ณ ห้องโถงหลักของจวนสกุลจิ้ง
ในเวลานี้ ก็มีตัวแทนพ่อค้าเกือบสิบคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รับรองด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด
ก็อย่างว่า เพื่อนร่วมอาชีพ บางครั้งก็เป็ทั้งมิตรและศัตรู ยิ่งการแข่งขันในเมืองหลวง การเป็ตัวแทนค้าขายแชมพู ในที่นี้พวกเขาคงยอมไม่ได้ที่จะให้คนใดคนหนึ่งคว้าไปเพียงแค่คนเดียว
“คารวะท่านโหว” จู่ทงเห็นจิ้งหยวนเดินเข้ามาในห้อง เขาก็ยืนขึ้นคำนับก่อนเพื่อนคนอื่นๆ ประกอบกับเขาเป็ที่พ่อค้ารายใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับองค์ชายอู่เค่ออยู่ก่อนแล้ว จู่ทงก็เชื่อมากๆ ว่าวันนี้เขาจะสามารถได้รับสินค้าเป็ตัวแทนในการขายแชมพูได้อย่างแน่นอน
“ท่านโหว” พ่อค้าคนอื่นๆ เองก็ไม่กล้าชักชา รีบยืนขึ้นและป้องหมัดเมื่อจิ้งหยวนนังลงเก้าอี้ตรงกลาง
“ตามสบาย”
“แต่ข้ายังไม่ได้รู้จักชื่อของพวกเ้าในนี้เลย เหตุใดไม่แนะนำตัวเองและกิจการของตัวเองก่อน เพื่อที่จะง่ายขึ้นสำหรับข้าที่จะตัดสินใจ?!” จิ้งหยวนนั่งลงแล้วหยิบกระดาษหยาบที่มีชื่อของกลุ่มพ่อค้าขึ้นมาอ่าน
แต่ภาษาที่ไม่มีวรรคตอนค่อนข้างอ่านยาก และต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่ต้าเซี่ยนและคนอื่นๆ ในจวนจะอ่านและเขียนจุดเว้นวรรคเป็ การฟังจากคำพูดจากปากจึงจะเหมาะมากกว่า
“ข้าน้อย หวางชิ กลุ่มเราอยู่ในการค้าต้นไม้เนื้อหอมเครื่องเทศ”
“ข้าน้อย หลิวหยาน กลุ่มเราอยู่ในการค้าสิ่งของเบ็ดเตล็ด”
“ข้าน้อย จู่ทง เป็พ่อค้ากองคาราวานใหญ่”
“ข้าน้อย ต้วนอี๋……”
พ่อค้าก็พากันแนะนำตัวเองออกมาสั้นๆ โดยสรุป ทั้งสิบตัวแทน มีเพียงแค่สามเ้าอย่าง หวางชิ หลิวหยาน และจู่ทงเท่านั้นที่ถือว่าร่ำรวยและมีกำลังเื่การค้าขายมากกว่าตัวแทนอื่นๆ
กิจการของพวกเขาไม่ได้มีอยู่ในแค่เมืองหลวงอันปิง แต่ยังมีสาขาตั้งอยู่ในอีกหลายหัวเมืองซึ่งเป็ตัวเลือกที่ดีต่อแผนในอนาคตที่จิ้งหยวน้าจะทำ โดยเฉพาะจู่ทง ที่ถือว่าเป็พ่อค้ากองคาราวานที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักร
เอาละ ข้าพอจะเข้าใจแล้ว”
“และทุกคนในที่นี้ก็คงรู้ดีว่าแชมพูและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ข้ามีคืออะไร และข้าก็จะไม่พูดมากไปกว่านี้ ข้าเลือกพวกเ้าเพราะชื่อเสียงและทรัพยากรทางการเงินอยู่เหนือกว่าพ่อค้ารายอื่น แต่ว่าคนอื่นก็สามารถรับ่ต่อจากพวกเขาเป็พ่อค้ารายปลีกได้เช่นกัน
แต่จงฟังข้าที่จะอธิบายเื่ราคาให้ดี หากไม่พอใจในการตัดสิน ก็จงออกไปจากจวนได้และข้าจะไม่ไปส่ง” จิ้งหยวนหยุดพูดเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยาของพ่อค้าเหล่านี้ แม้ตัวแทนพ่อค้าเจ็ดคนจะไม่ได้รับเป็ตัวแทน แต่ก็พอมีเส้นทางสำหรับพวกเขาไม่ได้ปิดโอกาสไปจนหมด
“สินค้าของข้ามีสามระดับ คือเกรดทั่วไป เกรดดี และเกรดพรีเมี่ยม” เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่มีคำถามใดๆ จิ้งหยวนที่จิบน้ำชาก็ค่อยๆ ลดมือลง เปิดปากพูดขึ้น ทุกคนในห้องก็ตั้งใจฟังเป็เด็กดี ถึงจะมีคำประหลาดที่ไม่เคยได้ยิน แต่ก็พวกเขาก็ทำการบ้านก่อนมาที่นี่ ก็พอจะรู้ว่าสินค้าพวกนี้มาจากต่างแดนใช้ภาษาประกิต เป็คำเรียกเหมือนแชมพูที่คนท้องถิ่นในดินแดนอันไกลโพ้นเขาเรียกใช้กัน
“สินค้าพรี่เมี่ยมเป็ผลิตภัณฑ์บรรจุกล่อง ราคาซื้อขายเหมือนในวังหลวงคือกล่องละ 1 ตำลึงเงิน ส่วนสินค้าเกรดดี ข้าให้ราคากล่องละ 500 อีแปะ ส่วนเกรดทั่วไปที่แบ่งขายแชมพู ครีมนวด กับชุดแปรงและยาสีฟันแบบแยกชิ้น ราคาของพวกเ้าที่ขายเป็ขวดๆ จะต้องไม่สูงเกินขวดละ 100 อีแปะ”
“จำไว้ว่านี่คือสินค้าที่ไม่ต่างจากเครื่องบรรณาการถวายวัง มันมีกฏหมายของที่ว่าการหลวงลงตราประทับ ตั้งสูงกว่าราคารับไปจากข้าได้แต่กำไรอย่าเกินงาม โทษของมันคงไม่ต้องให้ข้าอธิบายมาก และหวังว่าพวกเ้าน่าจะเข้าใจดีว่าทำผิดแล้วจะเจอกับโทษอะไร”
จิ้งหยวนไม่้าให้แชมพูมีค่าเท่ากับทองจนคนธรรมดายากจะเอื้อมมือถึง เขา้าปลูกฝังการใช้ของให้เป็ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน การกำหนดราคาแบบตายตัวจึงเป็สิ่งจำเป็ที่มองข้ามไม่ได้
ราคาที่จิ้งหยวนขายพวกตัวแทนจำหน่ายคือขวดละ 80 อีแปะ พวกเขาสามารถขาย 100-120 อีแปะเพื่อเอาส่วนต่างได้
และหากเขาไม่คุมไว้แต่เนิ่นๆ มันจะมีพ่อค้าหัวหมอที่กักตุนสินค้าไว้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ตลาด ซึ่งจะทำให้ระบบการค้าสูญที่เขา้าจะปูในอนาคตผิดแผนไป
ดังนั้น เมื่อ่เช้าเขาจึงพูดคุยและทำข้อตกลงกับองค์ชายอู่เค่อที่ทำงานในที่ว่าการให้ราชสำนัก เพื่อกำหนดราคาที่ตายตัวเอาไว้ จัดเป็ของหมวดหมู่เหมือนการค้าต้องห้ามของต้าชวี ที่ห้ามคนเอาแร่เหล็กหรือตัวไหมเอาไปขายที่นอกอาณาจักร หรือห้ามและขุดบ่อเกลือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ
เพียงแค่แชมพูไม่ได้กำหนดเื่การนำสินค้าเข้าออก แต่เป็การกำหนดราคาเอาไว้ไม่ให้มันพุ่งสูงเกินความจำเป็
“ตอนนี้ ข้ามีกล่องแชมพู 5,000 กล่อง และมีชุดครีมนวดกับแชมพูอีกอย่างละ 10,000 ชุด พวกเ้าสามารถรับแชมพูได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทรัพยากรทางการเงินของพวกเ้า ข้าสงสัยเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น ว่าพวกเ้าจะยอมรับกฏการขายที่ข้าเอ่ยออกมาให้ฟังได้หรือเปล่า” จิ้งหยวนถามและกวาดสายตามองดูพ่อค้าทุกคน
“ท่านโหวอย่ากังวลไปขอรับ การรับสินค้าและข้อตกลงนี้พวกข้าไม่มีข้อกังขา” กลุ่มพ่อค้าใหญ่ทั้งสามคนก็ขานรับคำออกมาพร้อมกันอย่างเข้าใจ ถึงสถานะของพ่อค้าจะยกระดับเทียบเท่าไพร่ แต่เื่อำนาจต่อรองกับทางศาลและราชสำนักก็ยังด้อยกว่าสามัญชน เพราะในสายตาของพวกขุนนาง มักจะมีมองพ่อค้าเป็แค่คนหวังกำไรและกัดกินทรัพยากรแผ่นดินไร้ซึ่งความดี
ดังนั้น แค่จิ้งหยวนอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาทำการค้าขายแบบร่วมมือ มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาสามารถต่อรองกับทางการได้มากขึ้นเพราะยังไงจิ้งหยวนก็มีศักดินาเป็ถึงโหวคนหนึ่ง รองจากฝ่าา อ๋อง และเชื้อพระวงศ์แล้ว ขุนนางคนไหนแม้แต่อัครเสนาบดีใหญ่ก็ไม่สามารถสั่งการหรือทำอะไรต่อคนที่เป็โหวได้ และมีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นคือจักรพรรดิผู้แต่งตั้งทำการเพิกถอนริบศักดิดาของจิ้งหยวนคืน
คนที่แม้แต่รัชทายาทยังมีข่าวว่าตบหน้ามาแล้ว ในต้าชวีคงไม่มีรากฐานใดที่จะมั่นคงไปกว่าูเาไท่ซานอย่างจิ้งหยวนอีก
จนหลังจากคุยรายละเอียดและทำข้อตกลงในใบสัญญา ต่างพึงพอใจทั้งสามพ่อค้าใหญ่และเจ็ดพ่อค้าย่อย ก่อนที่พวกเขาจะขอตัวกลับ เพื่อที่พวกเขาจะกลับมารับสินค้าจริงเมื่อจิ้งหยวนส่งข่าวออกไป ปล่อยให้จิ้วหยวนนั่งคิดอยู่ในห้องโถงเพียงลำพัง
“พวกพ่อค้าในยุคเริ่มต้นของต้าชวีมีสถานะต่ำกว่าที่ข้าคิดมาก เทียบได้กับพวกไพร่แต่ยามติดต่อกับทางการ ขุนนางกลับมองลงมาที่พวกเขาอย่างรังเกียจ”
ในความเห็นของจิ้งหยวน แิและค่านิยมพวกนี้ น่าจะก่อตัวขึ้นจากคำสอนแต่โบราณ ที่เน้นวิถีเรียบง่ายและเกษตรกรรมเป็อาชีพหลัก แล้วหันมาริเริ่มรังเกียจวิถีการหาผลประโยชน์จากการค้าขาย
ทั้งๆ การค้าขายนี่แหละคือกำลังหลักที่จะช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของแผ่นดิน เพียงแต่พวกเขาขาดความรู้เื่ภาษีและไม่รู้วิธีจัดการ
หากพูดถึงคนที่น่าจะมองถึงปัญหาในเื่นี้ออก ก็คงจะมีแค่จักรพรรดิอู่เิหลี่เท่านั้น ที่พยายามนำเื่ภาษีมาควบคุมกลุ่มพ่อค้าแล้วนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาอาณาจักร แต่ขุนนางผู้โง่งมกลับไม่เห็นชอบ ชี้แจ้งอย่างดุเดือดว่าเก็บภาษีจากที่นาและการเก็บเกี่ยวเป็พอ
จิ้งหยวนจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมจบากลางเมืองมาเกือบสิบปีแล้ว แต่ทำไมหัวเมืองใหญ่รอบๆ ของต้าชวีถึงยังคงอดอยากไม่เพียบพร้อมได้กินข้าวอิ่มเหมือนคนในเมืองหลวง
