บทที่ 170 สหายเก่ารวมตัว
“สหายลู่ ครั้งแรกที่ได้ยินว่าเ้าจะท้าดวลกับเ้าเด็กตระกูลเมิ่ง ยังคิดอยู่เลยว่าอยู่ดีๆ สหายลู่ผู้เฉลียวฉลาดของพวกเราจะเป็บ้าเสียสติไปหาเื่ท้าดวลกับอัจฉริยะตระกูลเมิ่งได้อย่างไร? ตอนนั้นพวกเราพี่น้องเป็ห่วงเ้าแทบแย่ หากไม่ใช่เพราะ ฮ่าฮ่า เ้าก็ทราบดีว่าพวกเราได้รับการปฏิบัติอย่างไรในตระกูล มิเช่นนั้นจะต้องไปช่วยโห่ร้องสร้างความฮึกเหิมให้เ้าอย่างแน่นอน!” อวิ๋นเฟยหยางไม่สนใจเื่ที่ฐานะของตนเองไม่ได้สูงส่งในตระกูล ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการผูกมิตรและสานสัมพันธ์กับลู่อวี่
“เฮ้อ อย่าพูดถึงเื่นั้นดีกว่า สหายลู่เ้าช่างทำให้พวกเราประหลาดใจมากจริงๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานเ้าก็ฝึกฝนจนฝ่าขั้นพลังยุทธ์มาถึงขั้นนี้ได้แล้ว ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใด แต่คราแรกสหายลู่ยังมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นหลอมร่างขั้นสอง ถือว่าต่ำต้อยไม่น้อย ทว่าตอนนี้เ้ากลับใช้เวลาเพียงสี่ปี ก็บำเพ็ญเพียรจนพลังยุทธ์ก้าวมาถึงขั้นฟันฝ่า แม้แต่อัจฉริยะสาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของตระกูลเซี่ย ยังต้องใช้เวลายี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี กว่าจะฝึกฝนสำเร็จได้ แต่สหายลู่กลับใช้เวลาเพียงห้าปี!”
หลี่ตงไหลพูดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและอิจฉา หากจะพูดกันตามตรง นอกจากลู่อวี่แล้ว ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็มีเพียงเขาที่เป็บุตรชายของฮูหยินเอกและเป็บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ ซึ่งตามหลักฐานะและความาุโแล้ว สมควรเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูล อย่างไรก็ไม่น่าตกต่ำจนกลายเป็เพียงคุณชายจอมเสเพลผู้หนึ่งได้ น่าเสียดายที่คุณสมบัติของเขาธรรมดายิ่ง ความสามารถในการเรียนรู้ก็ธรรมดา ความมุ่งมั่นยิ่งมีน้อยจนเห็นได้ชัด จึงถูกโลกที่บูชาความแข็งแกร่งเช่นนี้คัดออก ไม่ต้องพูดถึงการแก่งแย่งอันดุเดือดภายในตระกูลเลย หากคราแรกไม่ใช่เพราะลู่อวี่ใช้ทักษะการปรุงโอสถที่เหนือธรรมชาติและฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งประมุขตระกูลลู่ก็คงถูกแย่งไปแล้ว แม้กระทั่งตำแหน่งประมุขตระกูลของบิดาอย่างลู่เหว่ยจุนในปัจจุบันนี้ก็อาจถูกแย่งไปด้วย นี่แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดและโหดร้ายภายในตระกูลใหญ่ การเกิดมาเป็คนในตระกูลใหญ่ไม่ใช่เื่ง่าย ต้องมีทั้งฐานะและความสามารถในการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ
ทว่าเมื่อหลี่ตงไหลพูดจบ ในบรรดาคนที่นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันอยู่ คนที่มีสายตาเฉียบคมหรือคนที่เฝ้ารอจะสานสัมพันธ์กับนายน้อยลู่อย่างใจจดใจจ่อก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “คุณชายหลี่ เกรงว่าเ้าจะต้องใอีกครา เพราะหากข้าดูไม่ผิดพลาดละก็ ตอนนี้พลังยุทธ์ของนายน้อยลู่อยู่ในขั้นตงซวนแล้ว หาใช่ขั้นฟันฝ่าไม่”
เมื่อคนผู้นั้นกล่าวออกมา นอกจากยอดฝีมือที่มองเห็นพลังยุทธ์ของลู่อวี่ั้แ่แรกแล้ว คนที่เหลือในโรงเตี๊ยมต่างก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา นายน้อยตระกูลลู่บรรลุขั้นพลังยุทธ์มาจนถึงขั้นตงซวนแล้ว!
แม้ว่าการทะลวงฝ่าพลังยุทธ์ขั้นตงซวนในวัยยี่สิบปีจะน่าทึ่ง ทว่านับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ต่างก็มีอัจฉริยะหลายคนที่สามารถฝึกฝนจนฝ่าขั้นพลังยุทธ์นี้ได้ใน่วัยใกล้เคียงกัน กล่าวคือผู้ที่ทะลวงฝ่าพลังยุทธ์ขั้นตงซวนใน่อายุยี่สิบกว่าๆ ได้ก็มีไม่ใช่น้อย แต่คนในโรงเตี๊ยมที่ฟังบทสนทนาของลู่อวี่และสหายได้ยินชัดเจนว่าเมื่อห้าปีก่อนลู่อวี่ยังมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นหลอมร่าง และยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นประตูแห่งธรรมด้วยซ้ำ
ทว่ามายามนี้ ลู่อวี่ใช้เวลาเพียงห้าปีก็พัฒนาตนเองจากพลังยุทธ์ขั้นหลอมร่างขั้นสอง กลายเป็ผู้ที่สามารถทะลวงฝ่าขั้นพลังยุทธ์ที่นักพรตส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายสิบหรือหลายร้อยปีในการบรรลุขั้นพลัง เื่นี้ต่างหากที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงใจไม่น้อย
นี่เป็ความเร็วในการฝึกฝนแบบใดกัน? ใช้เวลาห้าปีบรรลุขั้นพลังยุทธ์ห้าขั้นใหญ่? พร์นี้น่าทึ่งเพียงใด? และลู่อวี่ยังเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่อีกด้วย คนเช่นนี้พันปีจะมีให้พบพานสักคน
ใน่เวลานี้ ทุกคนที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมต่างจ้องมองมาทางลู่อวี่ด้วยสายตาตกตะลึง
หลี่ตงไหลถูกตราหน้าว่าไม่มีสายตาที่ดีพอ หากเป็ยามปกติคงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ แต่ยามนี้เขากลับไม่สนใจ หากไม่ใช่เพราะมีผู้คนมากมายที่นี่ เขาคงะโออกมาว่า “นายน้อยลู่ จากนี้ไปข้าจะติดตามท่าน” ไปแล้ว แม้จะควบคุมอารมณ์ได้ แต่หลี่ตงไหลกลับยังตื่นเต้น
เมื่อคิดถึงการถูกผู้คนในตระกูลเยาะเย้ย แม้ตนจะเป็บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ พลางเสมองไปทางลู่อวี่ที่ไม่ได้แสดงอาการดีใจหรือออกอาการถ่อมตัวเมื่อถูกเปิดเผยขั้นพลังยุทธ์ ทำให้หลี่ตงไหลรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เหตุใดกาลก่อนเขาถึงไม่รู้เลยว่าลู่อวี่เป็บุรุษที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้?
หลี่ตงไหลไม่รู้ว่าลู่อวี่ในชาติที่แล้ว เคยเจอเหตุการณ์ประมาณนี้มานับครั้งไม่ถ้วน และเคยมีพลังยุทธ์ถึงขั้นหวนสู่สัจธรรม เหตุการณ์เล็กน้อยเพียงเท่านี้ ไม่นับเป็เื่ที่เขาจะโอ้อวดได้
แต่เมื่อเห็นผู้คนมากมายที่นี่ การพบปะกับสหายเก่าก็เป็เื่ที่สนุกสนานอยู่เหมือนกัน และความกังวลเื่การแต่งงานที่ถูกคนในตระกูลกดดันมาก่อนหน้าก็มลายหายไปด้วย เป็เวลาเหมาะสมที่เขาควรกลับไปฝึกฝนเพื่อปรับขั้นพลังของตนให้มั่นคง
“วันนี้ได้พบกับพวกเ้า ถือว่าเป็โชคชะตา ได้มาพบกันอีกครั้งหลังห่างหายกันไปนาน ของขวัญเล็กน้อยเหล่านี้ช่วยรับเอาไว้ด้วยเถิด กลับไปฝึกฝนให้ดี หากมีอะไรที่ข้าพอช่วยได้ ก็จงมาหาข้าที่ตระกูลลู่!”
ลู่อวี่กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ ทิ้งสิ่งของบางอย่างไว้บนโต๊ะ ก่อนร่างกายจะหายวับไปกับตา ราวกับว่าไม่เคยปรากฏกายอยู่ที่นี่
อวิ๋นเฟยหยางและคนอื่นๆ ต่างใ เหตุใดถึงรีบร้อนจากไปเช่นนี้เล่า? แต่เมื่อเห็นสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะ พวกเขาก็ตาสว่างวาบ รีบหยิบคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
อีกสามคนก็ไม่รอช้ารีบหยิบส่วนของตัวเองทันที โชคดีที่ลู่อวี่จัดแบ่งเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มิเช่นนั้นก็บอกไม่ได้เลยว่าสี่คุณชายจอมเสเพลกลุ่มนี้จะตบตีเพื่อแย่งชิงกันหรือไม่
ของที่ลู่อวี่ทิ้งไว้มีปริมาณไม่มากแต่กลับล้ำค่าอย่างยิ่ง หากมองเพียงผิวเผิน จะเห็นว่ามีโอสถเพียงสิบสองขวด พวกเขาแบ่งกันได้คนละสามขวดเท่านั้น แต่ทุกคนในโรงเตี๊ยมรู้ว่าลู่อวี่เป็นักปรุงโอสถขั้นสี่ แม้จะเป็ไปได้ยากที่จะมอบโอสถขั้นสี่ให้พวกเขา แต่ถึงจะเป็เพียงโอสถขั้นห้า ก็ยังเป็สิ่งที่อวิ๋นเฟยหยางและพรรคพวกไม่คู่ควรจะได้รับมันอยู่ดี
เซี่ยเหยียนเทาถือขวดหยกไว้ในมือพลางมองสำรวจทีละขวด พร้อมกับพูดพึมพำเบาๆ ว่า “ยาอายุวัฒนะไท่หยวนหนึ่งขวด ยาอายุวัฒนะเคล็ดวิชาปรุงยาห้าธาตุหนึ่งขวด ยาปรับร่างสามหยางหนึ่งขวด! เอ๊ะ ยาปรับร่างสามหยางนี้ คือโอสถสำหรับฝึกฝนร่างกายหรือ? นายน้อยลู่หมายความว่าอย่างไรกัน?”
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของเทียนตูแทบจะไม่มี “การฝึกฝนร่างกาย” แม้ว่าหลายคนจะรู้ว่ามีการสืบทอดเคล็ดวิชาเช่นนี้ แต่การฝึกฝนร่างกายย่อมใช้เวลานานและยากลำบากที่สุด พลังที่ได้ก็ไม่มากนัก จึงค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป ดังนั้นหลายคนจึงไม่ให้ความสำคัญกับการฝึกร่างกายมากนัก ถือว่าเป็กระบวนการวางรากฐานที่สำคัญมากกว่า เมื่อผ่านพ้นขั้นหลอมร่างมาแล้ว ก็แทบไม่มีผู้ใดสนใจการฝึกฝนร่างกายอีกต่อไป
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม บรรดานักพรตที่มองขั้นพลังยุทธ์ของลู่อวี่ออก หลังได้ยินเสียงอุทานว่า “ยาปรับร่างสามหยาง” ต่างมีสีหน้าใเล็กน้อย จากนั้นก็แสดงความสับสนงุนงงออกมา แต่ท้ายที่สุดก็แสดงความยินดีปรีดาอย่างยิ่ง
บุคคลเหล่านี้ที่สามารถบำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นนี้ได้ ย่อมเป็ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม เมื่อคิดว่านายน้อยตระกูลลู่ได้มอบของขวัญให้สหายโดยไม่ต้องเตรียมการล่วงหน้า สิ่งของเ่าั้ย่อมเป็สิ่งที่ใช้เองในชีวิตประจำวัน ดังนั้นสองขวดแรกที่มอบให้แก่ตระกูลเซี่ยจึงไม่แปลกใจ แต่ขวดสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงอะไร? แสดงให้เห็นว่านายน้อยตระกูลลู่ยังคงฝึกฝนร่างกายอย่างต่อเนื่อง นี่นับเป็ข่าวที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับทุกคน เมื่อพิจารณาถึงความรวดเร็วในการบำเพ็ญเพียรอันน่าทึ่งของนายน้อยตระกูลลู่ในห้าปีที่ผ่านมานี้ ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบต้นสายปลายเหตุแล้วว่า เหตุใดนายน้อยตระกูลลู่ถึงสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างก้าวะโเช่นนี้
เซี่ยเหยียนเทานับเป็คนฉลาดเฉียบแหลมผู้หนึ่ง หลังหลุดปากออกไปแล้วรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกๆ จึงเงียบลง ก่อนจะก้มสำรวจว่าภายในขวดมีโอสถวิเศษอยู่เท่าไร เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นคนในโรงเตี๊ยมกำลังจับจ้องมาทางพวกตน ก็รีบเอ่ยกับอีกสามคนว่า “ไปกันเถิด เราไปหาที่พักในเมืองก่อน ส่วนเื่จะส่งข่าวกลับไปตระกูลหรือไม่ พวกเ้าก็ตัดสินใจกันเองเถิด แต่ทางที่ดีควรจะส่งข่าวกลับตระกูล เพราะหากมีคนโลภมาก จนยอมเสี่ยงปล้นพวกเราขึ้นมา ความเสียหายจากการถูกปล้นโอสถวิเศษคงมากเกินกว่าจะรับไหว แล้วพวกเราก็ต้องอับอายขายขี้หน้าด้วย ต่อไปในภายภาคหน้า จะมีหน้าไปพบกับสหายลู่ได้อย่างไร?”
จ้าวผิงเฟิงที่เก็บของเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็หัวเราะเสียงดังพลันกล่าวว่า “เหตุใดต้องส่งข่าวกลับไป หากทำเช่นนั้นจริง ก็เกรงว่าโอสถวิเศษเหล่านี้คงเหลือติดมือพวกเราเพียงหยิบมือ ไม่สู้พวกเราไปหาที่พักในเมืองเทียนอวิ๋นแล้วตั้งใจบำเพ็ญเพียร ข้าอยากจะกลับตระกูลไปทำให้คนพวกนั้นประหลาดใจจะแย่แล้ว ฮ่าฮ่า!”
สามคนที่เหลือเห็นความตื่นเต้นของเ้าอ้วนก็เกิดความคิดเช่นเดียวกันขึ้นมา จึงเรียกผู้ติดตามแล้วพากันออกจากโรงเตี๊ยมกระเรียนขาวอย่างรีบร้อน
หลังจากคนกลุ่มนั้นออกไป โรงเตี๊ยมกระเรียนขาวก็กลับมาเงียบสงบชั่วคราว ทุกคนกำลังคัดกรองข่าวที่ได้รับในวันนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนลุกขึ้นมาจ่ายค่าอาหารและตามออกไป ในเมื่อเป้าหมายหลักของพวกเขาไม่อยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็ต้องอยู่ที่นี่ต่อ วันนี้ได้พบนายน้อยตระกูลลู่ก็ถือว่าคุ้มแล้ว โดยเฉพาะเื่ที่นายน้อยลู่มอบโอสถวิเศษให้บรรดาสหายเก่า พวกเขาต่างก็มีความคิดและการคาดเดาในใจ ตอนนี้ต่างก็ยุ่งอยู่กับการคิดว่าจะฝึกฝนอย่างไร หากข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยันแล้ว มันจะกลายเป็ข่าวใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของเทียนตูอย่างแน่นอน
บนหุบเขาลับตาคนทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเทียนตูเซียน มีนักพรตขั้นตงซวนเก้าคนยืนล้อมเป็วงกันอยู่ แต่ละคนมีสายตาและสีหน้าเ็าอย่างยิ่ง ตรงกลางวงมีค่ายกลขนาดประมาณห้าจั้ง ฐานค่ายกลทำจากหินชิงเสวียนที่หายากมาก ถูกนำมาจัดวางอย่างแ่า บนพื้นมีอักขระที่เปล่งแสงระยิบระยับ บริเวณรอบกายของคนทั้งเก้ามีร่องลึกเก้าแห่ง แต่ละแห่งฝังด้วยเซียนหยกระดับสูงสุด ทำหน้าที่เป็แหล่งพลังงานในการเปิดใช้ค่ายกล
นอกเหนือไปจากนี้ ยังมีนักพรตขั้นตงซวนอีกเกือบร้อยคนยืนเฝ้าอยู่รอบนอก แสดงให้เห็นถึงการป้องกันที่เข้มงวด สาเหตุที่สามารถส่งนักพรตระดับสูงจำนวนมากได้ ย่อมไม่ใช่ขุมอำนาจขนาดเล็ก แต่เป็กองกำลังขนาดใหญ่ที่สุดของเทียนตู ซึ่งก็คือตำหนักมหาเทพ
บนพยับเมฆขาวที่ลอยอยู่สูงเหนือจากค่ายกลไปหลายหมื่นจั้ง มีคนสองคนกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ คนทางซ้ายเป็ชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีดำ อายุประมาณสี่สิบปี ไว้หนวดเคราสีดำเล็กน้อย สายตาก้มลงมองเบื้องล่างเป็ครั้งคราว แววตาคมกริบดุจกระบี่ ในมือถือน้ำเต้าสุรายกดื่มเป็พักๆ
ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาว อายุประมาณยี่สิบกว่าปี มีใบหน้าหล่อเหลา กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ และโคจรปรับลมปราณของตัวเองด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึก
