หลี่จิงจิงและประธานช่าสังเกตเห็นความผิดปกติของหยางเฉิน พวกเธอจึงหยุดด้วยเช่นกัน พวกเธอมองไปยังสายตาที่หยางเฉินจับจ้องมันคือภาพบนผนังนั่นเอง เมื่อประธานเห็นดังนั้นเธอก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า
"นี่คือท่านหญิงกัวเสวี่ยหวา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสงเคราะห์เด็กนิวโฮปของเราและท่านยังได้ก่อตั้งมูลนิธิสงเคราะห์เด็กอีกหลายร้อยแห่ง และทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ต่างเคารพรักท่านเป็อย่างมาก"
นี่เป็ครั้งแรกที่หลี่จิงจิงได้ยินชื่อกัวเสวี่ยหวา เธอเงยหน้ามองผู้หญิงเหมือนมีอายุแค่สามสิบปี ผู้ซึ่งมีทรงผมรวบไปข้างหลังทั้งสง่างามและสูงส่ง ทั้งยังดูเป็มิตร และยังรู้สึกเหมือนไม่กล้าจ้องเป็เวลานาน
"พี่หยางมีอะไรเหรอคะหรือว่าพี่รู้จักกับมาดามกัว?" หลี่จิงจิงถามอยากรู้อยากเห็น
หยางเฉินส่ายหัวเบาๆ
"เมื่อเห็นสาวงามตรงหน้าชายหนุ่มทุกคนก็มักจะหยุดมองเป็ธรรมดา"
หลี่จิงจิงกลอกตาไปมาเธอไม่ได้ใจสิ่งที่หยางเฉินพูดเท่าไหร่นัก
ขณะที่กำลังติดตามประธานช่าเข้าไปข้างในภาพที่ผนังก็ยังคงติดอยู่ในใจหยางเฉินเขารู้สึกเหมือนเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นที่ไหนสักแห่งมาก่อนแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก หยางเฉินจึงหยุดคิดถึงเื่นั้นไปก่อน
เมื่อพวกเขาเข้าไปห้องโถงขนาดใหญ่พวกเขาก็เห็นกลุ่มเด็กๆ ที่สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสทั้งชายหญิง เมื่อเห็นหลี่จิงจิงเดินเข้ามา พวกเด็กๆ ก็รีบวิ่งมาหาเธอทันที!
"พี่จิงจิง!"
"พี่จิงจิงมาแล้วผมอยากเล่นเกมจังเลย!"
"หนูอยากดูพี่วาดรูป!"...
กลุ่มเด็กรีบเข้ามาห้อมล้อมหลี่จิงจิงทันทีที่เห็นพร้อมส่งเสียงร้องขอสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างไร้เดียงสาหลี่จิงจิงยิ้มอย่างมีความสุขขณะที่แขนทั้งสองข้างโดนยื้อแย่งไปมา โชคดีที่เด็กๆเหล่านี้ไม่แข็งแรงมิฉะนั้น เสื้อผ้าของหลี่จิงจิงจะต้องขาดออกจากกันอย่างแน่นอน
หยางเฉินรู้สึกว่าเหมือนหนังศีรษะหนักอึ้งแต่มันก็ไม่ถูกต้องนักหากเขาจะวิ่งหนีไป ดังนั้นเขาจึงเปิดกล่องและพบว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยหนังสือภาพมากมายแต่สิ่งที่ทำให้หยางเฉินทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ หลี่จิงจิงยังได้นำจิ๊กซอว์มาด้วยนั่นหมายความว่าหลี่จิงจิงตั้งใจจะใช้เวลาที่นี่นานพอสมควร
เวลาผ่านไปโดยเร็วกว่าหยางเฉินคาดคิดไว้ เด็กๆ เหล่านี้ห้อมล้อมหลี่จิงจิงเอาไว้ตลอดเวลายกเว้นแค่่เวลาอาหารกลางวันเท่านั้นเหมือนกับว่าเด็กเหล่านี้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาขอร้องให้เล่านิทานให้ฟังและหลี่จิงจิงยังสอนวิธีวาดภาพต่างๆ ให้อีกด้วย
แต่แล้วหลี่จิงจิงก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเธอจึงยกหน้าที่ให้หยางเฉินรับ่ต่อให้การเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังแต่เมื่อเหล่าเด็กๆ ได้ยินเสียงแหบแห้งของหยางเฉินแล้วพวกเขาก็แสดงอาการไม่พอใจออกมาทันที
หยางเฉินเดินลงจากเวทีไปอย่างคอตกเขาได้แต่กลับไปเป็ผู้ช่วยหลี่จิงจิงตามเดิม นั่นทำให้หลี่จิงจิงและคนอื่นๆหัวเราะออกมาเสียงดัง
จนเมื่อถึงตอนเย็น เด็กๆจึงยอมปล่อยหลี่จิงจิงกลับบ้านตามคำสั่งของประธานช่าพวกเขาต่างเฝ้ารอเวลาที่จะได้เล่นกับเธออีก ส่วนหยางเฉินก็ถูกลืมไปตามระเบียบ เมื่อเดินออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพวกเด็กๆ ต่างก็โบกมือร่ำลาหลี่จิงจิง เด็กสาวบางคนถึงกับร้องไห้ออกมา
ในขณะที่โบกมือลาเด็กๆหลี่จิงจิงก็พยายามฝืนยิ้มแย้มและกลั้นน้ำตาเพื่อปิดบังความเศร้าเอาไว้อย่างยากลำบาก
เมื่อกลับไปที่รถหลี่จิงจิงก็รีบนำกระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำตาทันทีหลังจากผ่านการร้องไห้อยู่สักครู่แล้ว เธอก็กล่าวขึ้นว่า "ทุกครั้งที่ฉันกล่าวคำอำลากับพวกเด็กๆฉันรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ทุกครั้ง พวกเขายังเด็กนักแต่กลับไม่มีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้างเลย… พี่หยางวัยเด็กของพี่คงจะยากลำบากมากเลยใช่มั้ยคะ"
หยางเฉินยิ้มกล่าวว่า "มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอกฉันชินกับมันแล้วล่ะ ในบางครั้งหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ทำให้ฉันลืมเื่ของพ่อแม่ไป"
เมื่อคุณเหยียบอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตและความตายในทุกวัน แน่นอนว่าคุณจะไม่มีเวลาไปคิดเื่เกี่ยวกับพ่อแม่และญาติมิตร...
หลี่จิงจิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า
"ฉันแค่อยากจะบอกเล่าเื่ราวให้เด็กๆฟัง รวมถึงให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ กับพวกเขาถึงแม้ว่าฉันจะจนมากในสมัยเด็กแต่ฉันก็ยังมีพ่อกับแม่พวกเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็เด็กที่มีความสุขที่สุดในโลกน่าเสียดายที่เด็กพวกนั้นกลับไม่มีโอกาสอย่างฉันเลย"
หยางเฉินเห็นอาการโศกเศร้าบนใบหน้าของหญิงสาวเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามว่า "วันนี้ครูหลี่ของเรา ให้ของพวกเด็กๆ มากมายแล้วครูหลี่อยากได้ของขวัญบ้างมั้ยล่ะครับ"
หลี่จิงจิงเบ้ปากกล่าวว่า "พี่หยางล่ะก็หยุดล้อฉันได้แล้ว ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ"
"เธอทำงานหนักมาตลอดทั้งวันสำหรับความพยายามของเธอ พี่หยางคนนี้ได้ตัดสินใจที่จะให้รางวัลกับเธอแล้ว"หยางเฉินกล่าวเป็เื่เป็ราว
ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้วแสงเรืองรองของดวงอาทิตย์สาดส่องเข้าไปในรถ ย้อมสีภายในรถให้เป็สีเหลืองทองดูสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในรถเงียบสงบจนแทบได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน
แววตาของหลี่จิงจิงดูลุกลี้ลุกลนเล็กน้อยเธอเหมือนมีเื่บางอย่างอยู่ในใจ สุดท้ายก็เธอกล่าวขึ้นอย่างเอียงอายว่า
"ฉัน้า… ความรักค่ะพี่หยางให้ฉันได้หรือเปล่า?" หลี่จิงจิงกล่าวพลางก้มหน้าลงเธอไม่กล้าสบตากับหยางเฉินตรงๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าหยางเฉินหายไปทันทีมันกลายเป็ความเงียบขรึม นั่นทำให้หลี่จิงจิงเหมือนโดนค้อนทุบลงกลางใจ
"ฉันไม่้าบ้าน รถหรือชื่อเสียงเงินทอง… ฉัน้าแค่ความรักจากพี่เท่านั้นฉัน้าให้พี่หยางสนใจเพียงแค่ฉันคนเดียว และรักฉันคนเดียว… แต่ฉันก็รู้ว่าสิ่งที่ฉัน้ามันคงไม่มีทางเป็จริง..."
ใช่ บางทีฉันควรให้อะไรเธอบ้างแต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เธอ้าเป็สิ่งที่ฉันให้เธอไม่ได้
หยางเฉินถอนหายใจออกมา
"ฉันขอโทษฉันไม่เคยคิดว่าเื่จะเป็แบบนี้ เธอเป็ผู้หญิงสวยและยังสาวฉันเชื่อว่าเธอจะเจอคนที่ใช่จนถึงตอนนั้นฉันอาจไปงานแต่งของเธอในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง" หยางเฉินรู้สึกถึงรสชาติขมปร่าในปากของเขา
หลี่จิงจิงเงยหน้าขึ้นมาดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ แต่เธอก็ยังคงยิ้มออกมา
"พี่หยางอย่าพูดแบบนั้นสิคะพี่เป็เหมือนแม่ฉันอีกแล้ว แม่ที่คอยหาสามีให้ฉันอยู่ทุกวันฉันทรมานแทบตายแล้วรู้มั้ย"
"พ่อแม่ของเธออายุมากแล้วพวกท่านคงอยากอุ้มหลานเร็วๆ น่ะ"
"พอแล้วพี่หยางหยุดปลอบใจฉันซะที ฉันยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ ใครจะรู้ว่าบางทีพี่อาจจะหย่ากับพี่สะใภ้ ถึงตอนนั้นฉันอาจจะมีโอกาส...?"
"อย่าคาดหวังกับพี่นักเลยพี่ไม่ใช่คนดีอย่างที่เธอคิด" เมื่อหันหน้าไปทางหลี่จิงจิงหยางเฉินรู้สึกว่าเขาดูเหมือนคนเลวทรามขึ้นมาทันที
หลี่จิงจิงส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า
"ผู้ชายอย่างพี่ไม่ควรตัดสินเอาเองว่าเป็คนดีหรือเลวผู้หญิงเราต่างหากถึงจะมีสิทธิพูด" สิ่งที่เธอกล่าวออกมาดูเหมือนจะมีเหตุผล
"จิงจิง" หยางเฉินครุ่นคิดถึงเื่บางอย่าง "ก่อนหน้านี้เธอบอกว่าจะย้ายออกจากบ้าน แล้วเธอคิดหรือยังว่าจะย้ายไปไหน?"
"คิดไว้แล้วค่ะฉันจะเช่าอะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่เหมาะสมกับเงินเดือนของฉัน"หลี่จิงจิงกล่าวตอบ
หยางเฉินพยักหน้า เมื่อหญิงสาวเติบโตขึ้นเธอก็จะสามารถคิดนอกกรอบ และเป็อิสระมากขึ้นเมื่อมองท่าทางที่ท้อแท้เล็กน้อยของหลี่จิงจิงแล้ว หยางเฉินก็ไม่ได้พูดอะไรมากเขาสตาร์ทรถและขับตรงไปยังบ้านของเธอ
...
วันหยุดสุดสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนสายลมที่พัดผ่านและแล้ววันจันทร์ก็มาถึง
แม้ว่าหยางเฉินจะรับภารกิจจากภรรยาคนสวยของเขามาแล้วแต่โครงการนี้กลับเป็ความลับสุดยอดของทางบริษัทซึ่งเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยให้ใครได้รู้ดังนั้นในฐานะหัวหน้าเพียงหนึ่งเดียว เขาจึงต้องไปซื้ออาหารเช้าให้สาวๆในแผนกตามปกติ
ขณะที่หยางเฉินเดินเข้ามาในแผนกจางไช่ผู้ตะกละตะกลามก็พุ่งเข้าใส่โต๊ะทำงานของหยางเฉินเป็คนแรกเธอคว้าถุงขนมปังทอดสองถุงกับนม แล้วยืนกินอย่างเอร็ดอร่อย หญิงสาวคนอื่นๆเมื่อเห็นวิธีการที่จางไช่กินต่างก็รับไม่ได้ พวกเธอได้แต่ขบฟันแน่นและต่างพากันอิจฉาจางไช่ ที่มีร่างกายที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเกือบเสร็จแล้วหยางเฉินอดสังเกตโต๊ะทำงานของจ้าวหงเยี่ยนที่นั่งใกล้กับเขาที่สุดไม่ได้เพราะจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เห็นร่างเ้าของโต๊ะเลยนั่นทำให้เขาคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในคืนวันศุกร์ หยางเฉินสังหรณ์ใจว่าอาจจะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอ
ทันใดนั้นเองหลิวิอวี้ก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในแผนกเธอสวมชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม และมีใบหน้าที่แดงก่ำเนื่องจากรีบวิ่งเกินไปเธอมีอาการแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด
"หยางเฉินเกิดอะไรขึ้นกับระหว่างนายกับจ้าวหงเยี่ยนกันแน่?"
น้ำเสียงของหลิวิอวี้ในยามนี้ฟังดูร้อนรนเป็อย่างมากหญิงสาวทุกคนในแผนกได้ยินอย่างชัดเจนสายตาทุกคู่ของพวกเธอต่างจับจ้องไปที่หยางเฉินด้วยความประหลาดใจ
หยางเฉินขมวดคิ้วกล่าวว่า "พี่ิอวี้มีเื่อะไรหรือเปล่า?"
"หงเยี่ยนมาที่บริษัทพร้อมกับสามี หยูกวงและน้องเขย หยูฮุยตอนนี้หงเยี่ยนดูแย่มาก ส่วนหยูกวงกำลังะโเรียกชื่อหยางเฉินและพูดจาหยาบคายต่างๆ ด้วยความเดือดดาลเลย สถานการณ์ที่ชั้นล่างตอนนี้กำลังวุ่นวายมาก"หลิวิอวี้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเ็ป
ใบหน้าหยางเฉินมืดมนลงไปทันตา สองวันที่ผ่านมาจ้าวหงเยี่ยนไม่ได้ติดต่อเขามาอีกเลยเขาจึงคิดว่าเื่นี้คงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแต่ตอนนี้มันดูเหมือนจ้าวหงเยี่ยนน่าจะไม่มีโอกาสติดต่อเขาเองเสียมากกว่า
"เอ้านี่" หยางเฉินส่งอาหารเช้า และนมถั่วเหลืองที่เหลือให้หลิวิอวี้
หลิวิอวี้รับมันไว้ และถามขึ้นด้วยความมึนงงว่า "นายกำลังคิดทำจะอะไรกันแน่?"
"ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่ชายที่ชื่อ ‘หยางเฉิน’ จะต้องปรากฏตัว"