คนกว่าสองหมื่นคนยืนรอเกือบครึ่งชั่วโมง แต่องค์จักรพรรดิยาซินก็ยังมาไม่ถึงสักที
อย่างไรก็ตาม องค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิเกวซ สององค์ชายที่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์มากที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นแปด ทั้งสองคนต่างสวมชุดเกราะสีทองและผ้าคลุมสีดำที่ปลิวไสวไปตามสายลม พวกเขาเหมือนพระเ้าที่กำลังมองลงมาที่โลกมนุษย์จากสรวง์ ในขณะเดียวกันวัวสีขาวก็ถูกดึงขึ้นมาที่ชั้นเก้า...
ทุกคนทำได้แค่ยืนรออย่างเงียบๆ
ซุนเฟยนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนหลังของสุนัขั์ ดวงตาของเขากวาดสายตามองไปยังกองกำลังของอาณาจักรอื่นๆ ที่อยู่ในลานกว้าง
ราชอาณาจักรเซนิทมีอาณาจักรบริวารเหลืออยู่สองร้อยสี่สิบสี่แห่ง แบ่งออกเป็หกระดับเหมือนกับพีระมิด
อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งมีสิบอาณาจักร
อาณาจักรบริวารระดับสองมียี่สิบอาณาจักร
อาณาจักรบริวารระดับสามมีสามสิบอาณาจักร
อาณาจักรบริวารระดับสี่มีสี่สิบอาณาจักร
อาณาจักรบริวารระดับห้ามีหกสิบอาณาจักร
อาณาจักรบริวารระดับหกมีแปดสิบสี่อาณาจักร
เห็นได้ชัดว่าอาณาจักรส่วนใหญ่จะอ่อนแอ ดังนั้นตำแหน่งและจำนวนทหารของแต่ละอาณาจักรจึงแตกต่างกันไป
ซุนเฟยเห็นบางอาณาจักรมีจำนวนทหารมากกว่าสองร้อยคน ทั้งคนทั้งม้าต่างสวมชุดเกราะชั้นยอด บางอาณาจักรมีทหารเพียงหนึ่งร้อยคนซึ่งพวกเขาสวมแค่เกราะหนัง นอกจากนี้ยังมีบางอาณาจักรที่มีทหารประมาณห้าสิบคนนับรวมทั้งคนเลี้ยงม้าและข้ารับใช้ คนพวกนี้อย่าว่าแต่เกราะหนังเลย แม้แต่อาวุธก็ยังไม่พร้อม พวกเขามีเพียงคันธนูที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ และหอกไม้ธรรมดาๆ สภาพดูน่าอเนจอนาถใจที่สุด อาณาจักรเหล่านี้แย่ยิ่งกว่าเมืองแซมบอร์ดในตอนแรกเสียอีก าาบางคนไม่มีปัญญาแม้แต่ที่จะซื้อชุดเกราะโลหะได้ พวกเขาสวมเพียงเสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์เหมือนคนเถื่อน แต่อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ก็มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีบรรยากาศที่ห้าวหาญไม่เป็รองใคร นับได้ว่าไม่อาจดูเบาได้เลย
เมื่อเทียบกันแล้ว อาวุธและชุดเกราะที่ชาวเมืองแซมบอร์ดดูใหม่และดีกว่ามาก อีกทั้งสัตว์พาหนะก็ยังเป็ถึงสัตว์อสูรระดับสี่ อุปกรณ์อื่นๆ ล้วนครบครัน แม้แต่อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งบางแห่งยังสู้เมืองแซมบอร์ดไม่ได้ด้วยซ้ำ
ในขณะที่ซุนเฟยกำลังเฝ้าสังเกตคนอื่น คนอื่นก็กำลังเฝ้าสังเกตการณ์เมืองแซมบอร์ดอยู่เช่นกัน
สายตาบางส่วนที่จ้องมาเต็มไปด้วยความอิจฉา ริษยา ประจบ ความเกลียด ความเป็ปรปักษ์ หวาดกลัวและอื่นๆ อีกมากมาย...ทุกอารมณ์สามารถพบได้
ในขณะที่ซุนเฟยกำลังจะหมดความอดทนอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างมากมายทะยานข้ามขอบฟ้ามาแต่ไกลๆ บรรยากาศที่น่าเกรงขามดุจพระเ้าก็กระจายไปทั่วบริเวณ แสงสว่างหลากหลายสีสันได้ลอยข้ามหัวของพวกเขาไปยังแท่นบูชา
ดวงตาของทุกคนเป็ประกาย พวกเขาลองสังเกตแสงสว่างที่พุ่งข้ามหัวของพวกเขาไปอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าเป็นักเวทของราชวงศ์ทั้งสี่ พลังเวทของพวกเขาเผาไหม้อยู่ในอากาศอย่างสิ้นเปลือง ทำให้พวกเขาเหมือนพระอาทิตย์ที่มีเปลวไฟลุกโชนอย่างร้อนแรง ตามมาด้วยกลุ่มเปลวไฟสีแดงเพลิงที่กำลังทะยานผ่านหัวของพวกเขา
ซุนเฟยหรี่ตาสังเกตอย่างถี่ถ้วน เขาพบว่ากลุ่มเปลวไฟสีแดงเพลิงที่ลอยข้ามหัวของเขาไปเมื่อครู่ ความจริงแล้วเป็ัตัวหนึ่ง หลังของมันมีปีกงอกออกมาคล้ายปีกนกั์ มันอ้าปากคำรามออกมาเป็ระยะๆ คลื่นเสียงขนาดใหญ่ก่อให้เกิดพายุเล็กๆ หมุนวนออกมาในอากาศอย่างเห็นได้ชัด
สัตว์อสูรั!
มันคือัจริงๆ ด้วย!
ในตำนานเล่าไว้ว่า มันเป็ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากั เป็าาแห่งท้องนภา เป็สัตว์พาหนะทางอากาศที่ไร้เทียมทาน
ในใจของซุนเฟยเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นเป็ของจริง
ในหนังภาพยนตร์ของโลกเก่า หนังสือหอหลวงที่เมืองแซมบอร์ด ภาพวาดัั์หรือแม้แต่ในบทกวีที่พวกวณิพกเคยขับขาน ซุนเฟยเคยได้เห็นและได้ยินตำนานของัมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อัั์ที่มีขนาดเท่าูเาเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าตัวเองจะๆ ก็เกิดความรู้สึกตะลึงจนพูดไม่ออก
ไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่ง แค่ขนาดร่างกายของมันก็เพียงพอจะทำลายทุกคนแล้ว มันเหมือนกับมดที่เห็นช้างเป็ครั้งแรก
เสียงคำรามแสบแก้วหูดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า บนหลังของมันแบกบัลลังก์สีทองลึกลับขนาดใหญ่เอาไว้ สัตว์ร้ายนั่นบินอย่างมั่นคงและราบรื่นด้วยการคุ้มกันของเหล่านักเวท มันบินลัดฟ้าเข้ามาในความเร็วที่ไม่ช้าไม่เร็ว ในที่สุดมันก็มาถึงชั้นเก้าของแท่นบูชา
ในขณะที่ับินเข้ามา ทั้งสนามปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัวและความยำเกรง ม้าศึกบางตัวที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหวก็ล้มลงกับพื้นและน้ำลายฟูมปาก
เมื่อัทะยานไปยังแท่นบูชาไม้ร้อยปี มันก็ม้วนตัวอย่างนุ่มนวลครั้งหนึ่ง
บัลลังก์าาที่อยู่ด้านหลังของมันไหวเอนเล็กน้อย ราวกับขนนกที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ มันร่อนลงบนแท่นบูชาชั้นเก้าจนเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ในขณะเดียวกันร่างของนักเวททั้งสี่ที่มีพลังเวทห่อหุ้มทั่วร่างก็ร่อนลงมาที่แท่นบูชาชั้นเจ็ดที่อยู่ต่ำกว่าองค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซหนึ่งชั้น
นักเวทย์ทั้งสี่คนประจำตำแหน่งสี่ทิศทาง พวกเขากวาดสายตามองฝูงชนที่อยู่รอบๆ อย่างระมัดระวัง ในมือของพวกเขากำไม้คทาเวทมนตร์สีขาวที่ยาวประมาณสองเมตรกว่าๆ ไว้แน่น เวทมนตร์ที่ห่อหุ้มร่างของพวกเขาพลันไหลทะลักเข้าไปในวงเวทที่สลักอยู่บนแท่นบูชาไม้ร้อยปี เสียงบางอย่างดังขึ้นมาเบาๆ จากนั้นก็มีแสงสว่างใสๆ สว่างวูบขึ้นมาก่อนจะปกคลุมไปทั้งเวที
ดวงตาของซุนเฟยสำรวจร่างของพวกเขาอย่างรวดเร็ว มองจากระยะไกลจะเห็นเพียงดาวสีทองหกดวงตรงหน้าอกของเหล่านักเวทอย่างชัดเจน
นี่เป็สัญลักษณ์ของนักเวทระดับหกดาว
พวกเขาทั้งสี่คนคือนักเวทผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงค์เซนิท และยังเป็นักเวทระดับหกดาว
ในใจของซุนเฟยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ราชอาณาจักรก็คือราชอาณาจักร คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะสามารถเชิญนักเวทระดับหกดาวถึงสี่คนมาเป็นักเวทประจำราชวงศ์ได้ เื่นี้ช่างทำให้ผู้คนใจริงๆ
แต่เมื่อนึกถึงวงเวทย์ระดับหกดาวที่ติดตั้งอยู่ทั่วหลุมั์ในเทือกเขามอร์โรแล้ว พลังเวทมนตร์ระดับหกดาวของเหล่านักเวทก็ไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจอะไรนัก
อันที่จริงซุนเฟยเดาว่า ความแข็งแกร่งที่ราชวงศ์เซนิทเปิดเผยออกมาตอนนี้ น่าจะเป็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในพระราชวังที่มีการคุ้มกันอย่างแ่า อาจจะมียอดฝีมือระดับสูงที่น่ากลัวซ่อนตัวอยู่ก็ได้!
ดวงตาของซุนเฟยหันกลับไปมองยังบัลลังก์ทองที่อยู่บนชั้นเก้าอย่างรวดเร็ว
บัลลังก์นี้สร้างขึ้นมาจากวัสดุที่ไม่รู้จักและถูกแกะสลักเป็ภาพัสีทอง ภาพัแกะสลักตัวนี้ราวกับมีชีวิต และภาพัที่กำลังโผบินอยู่กลางอากาศก็คล้ายกับัที่บินวนอยู่เหนือแท่นบูชา หัวของัดูน่าเกรงขามมาก ลำคอยืดยาวอย่างงดงาม ภายใต้เขาที่แหลมคม มีปากขนาดใหญ่ที่กำลังอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นถึงคมเขี้ยวที่คมกริบเรียงรายอยู่ในปาก มันคอยพ่นเปลวไฟออกมา บนหลังของัปกคลุมไปด้วยเกล็ดที่แ่าเป็ชั้นๆ และแบกบัลลังก์ขนาดั์ที่สูงกว่าสองเมตร
ทุกคนรู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนั่งบนหลังั นั่นคือ...
จักรพรรดิยาชิน
หลังจากได้อ่านบันทึกที่องค์จักรพรรดิยาซินเคยเขียนไว้ในสมัยที่ยังเป็องค์ชายใหญ่ ซุนเฟยก็ยิ่งอยากรู้จักาาในตำนานคนนี้มาก เขาอยากเห็นคนที่มีพร์ที่ยอดเยี่ยมคนนี้อย่างใกล้ๆ สักครั้ง
ทันใดนั้นก็มีลำแสงสีแดงกระจายออกมาจากบัลลังก์สีทองอย่างหนาแน่น ราวกับมีม่านไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา ม่านไฟนี้คอยขวางกั้นไม่ให้ใครสามารถมองเห็นร่างที่องอาจบนบัลลังก็สีทองนี้ได้ แม้แต่ซุนเฟยที่เป็ถึงนักรบระดับเจ็ดดาวระยะกลางก็ยังมองทะลุม่านไฟนี้เข้าไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะโคจรพลังทั้งหมดไปยังดวงตาของเขา แต่ก็ไม่อาจมองทะลุผ่านม่านไฟนี้ได้
ทำไมเป็แบบนี้?
ซุนเฟยขมวดคิ้วแน่น ในใจของเขาพลันรู้สึกสับสนขึ้นมา
ตามบันทึกในหอหลวงของเมืองแซมบอร์ด การแข่งขันการซ้อมรบในอดีต เวลาที่องค์จักรพรรดิยาซินปรากฏตัวออกมา เขาไม่เคยปิดบังใบหน้าของตัวเองแต่อย่างใด ว่ากันว่า องค์จักรพรรดิยาซินมีร่างกายที่องอาจสง่างามสมเป็จักรพรรดิ ทุกครั้งเขาจะมายืนอยู่ด้านหน้าบนเวทีชั้นเก้าเพื่อกวาดสายตามองเหล่านักรบของทั่วทุกอาณาจักรบริวารที่อยู่ภายใต้การปกครองของเซนิท
และจากคำอธิบายในหนังสือหอหลวง จักรพรรดิยาซินเป็บุรุษที่สง่างามและหล่อเหลา แค่มองจากไกลๆ ก็อดจะรู้สึกเคารพยำเกรงไม่ได้ และท่วงท่าที่องอาจกล้าหาญของเขาก็ทำให้ทุกคนยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว
แต่ทำไมครั้งนี้ องค์จักรพรรดิยาซินถึงได้ปิดบังใบหน้าของตัวเอง?
หรือข่าวลือจะเป็ความจริง? จักรพรรดิยอดนักรบคนนั้น ตอนนี้เป็ดั่งตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า? ที่ปกปิดใบหน้าไว้ก็เพราะไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าที่ใกล้ตายของตัวเอง?
ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะอยู่ห่างจากเวทีมาก แต่เขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและอ่อนแอของทุกคนบนเวที
ต่ำกว่าชั้นเจ็ดลงมามีเหล่าองครักษ์จำนวนยี่สิบกว่าคนคอยคุ้มกัน พวกเขาต่างเป็นักรบระดับสามถึงห้าดาว บนชั้นเจ็ดมีสี่นักเวทของราชวงศ์ยืนอยู่ พวกเขาทั้งสี่คนคอยโคจรเวทมนตร์ในร่างอย่างต่อเนื่องจนเกิดแสงสว่างเรืองรองขึ้นมาราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ในยามค่ำคืน ส่วนชั้นแปด องค์ชายอาร์ชาวินได้ปลดปล่อยพลังของนักรบระดับหกดาวออกมา ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารและกลิ่นอายกระหายเื ความแข็งแกร่งของเขาเหนือชั้นกว่าเหล่านักเวททั้งสี่คนหลายขุม ส่วนองค์ชายรองโดมิงเกวซสวมชุดเกราะเวทมนตร์เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาคือนักรบระดับสี่ดาว เมื่อเทียบกับองค์ชายอาร์ชาวินแล้ว องค์ชายรองยังห่างชั้นกว่ามาก แต่ถ้าเทียบเื่หน้าตา แน่นอนว่าองค์ชายรองโดมิงเกวซเหนือกว่าหลายขุม แค่เขายืนอยู่เฉยๆ ก็เหมือนมีแสงไฟส่องลงมา ราวกับว่าเขาได้แย่งสิ่งที่ดีงามของผู้ชายทุกคนไป ไม่ว่าจะรูปร่างที่สูงสง่า ท่วงท่าที่แสนงดงามและใบหน้าที่หล่อเหลาจนแม้แต่เหล่าทวยเทพยังต้องอิจฉา เมื่อมายืนคู่กับองค์ชายใหญ่แล้ว เขากลับดึงดูดความสนใจจากผู้คนนับพันได้เป็อย่างดี
ความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้ ซุนเฟยสามารถรับรู้ได้ทั้งหมด
แต่ความแข็งแกร่งของคนที่อยู่บนบัลลังก์สีทอง ซุนเฟยกลับไม่สามารถรับรู้ได้ คล้ายกับว่ามีพลังอะไรบางอย่างมาปิดกั้นการรับรู้ของซุนเฟยไว้
“มอ…” วัวสีขาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีส่งเสียงร้องออกมาอย่างลำพองใจ
ั้แ่มันเกิดมาก็ถูกทางราชวงศ์เลี้ยงดูปูเสื่อมาเป็อย่างดี ทุกวันจะมีข้ารับใช้คอยอาบน้ำแปรงขนให้มัน นำอาหารที่ดีที่สุดมาให้ นอนหลับบนฟูกขนสัตว์นุ่มนิ่มและดื่มน้ำสะอาดทุกวัน ทุกอย่างก็เพื่อวันนี้ วันที่หัวใจของมันจะต้องถูกควักออกมาเพื่อทำนายโชคชะตาในอนาคตอีกสามปีข้างหน้าของราชอาณาจักร น่าเสียดายที่วัวตัวนี้ไม่ได้รู้เลยว่าจุดจบของมันกำลังจะมาถึงแล้ว มันยังคงนอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์ ประหนึ่งตัวเองเป็าาผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังก้มมองดูไพร่อีกสองหมื่นคนที่อยู่ด้านล่าง ในดวงตาของมันไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
--------------------
