จางต้ากั๋วเห็นทั้งสองคนมาหาเลยต้อนรับอย่างเป็มิตร เขาลูบหัวจางเจียิเบาๆ “เจียิ ออกจากคุกแล้วไม่รู้จักแวะมาหาอาต้ากั๋วบ้างเลย”
ได้ยินจางต้ากั๋วพูดเช่นนี้ จางเจียิรู้สึกลำบากใจที่จะยืมเสบียงน้อยลงมาก เขาฉีกปากยิ้มเป็คำตอบ
ฮั่วเสี่ยวเหวินที่อยู่ด้านข้างเห็นจางเจียิเอาแต่ยิ้มซื่อบื้อจึงช่วยตอบแทนให้ “พวกเราก็มาหาคุณอาต้ากั๋วกับคุณหลิวแล้วนี่ไงคะ” น้ำเสียงมีความออดอ้อน
หลิวเยวี่ยที่กำลังแทะเม็ดเตียงบนเตียงอิฐเงยหน้ามองมา “มาหาคุณอาต้ากั๋วของพวกเธอก็ดีแล้ว เขาเอาแต่พูดถึงพวกเธอสองคนให้ฉันฟังอยู่เรื่อย ฉันบอกไปว่าถ้าชอบขนาดนั้นก็เป็พ่อบุญธรรมให้พวกเธอสองคนไปเลยสิ”
คำพูดของหลิวเยวี่ยมีความถากถางล้นเปี่ยม ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ วันนั้นที่มาเจอหลิวเยวี่ย เห็นหล่อนดีกับตัวเธอ ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงเข้าใจว่าหล่อนรู้สึกดีกับเธอแล้วเสียอีก
ทั้งสองคนมาทำอะไร ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ต้องพูดหลิวเยวี่ยก็คงเดาได้ แต่เหตุใดหล่อนต้องไม่พอใจเมื่อคุยเื่ยืมเสบียงด้วย? โชคดีที่วันนี้หล่อนไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว ไม่อย่างนั้นคงถูกปิดประตูไม่รับแขกเป็แน่
“หลิวเยวี่ย จะพูดเื่พวกนี้ต่อหน้าเด็กๆ เพื่ออะไร?” จางต้ากั๋วโมโห แต่เขาควบคุมน้ำเสียงได้ดีมาก บ่งบอกว่าไม่อยากจะทะเลาะกับภรรยา
หลิวเยวี่ยยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้น “นั่งสิ ฉันจะไปหาของกินมาให้ อากาศหนาวเช่นนี้ไม่มีอะไรให้ทำ ทำได้แค่คุยสัพเพเหระ”
จางไป่คว้าเม็ดแตงหนึ่งกำมือมายัดใส่มือของจางเจียิ “พี่ชาย พ่อบอกว่ารอผมโตแล้วจะพาไปล่ากระต่าย พ่อบอกว่าพี่ล่ากระต่ายเก่งมาก ไว้พวกเราไปด้วยกันดีไหม?”
จางเจียิพูดไม่ออก เขาเก่งที่ไหนกัน? ฝีมือเงอะงะขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะจางต้ากั๋วคอยช่วยอยู่ด้านข้าง เขาไม่มีทางล่าสัตว์ได้สักตัว
ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดแทรกอย่างสนิทสนม “ยังมีพี่สาวด้วย ไว้ถึงเวลาแล้วพวกเราไปด้วยกัน”
จางไป่ส่ายหน้าเป็กลองส่าย เขามองฮั่วเสี่ยวเหวินอย่างจริงจัง “พ่อบอกว่า ผู้หญิงควรอยู่บ้านดูแลลูกและเลี้ยงหมู ไม่ควรเอาแต่วิ่งแจ้นข้างนอก”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหลุดหัวเราะ ความคิดอะไรของคุณอาต้ากั๋ว นี่ไม่ใช่ยุคศักดินาสักหน่อย ผู้หญิงออกไปหาเงินข้างนอกไม่ได้หรือ?
จางต้ากั๋วลูบหัวลูกชาย ไม่รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดแม้แต่น้อย ซ้ำยังสอนลูกในทางที่ผิด “ไป่เอ๋อร์เป็เด็กดีมาก จำที่พ่อพูดได้ด้วย วันหน้ามีภรรยาแล้วต้องพูดกับหล่อนแบบนี้ด้วยนะ”
จางเจียิพูด “คุณอาต้ากั๋วไม่เพียงล่าสัตว์เก่ง แต่ยังเอาใจคุณน้าหลิวเก่งเช่นกัน”
เขาหันมามองฮั่วเสี่ยวเหวิน “คุณอาต้ากั๋วพูดถูก ภรรยามีไว้ทะนุถนอมจะให้ไปลำบากข้างนอกได้อย่างไร?”
เห็นอาหลานคู่นี้เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย ฮั่วเสี่ยวเหวินส่งเสียงฮึดฮัด “คุณอาต้ากั๋วสอนเสี่ยวไป่ในทางที่ผิด ฉันจะฟ้องคุณน้าหลิว”
แม้หลิวเยวี่ยจะไม่เต็มใจให้ยืมเสบียงนัก แต่เนื่องจากสามีตอบตกลงไปแล้ว เธอจึงพูดอะไรไม่ได้อีก อีกอย่างหากไม่ยอมให้ยืม ไม่แน่ว่าสองคนนี้อาจจะได้อดตายจริงๆ
สุดท้ายจึงยอมพบกันครึ่งทาง ให้ยืมเสบียงหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลกรัม พวกฮั่วเสี่ยวเหวินขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
พวกเขาใส่เสบียงลงในกระสอบ มีทั้งหมดสี่กระสอบเท่านั้น รอเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วจะเริ่มเพาะปลูก แต่กว่าจะมีผลผลิตก็ต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วง ต่อให้กินโจ๊กทุกวันก็ไม่พอถึงวันนั้น
แต่อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่ดี ฮั่วเสี่ยวเหวินค่อนข้างดีใจ คนอื่นก็ต้องกินเช่นกันจะให้ยืมเสบียงสำหรับทั้งปีได้อย่างไร
พวกเขาช่วยกันแบกเสบียงกลับถึงบ้านของจางเจียิ จางต้ากั๋วดื่มน้ำเพียงถ้วยเดียวก็กลับ ฮั่วเสี่ยวเหวินกับจางเจียิเดินไปส่งจางต้ากั๋วที่หน้าบ้าน จางเจียิมีสีหน้าละอายใจ “ไว้พวกเราโตขึ้นจะตอบแทนคุณอาต้ากั๋วอย่างดีแน่นอนครับ”
จางต้ากั๋วฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจ พูดกับทั้งสองคนว่า “ฮ่าฮ่า ได้ แค่เธอมีความตั้งใจเช่นนี้ อาต้ากั๋วก็พอใจแล้ว หากวันหน้าไม่มีอาหารอีก มาหาอาได้เลย คุณน้าหลิวของพวกเธอดีทุกอย่าง เสียแต่เป็คนขี้เหนียว ครั้งหน้ามาหาอาต้ากั๋วโดยตรง ไม่ต้องให้เธอรู้ก็พอ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกังวล “จะได้อย่างไรกันคะ หากคุณน้าหลิวทะเลาะกับคุณอาเพราะเื่นี้ขึ้นมา พวกเราคงรู้สึกผิด”
จางต้ากั๋วไม่ได้ดึงดัน เขาบอกว่า กลับไปแล้วจะคุยกับหลิวเยวี่ยเอง เอาเป็ว่าหากพวกเธอมีปัญหาให้มาหาได้เลย ตราบใดที่ช่วยได้ เขาจะไม่ปฏิเสธแน่นอน
ทั้งสองยืนมองจางต้ากั๋วจากไป จางเจียิพลันน้ำตาไหลออกมา ฮั่วเสี่ยวเหวินช่วยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน “พี่เจียิ ต่อไปพวกเราจะมีเสบียงอาหารไว้กินเยอะมาก ถึงเวลานั้นแล้วค่อยตอบแทนคุณอาต้ากั๋วอย่างดี พี่ไม่ต้องร้องนะ”
จางเจียิน้ำตาไหลหนักกว่าเดิม เขากางแขนกอดฮั่วเสี่ยวเหวิน “พี่นี่มันไม่ได้เื่ เสี่ยวเหวิน พี่เกลียดตัวเอง”
น้ำตาของเขาไหลลงบนหลังของฮั่วเสี่ยวเหวิน หยาดน้ำตาอุ่นร้อนหยดลงบนเสื้อผ้าของเธอ ทว่าเมื่อซึมลงมาถูกิักลับเย็นยะเยียบ
ฮั่วเสี่ยวเหวินกอดตอบเขาแน่น และพูดประโยคเดิมซ้ำ “ฉันไม่โทษพี่เจียิ วันหน้าจะต้องดีกว่านี้แน่นอน”
……
เหงื่อบนหน้าจางต้ากั๋วแห้งแล้ว แต่เนื่องจากหน้าตามอมแมมเพราะแบกกระสอบมา คราบเหงื่อจึงเป็สีดำ
เห็นจางต้ากั๋วมีสภาพเช่นนี้ หลิวเยวี่ยไม่รู้จะพูดอย่างไรดี “ถึงกับไปทำงานแบกหามให้คนอื่น ใกล้ชิดยิ่งกว่าลูกตัวเองเสียอีก”
หลิวเยวี่ยก็เป็คนเช่นนี้ จางต้ากั๋วไม่สนใจ เดินตรงไปล้างหน้าที่ห้องครัว
เมื่อกลับออกมาแล้วหลิวเยวี่ยยังคงเป็แบบเดิม เธอพูดจาถากถางไม่หยุด “โบราณว่าไว้ มีหนึ่งย่อมมีสอง หากวันหน้าพวกเขาไม่มีอาหารและมาขออีก คุณจะเลี้ยงพวกเขาไปตลอดชีวิตหรือ?”
ไม่รู้ว่าจางต้ากั๋วถูกหลิวเยวี่ยบ่นเื่นี้มาแล้วกี่ครั้ง ส่วนใหญ่เขาจะเดินแยกไปที่อื่นเพื่อจบบทสนทนา
“หลิวเยวี่ย คุณก็รู้สถานการณ์ของพวกเขา เงินที่ได้จากการล่าสัตว์เมื่อครั้งก่อนถูกบ้านฮั่วชิงเอาไป กว่าเจียิจะออกจากคุกมาได้ไม่ใช่ง่ายๆ พวกเขาน่าสงสารขนาดนี้ คุณไม่มีความเห็นอกเห็นใจสักนิดเลยหรือ?”
หลิวเยวี่ยเดือดเป็ฟืนเป็ไฟ “ได้ คุณมีความเห็นอกเห็นใจ แต่ฉันไม่มี และจะพาไป่เอ๋อร์ไปอยู่ที่อื่นเดี๋ยวนี้แหละ เชิญให้คนช่างเห็นอกเห็นใจแบบคุณอยู่คนเดียวไปเลย ถึงอย่างไรคุณก็คิดจะทิ้งครอบครัวนี้อยู่แล้วนี่”
พูดจบเธอก็อุ้มจางไป่ เอ่ยว่า พวกเราไปกันเถอะ
จางต้ากั๋วนึกไม่ถึงว่าภรรยาจะหนีกลับบ้านแม่เพียงเพราะความเห็นไม่ตรงกัน เขาหลุดปากพูดด้วยความโมโห “จะไปก็ไปเลย คิดว่าไม่มีคุณแล้วผมจะอยู่ไม่ได้หรือไร”
จางต้ากั๋วเป็คนซื่อตรง คอยดูแลภรรยาและลูกเป็อย่างดี เวลาภรรยาทำไม่ถูกจะพูดตักเตือนไม่กี่ประโยค ยามเจอปัญหาก็จะคำนึงถึงครอบครัวเป็หลัก เขามองว่าขอแค่คนสองคนร่วมมือประคับประคองกัน ต่อให้ตัวเองต้องทนทุกข์บ้างก็ไม่เป็ไร
หลิวเยวี่ยรู้ว่าสามีเป็คนเช่นนี้จึงคิดจะถือโอกาสบังคับเขาให้ยอม แต่ใครจะไปคิดว่าสามีจะไม่หลงกล ที่ผ่านมาเวลาเธอบอกว่าจะกลับบ้านแม่ ต่อให้เธอเป็ฝ่ายผิดเพียงใดสามีจะคอยดึงรั้งไว้เสมอ นึกไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะพูดเช่นนี้กับเธอ
หลิวเยวี่ยไม่มีความลังเล เธอเดินเข้าไปเก็บเสื้อผ้าแล้วอุ้มลูกออกไปทันที
กว่าฮั่วเสี่ยวเหวินจะรู้เื่นี้ก็เป็หนึ่งสัปดาห์ให้หลังแล้ว
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาคุยที่บ้าน ซุบซิบนินทาไปครึ่งค่อนวัน จากนั้นก็คุยเื่ของจางต้ากั๋ว ฮั่วเสี่ยวเหวินถึงเพิ่งรู้ว่าจางต้ากั๋วทะเลาะกับภรรยาเพราะเื่นี้
