เรียกได้ว่าเป็การอยู่รอดท่ามกลางช่องว่างที่คับแคบ
หากจะบอกว่าอาร์ชาวินและโดมิงเกวซต่างเป็พยัคฆ์ ถ้าอย่างนั้นซุนเฟยก็คงเป็ลูกหมาป่าที่เพิ่งหย่านมแม่ ตราบใดที่สองพยัคฆ์ยังไม่มีผู้ชนะ ไม่ว่าในใจของพวกเขาจะไม่พอใจในตัวซุนเฟยมากเท่าไร แต่พวกเขาก็ไม่คิดแบ่งกำลังมาจัดการซุนเฟย เพื่อไม่เป็การผลักดันให้เมืองแซมบอร์ดและกองกำลังที่มีศักยภาพของซุนเฟยไปอยู่ฝ่ายเดียวกับฝั่งตรงข้าม เพราะมันจะเป็การส่งผู้ช่วยเหลือที่แข็งแกร่งไปเพิ่มพลังให้แก่ศัตรู...หากไม่โง่จนเกินไป าในครั้งนี้ซุนเฟยและเมืองแซมบอร์ดได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งแล้ว ซึ่งทั้งหมดต่างก็เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของพวกเขา
ซุนเฟยกำลังคิดในแง่มุมนี้ วันนี้เขาปล่อยแพรีสไป
ในบึงน้ำขุ่นนี้ ทำให้ซุนเฟยได้รับโอกาส หากวันนี้เขาช่วยอาร์ชาวินและองค์หญิงโจมตี หักหอกของโดมิงเกวซ นี่จะทำให้น้ำขุ่นกลายเป็น้ำใส และถ้าซุนเฟยคิดจะจับปลาในน้ำขุ่นอีกก็คงไม่อาจทำได้แล้ว
ถนนบนูเาเป็หลุมเป็บ่อ บันไดหินที่ทอดยาวเหมือนบันไดที่สูงตระหง่านสีขาวที่ทอดยาวขึ้นสู่์
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้ามาเบาๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นและไม่ร้อนจนเกินไป เส้นผมสีดำของโฉมงามในอ้อมแขนก็ลู่ไหวไปตามลม นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยและแองเจล่าใกล้ชิดกันแบบนี้ ‘ลมกรดทมิฬ’ ะโไปตามขั้นบันได แต่หลังของมันกลับไม่สั่นไหวไปตามจังหวะการก้าวะโของมันเลย ซุนเฟยใช้สองมือโอบเอวบางของคู่หมั้นสาวจากด้านหลัง เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความนุ่มชวนััผ่านจากชุดมาที่นิ้วมือ และยังกลิ่นหอมจางๆ ที่เส้นผมของนาง ซุนเฟยไม่ได้สะกดความปรารถนาของตัวเอง แต่ในใจของเขาก็สงบนิ่ง นี่เป็ความรู้สึกอบอุ่นและเงียบสงบ
“แองเจล่า วันนี้เ้าทำอะไรลงไปน่ะ แม้แต่ข้ายังเกือบถูกหลอกเลย...” ซุนเฟยกระซิบข้างหูก่อนจะถามเบาๆ ว่า “เ้ากัดลิ้นตัวเองใช่ไหม?”
เห็นได้ชัดว่านางไม่คุ้นชินกับการใกล้ชิดขนาดนี้ ซุนเฟยรับรู้ได้ถึงร่างที่สั่นระริกของนาง ใบหน้าขาวและลำคอระหงส์แดงระเรื่อเล็กน้อย ก่อนที่นางจะพยักหน้าเบาๆ
“ยังเจ็บไหม?” ซุนเฟยพูดจบก็นิ่งไปเล็กน้อย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบทสนทนาโง่ๆ ไร้รสชาติแบบนี้จะออกมาจากปากของตัวเองที่เป็ถึงผู้เชี่ยวชาญในความความรัก
แต่แองเจล่ารู้สึกถึงความห่วงใยและเอาใจใส่ของคนรักได้อย่างชัดเจน นางส่ายหน้า“ไม่เจ็บเลย...น้ำยาที่ท่านให้ข้ามามันดีมากๆ เลย...” สายลมเอื่อยๆ ที่พัดเข้ามาในูเาทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย สาวงามก็ค่อยๆ ปรับตัวกับความใกล้ชิดนี้ ร่างบางจึงเอนตัวพิงอกของซุนเฟยอย่างสะดวกสบายแล้วถามเสียงเบาว่า “อเล็กซานเดอร์ ข้าไร้ประโยชน์มากใช่หรือไม่? วันนี้ถูกพี่สาวคนนั้นจับเป็ตัวประกัน เกือบจะทำให้แผนของท่านต้องแตก...”
“จะเป็อย่างนั้นได้อย่างไรเล่า วันนี้ไม่ใช่ว่าเ้าหลอกยัยป้านั่นจนนางใแทบแย่หรอกหรือ!”
“คิก...ป้าที่ไหนกัน พี่สาวคนนั้นยังสาวและสวยมากอยู่เลยนะ!”
“ใครจะสวยเท่าแองเจล่าของข้าได้กัน” ซุนเฟยรู้สึกได้ว่าตัวเองค่อยๆ ฟื้นคืนความเป็ปรมาจารย์ด้านความรักของตัวเองกลับมา อย่างน้อยๆ ก็สามารถหยอดคำหวานได้โดยที่หน้าไม่แดง ใจไม่เต้นโครมครามได้แล้วกัน
“แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์อยู่ดี...หากข้าเป็เหมือนพี่สาวนักธนูคนนั้นคงจะช่วยท่านได้มากทีเดียว!” บางครั้งประสาทััที่หกของสตรีก็น่ากลัวยิ่งกว่าคาถาใดๆ บนโลกใบนี้ แองเจล่าพิงที่อกของซุนเฟยอย่างเงียบๆ ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้เส้นผมของนางปลิวไปตามสายลม “อเล็กซานเดอร์ ท่านรู้จักพี่สาวคนนั้นใช่ไหม? ท่านเล่าเื่ราวของนางให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?”
บางครั้งซุนเฟยก็ไม่อาจประมาทกับความคิดของสาวน้อยคนนี้ได้เลยจริงๆ
“นางมาจากโลกที่ห่างไกลจากที่นี่มากๆ เป็นักรบที่แข็งแกร่งและซื่อสัตย์...” ซุนเฟยไม่คิดที่จะปิดบังอะไร เขาเริ่มเล่าเื่ราวของเอเลน่าให้แองเจล่าฟัง แน่นอนว่าเขาได้เปลี่ยนแิของโลก Diablo “บ้านเกิดของนางได้พบกับการรุกรานจากพวกปีศาจที่น่ากลัว เพื่อปกป้องคนที่รักและบ้านเกิดของตัวเอง ทุกๆ วันนางต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความเป็และความตาย คอยมองสหายและพี่น้องจำนวนนับไม่ถ้วนต้องสิ้นใจใต้กรงเล็บของปีศาจ นั่นเป็วันเวลาที่มืดมนอย่างมาก...”
ผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างเป็สิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยน โดยเฉพาะแองเจล่าที่เป็สาวน้อยจิตใจสะอาดบริสุทธิ์กว่าสิ่งใด มันเป็เื่ง่ายมากที่นางจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจเอเลน่า เมื่อได้ฟังจนจบดวงตาของแองเจล่าก็แดงก่ำ “พี่เอเลน่าช่างยิ่งใหญ่...”
วันเวลาที่อบอุ่นมักจะทำให้ทุกคนหวนรำลึกถึงและยากที่จะลืมเลือนได้
ด้วยท่าทางบอกใบ้ของซุนเฟย เ้าสุนัขั์สีดำจึงไม่รีบร้อนที่จะกลับไปเมืองแซมบอร์ด แต่กลับเดินอ้อยอิ่งอยู่บนูเา
แม้ว่าเมืองแซมบอร์ดจะตั้งอยู่ชายแดนของราชอาณาจักรเซนิท ทั้งยังเป็ดินแดนที่หนาวเหน็บ แต่กลับมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและชัยภูมิที่ดี ยามเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้บนูเาที่ทอดยาวติดกันก็จะเป็ใบไม้สีเหลือง เมื่อใบไม้ร่วงหล่นลงมาก็เหมือนเป็ผีเสื้อกำลังโบยบินอยู่ในูเา ‘ลมกรดทมิฬ’ สามารถพาพวกเขาปีนขึ้นไปยังจุดที่คนธรรมดาไม่อาจขึ้นมาได้ ไม่ช้าแองเจล่าก็ค่อยๆ ออกจากความรู้สึกเชิงลบเมื่อได้มองวิวทิวทัศน์ที่งดงามตรงหน้า
สุนัขั์สีดำตัวนี้มีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์ หลังจากที่ซุนเฟยทะลุมิติมายังแผ่นดินอาเซรอท นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยได้อยู่สองต่อสองกับแองเจล่า ความรู้สึกอบอุ่นใจแผ่ซ่านทั่วอก ทำให้ซุนเฟยหวนนึกไปถึง่เวลาที่อยู่บนโลกเก่า แม้ว่าสาวน้อยในอ้อมกอดอาจจะไม่มีสติปัญญาเลิศล้ำเหมือนองค์หญิง ไม่มีรูปโฉมที่เย้ายวนเหมือนแพรีส ไม่ได้กล้าหาญองอาจเหมือนเอเลน่า ไม่ได้มีความงามพิสุทธิ์เช่นจื่อเยี่ยน แต่นางกลับอบอุ่นและไร้เดียงสาเหมือนน้ำค้าง และนั่นก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกว่า ตัวเองได้หาท่าเรือของตัวเองในโลกแปลกๆ ที่แสนน่ากลัวนี่พบ อ้อมกอดที่อ่อนโยนของแองเจล่าทำให้เขารู้สึกเหมือนได้โอบกอดโลกทั้งใบ
ซุนเฟยชอบความรู้สึกนี้ และเขาก็เขาหวงแหนมันมาก
……
ในตอนที่ทั้งสองคนขี่สุนัขั์สีดำกลับมาที่เมืองแซมบอร์ดก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว
พวกชาวบ้านที่อพยพออกจากเมืองแซมบอร์ดชั่วคราวก็พากันกลับเข้ามาในเมือง ที่แรกที่ซุนเฟยไปก็คือคฤหาสน์ของท่านไวเคานต์ลิวอิส ขุนนางชั้นสูงอันดับหนึ่งของเมืองแซมบอร์ด เมื่อมาถึง ซุนเฟยก็เห็นนักรบที่ไม่คุ้นหน้าประมาณห้าสิบหกสิบคนกำลังถูกล่ามโซ่ไว้อยู่ สีหน้าของนักรบเหล่านี้ดูหดหู่มาก พวกเขาต่างนั่งยองๆ อยู่กับพื้นเต็มไปหมดโดยมีทหารของเมืองแซมบอร์ดล้อมรอบไว้ประมาณยี่สิบคน ก่อนหน้านี้พ่อตามีความดีความชอบในการหาเงินเข้าอาณาจักร ส่วนตัวบรู๊คเองก็เพิ่งเดินออกมาจากในตัวคฤหาสน์
“องค์าาอเล็กซานเดอร์!”
เหล่าทหารเมื่อเห็นซุนเฟยมาถึง ดวงตาก็ปรากฏความเลื่อมใสศรัทธาอย่างไปไม่ปิดบัง พวกเขาต่างพากันคุกเข่าทำความเคารพ
ซุนเฟยโบกมือ
“ฝ่าา ครอบครัวของท่านไวเคานต์ลิวอิสตายทั้งหมด ช่างโหดร้ายนัก สายเืของท่านไวเคานต์ลิวอิสไม่มีใครเหลือรอดแม้แต่คนเดียว” บรู๊คชี้ไปยังพวกนักรบแปลกหน้าที่ถูกล่ามโซ่จับกุมไว้พวกนั้น แล้วกล่าวต่อไปว่า “ไอ้พวกนี้ใจคอโเี้นัก นอกจากท่านไวเคานต์ลิวอิสแล้ว พวกมันยังบุกไปทำร้ายขุนนางคนอื่นๆ และพวกพ่อค้า พวกเขาทั้งหมดเกือบถูกสังหารจนหมดสิ้นนอกจากแม่บ้านและข้ารับใช้แล้วก็แทบไม่มีใครรอดชีวิตสักคน พวกเขาปล้นสะดมสมบัติเป็จำนวนมาก แล้วคิดจะหลบหนี...แต่ตอนที่พวกข้ามาพบพวกเขาก็ถูกใครไม่รู้จัดการจนสลบแล้วถูกทิ้งไว้ที่นี่ทั้งหมด ข้าจึงสั่งการให้ทหารนำโซ่มาคล้องพวกเขาไว้ก่อน ไม่ทราบว่าฝ่าาจะทรงจัดการเช่นไรดีขอรับ”
--------------------
