๋เสียอาจจะสลายไปตามสายลม
หากเป็เขา ทานลูกกวาดสักเม็ดก็คงหายเป็ปกติ แต่ไป๋เสียมีเพียงิญญา ไม่อาจทานลูกกวาดที่เขาปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันได้ แม้จะเข้าร่างลู่เต้าเพื่อทานก็ไม่ได้ผลเช่นกัน
“กะ...เกิดอะไรขึ้น” ลู่เต้ามองไป๋เสียด้วยความสับสน
ไป๋เสียกัดฟัน พยายามพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาครุ่นคิดอย่างหนัก “ไม่รู้...เื่เช่นนี้ข้าก็ไม่เคยเจอมาก่อน”
“ผีก็หน้ามืดได้ด้วยหรือ” ลู่เต้าถามอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่...มันเหมือนมีบางอย่างกำลังดึงข้าอยู่”
“มีบางอย่างกำลังดึงเ้าอยู่หรือ” ลู่เต้าเบิกตากว้าง ค่อยๆ มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง นอกจากต้นไม้นับไม่ถ้วนแล้ว ก็มีเพียงหินก้อนั์ที่อยู่ด้านหลัง ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติอยู่แถวนี้เลย
ไป๋เสียส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “หรือว่า...ไม่ เป็ไปไม่ได้...”
ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็เผยความเ็ป ร่างที่เดิมทีก็เบาบางอยู่แล้ว ยิ่งเบาบางลงจนเกือบโปร่งแสง
ลู่เต้าใจนทำอะไรไม่ถูก รีบถามว่า “จะ...เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
ไป๋เสียยังยันสติไว้ได้ เขาควบคุมพลังิญญาเพื่อรักษาอาการเอาไว้ สีหน้าจึงดีขึ้นเล็กน้อย
ก่อนที่จะถึงขีดจำกัด เขาสะบัดแขนเสื้อกลับไปในร่างของลู่เต้า เสียงแ่เบาดังขึ้นข้างหูเขา “จำไว้เ้าหนู ต่อจากนี้ข้าจะเข้าสู่ห้วงนิทราสักพักเพื่อฟื้นฟูิญญา”
ลู่เต้าก้มมองหน้าอกตัวเองด้วยความร้อนใจ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ าเ็หรือ”
“ไม่รู้ สถานการณ์ก็เป็อย่างที่เ้าเห็น อาจเป็เพราะตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองัทมิฬ ข้าใช้พลังมากเกินไป...” ไป๋เสียหยุดไปนานราวกับกำลังหอบหายใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “จำไว้ ตอนนี้โคมไฟิญญาดับลงแล้ว เงื่อนไขเคล็ดวิชาวัฏสงสารยังไม่ครบถ้วน หากเ้าตายในตอนนี้ ก็เท่ากับว่าเ้าตายจริงๆ ตายแล้วก็คือตาย ไม่มีโอกาสให้เ้ากลับไปแก้ไขอนาคตอีก”
“ข้าเข้าใจ” ลู่เต้าพยักหน้า
“โลกภายนอกโหดร้าย แม้มีข้าช่วยเหลือ เ้าก็ยังเกือบตายถึงสองครั้ง ลองคิดดู หากไม่มีข้า เ้าคงตายไปหลายรอบแล้ว”
ลู่เต้าคิดจะแย้ง แต่เมื่อคิดดูดีๆ ก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เขาจึงตอบรับตะกุกตะกัก
“ก่อนที่ข้าจะตื่น เ้าไปหาที่ซ่อนตัวก่อนเถอะ”
“ตกลง แล้วเ้าจะหลับไปนานแค่ไหน”
“ยังไม่แน่ใจ...” ไป๋เสียหยุดไปนาน ก่อนจะกล่าวต่อ “หากทุกอย่างเป็ไปด้วยดี อาจจะเพียงไม่กี่วัน”
ทันใดนั้น ไป๋เสียก็ครวญครางออกมาด้วยความเ็ป “สรุปสั้นๆ เอาเป็ว่าอย่าไปยุ่งเื่ชาวบ้าน! เข้าใจหรือไม่”
ลู่เต้าพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ครั้งนี้กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย เขาจึงลองถาม “ไป๋เสีย?”
ยังคงเงียบกริบ ข้างหูก็เงียบสงัดลง ได้ยินเพียงเสียงนกร้องในป่าเท่านั้น
“หลับไปแล้วจริงๆ หรือ” ลู่เต้าเกาหัว ครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรทำอย่างไรดี ทันใดนั้นหูที่ไวต่อเสียงก็ได้ยินเสียงม้าร้องและเสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล
ลู่เต้าเดินไปตามเสียงด้วยความสงสัย เขาลืมเลือนคำเตือนที่บอกว่าอย่าไปยุ่งเื่ชาวบ้านไปเสียแล้ว
[1] จิน เป็หน่วยวัดของจีน 1 จินเท่ากับ 500 กรัม
