เช้าวันจันทร์หยางเฉินเดินถือกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กมุ่งหน้าไปยังสนามบินจงไห่ตามสัญญาที่ให้ไว้กับโม่เชี่ยนนี
โม่เชี่ยนนียืนสวมแว่นตากันแดดพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใส่ หูทั้งสองข้างของเธอใส่หูฟังเอาไว้ ริมฝีปากสีหวานขยับน้อยๆ เนื่องจากเคี้ยวหมากฝรั่งพลางเหม่อมองนาฬิกาข้อมือ
เมื่อเห็นหยางเฉินมาช้ากว่าเวลาที่นัดเอาไว้ เธอก็เลิกแว่นตากันแดดขึ้นพลางกล่าวว่า “ทําไมทุกครั้งฉันต้องเป็ฝ่ายรอ? นายมันช่างไม่เป็สุภาพบุรุษเอาเสียเลย”
“ทุกครั้งของคุณนี่แค่สองครั้งเองนะครับ” หยางเฉินกล่าวพลางถือวิสาสะใช้มือล้วงของเขาเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเกตของโม่เชี่ยนนีเพื่อควานหาหมากฝรั่ง
ภายในบริเวณสนามบินที่กว้างขวางเต็มไปด้วยผู้โดยสารจํานวนมาก ดังนั้นโม่เชี่ยนนีจึงค่อนข้างเขินอายและพยายามดึงมือหยางเฉินออกไปจากกระเป๋าเสื้อของตน
“นายจับอะไรของนายน่ะ ฉันไม่มีหมากฝรั่งแล้ว!”
หยางเฉินยังไม่ชักมือของเขาออก มือซุกซนของเขาล้วงเข้าไปลูบเอวบางของเธออย่างนุ่มนวล ใบหน้าของโม่เชี่ยนนีในตอนนี้พลันเปลี่ยนเป็สีแดงปลั่ง สายตามองหยางเฉินอย่างแง่งอน
"ฉันไม่สงสัยเลยว่า อันธพาลอย่างนายจัดการกับภรรยาของนายยังไง!"
หยางเฉินคิดว่าประโยคนี้ไม่ควรพูดออกจากปากของเธอ... แต่แน่นอนว่าถ้าเขาเถียงออกไปจะต้องเกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบอย่างแน่นอน
เวลาในการเดินทางไปถึงเสฉวนนั้นราวๆ สี่ชั่วโมง หยางเฉินเหม่อมองแอร์โฮสเตสที่เดินยิ้มแย้มไปมาก็อดคิดถึงอันซินขึ้นมาไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่เจอกันอันซินผู้เชื่อมั่นในโชคชะตาได้บอกกับเขาว่าถ้าเกิดเธอกับเขาบังเอิญเจอกันอีกครั้ง เธอจะยอมรับในตัวหยางเฉินทั้งตัวและหัวใจ
หลังจากใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมงบนเครื่องบิน ในที่สุดเครื่องบินก็เข้าสู่เขตแดนของมณฑลเสฉวนและสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามได้จากหน้าต่างห้องโดยสาร สายตาโม่เชี่ยนนีทอดยาวออกไปนอกหน้าต่าง เธอตกอยู่ในภวังค์อย่างเหม่อลอย
“หลายปีแล้วใช่มั้ยที่คุณไม่ได้กลับมาที่นี่” หยางเฉินสังเกตเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโหยหาของโม่เชี่ยนนี จึงเอ่ยถามเพื่อดึงความสนใจของเธอกลับมา
โม่เชี่ยนนีพยักหน้า รอบดวงตาของเธอเริ่มกลายเป็สีแดงระเรื่อ
“ฉันจําได้ว่าเมื่อก่อนการเดินทางจากที่นี่ไปจงไห่นั้นลําบากเป็อย่างมาก ไม่คิดว่าตอนนี้จะได้นั่งเครื่องบินกลับมาที่นี่อีกครั้ง"
“คุณมีของขวัญมาฝากคุณแม่หรือเปล่า?” หยางเฉินถาม
“ฉันไม่บอกนายหรอก” เมื่อพูดถึงแม่ของโม่เชี่ยนนีแล้ว ในดวงตาของเธอก็อิ่มเอมไปด้วยความสุขขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าเธอเฝ้ารอวันที่จะได้เจอคุณแม่อย่างใจจดใจจ่อ ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาเครื่องบินก็ลงจอดที่ท่าอากาศยานอย่างนุ่มนวล ปลอดภัย
บ้านของโม่เชี่ยนนีตั้งอยู่ตามแนวเทือกเขาฉีเหลียน เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างไกลเกินไป จึงต้องใช้รถไฟในการเดินทางผ่านูเาที่คดเคี้ยว และต่อด้วยการเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณสิบนาที
หยางเฉินได้ยินวิธีการเดินทางอันทรหดครั้งนี้ ก็รู้สึกขนลุกไปจนถึงกลางศีรษะและเอ่ยถามโม่เชี่ยนนีว่า
“ที่บ้านคุณไม่มีไฟฟ้าใช้เหรอครับ”
โม่เชี่ยนนีจ้องมองไปที่หยางเฉินพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า
“ไม่มีไฟฟ้าแล้วแม่จะโทรหาฉันได้ยังไง? การคมนาคมที่นี่แค่ไม่สะดวกสบายเท่านั้น หมู่บ้านของเราไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆ นะ แค่ทางทิศเหนือและทิศใต้ร่วมกันก็หลายร้อยหลังคาเรือนแล้ว!”
หยางเฉินสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างโล่งอก เขาคล้ายเห็นแสงเทียนแห่งความหวังรําไรหลังจากนั่งแท็กซี่ไปยังสถานีรถไฟเก่าแก่ ซึ่งยังคงเป็รถไฟหัวรถจักรสมัยเก่าซึ่งจะออกเดินทางใน่บ่ายเท่านั้น หลังจากซื้อตั๋วแล้วทั้งสองคนก็ซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นไปนั่งกินบนรถไฟ
ผู้คนภายในรถไฟค่อนข้างวุ่นวาย มีคนจำนวนหนึ่งนําสินค้าพื้นเมืองอีกทั้งของป่าจากูเาเข้ามาขายภายในห้องโดยสาร แต่ทว่าโม่เชี่ยนนีหลับไปอย่างรวดเร็วแม้เสียงคํารามของรถไฟจะดังสักแค่ไหนก็ตาม เนื่องจากรถไฟจะเดินทางเป็เวลาสองชั่วโมงและจอดพักอยู่แค่สามสถานีเท่านั้น
เมื่อรถไฟหยุดลงที่สถานีแรก ก็ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเนื้อตัวมอมแมมในปากคาบบุหรี่ กลิ่นฉุนของมันทําให้ผู้โดยสารหลายคนออกอาการไม่พอใจกันถ้วนหน้า เนื่องจากรถไฟขบวนนี้แทบจะไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถยับยั้งพฤติกรรมหยาบช้าของมนุษย์ูเาเหล่านี้! กลิ่นไม่พึงประสงค์และเสียงอึกทึกได้ปลุกโม่เชี่ยนนีให้ตื่นจากการหลับใหล เธอลืมตาขึ้นมาเห็นคนจํานวนหนึ่งสูบบุหรี่อย่างไร้ยางอาย นั่นทําให้เธอขมวดคิ้วเข้าหากันทันที ในเวลานี้ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นต่างจ้องมองมายังหยางเฉินและโม่เชี่ยนนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายคนจ้องมองโม่เชี่ยนนีตาเป็มัน
นั่นเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อาศัยบนูเามักมีผิวหน้าที่หยาบกระด้างจากแสงแดด และการทํางานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ในขณะที่โม่เชี่ยนนีนั้นงดงามเปล่งปลั่งผิวขาวละเอียดอ่อนของเธอ สามารถทําให้ชายทุกคนตกอยู่ภายใต้ความลุ่มหลงมัวเมาอย่างง่ายดาย
สุดท้ายชายหน้าดําคนหนึ่งก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป มันเดินเข้าไปนั่งข้างๆ หยางเฉิน แล้วจ้องมองใบหน้าด้านข้างของโม่เชี่ยนนีพร้อมยิ้มยิงฟันเหลืองแซมดําออกมา
“น้องเป็คนที่ไหนเหรอ?"
หยางเฉินที่กําลังมองออกไปนอกหน้าต่างได้ยินดังนั้นก็หันศีรษะกลับมาอย่างช้าๆ เขาไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวของชายหน้าดําเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินสําเนียงเสฉวนของชายหน้าดําหยางเฉินก็ยิ้มก่อนกล่าวว่า
“จงไห่”
“จงไห่?” ชายหน้าดําพิจารณาหยางเฉินั้แ่หัวจรดเท้าเหมือนเห็นคนประหลาด
“มิน่าเล่า น้องชายถึงใส่เสื้อผ้าคล้ายคนในทีวีที่อาศัยอยู่บนตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ เอ๊ะ! น้องชายอาศัยอยู่บนตึกสูงขนาดนั้นไม่กลัวตกเลยงั้นหรือ?"
เมื่อเผชิญกับปัญหาไร้สาระ หยางเฉินก็ไม่ทราบว่าจะตอบออกไปอย่างไร
“ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลย”
ชายฉกรรจ์ูเาหลายคนบนรถไฟหัวเราะเยาะเย้ยออกมาเป็การใหญ่ “หน้าดําเอ็งอย่าพูดจาไร้สาระซิ!”
ชายหน้าดําจ้องมองหยางเฉินพร้อมกล่าวว่า “พวกน้องชายจะไปทีู่เางั้นหรือ แล้วไปทําอะไรกันล่ะ?”
“เพื่อพบคนสําคัญ”หยางเฉินกล่าวอย่างคลุมเครือ
โม่เชี่ยนนีเห็นหยางเฉินและคนผิวดําพูดคุยกันนานแล้ว แต่เธอก็แสร้งทําเป็ไม่รู้พลางจ้องมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างต่อไป ชายหน้าดําหัวเราะเสียงดัง ''ฮิๆ'' ก่อนกล่าวว่า
“นี่ๆ น้องชาย เมียของน้องช่างน่ารักจริงๆ นะ ในูเาของเราร้อยปียังไม่เคยเห็นสวยๆ แบบนี้บ้างเลย ดูน้องสิผอมแห้งกว่าลูกชายพวกเราอีก นี่ขาหรือเส้นผมล่ะเนี่ย!”
หยางเฉินสามารถฝืนยิ้มออกมาได้ เขาพบว่าไหล่ของโม่เชี่ยนนีสั่นสะท้าน ความ้าของหญิงสาวในตอนนี้คือการได้มาเยี่ยมแม่ของเธอ แต่กลับเจอเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกลางทาง นั่นทําให้เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ชายหน้าดํากระซิบที่ข้างหูหยางเฉินพลางกล่าวด้วยเสียงตํ่าว่า
“คืออย่างนี้นะน้องชาย เรามีพี่น้องไม่กี่คนที่้าจะลิ้มลองของสดใหม่ พวกเราอยากให้ภรรยาของน้องช่วยอะไรพวกเราเล็กๆ น้อยๆ ได้หรือไม่?"
แม้เสียงกระซิบของชายหน้าดําจะเบา แต่โม่เชี่ยนนีก็ได้ยินความหยาบกร้านของมันอย่างชัดเจน เมื่อเธอได้ยินคําพูดน่ารังเกียจจากคนกลุ่มนี้โม่เชี่ยนนีก็ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป
“ไอ้ตัวบัดซบ ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!!”
โม่เชี่ยนนีไม่สามารถระงับความโกรธนี้เอาไว้ได้อีก ทันใดนั้นเองชายฉกรรจ์ห้าถึงหกคนก็ยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียง พวกมันเผยรอยยิ้มออกมาอย่างชื่นมื่น ชายหน้าดําเห็นพรรคพวกยืนขึ้นก็ยืนขึ้นบ้างพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า
“นังนี่กล่าวหาคนซื่อสัตย์อย่างพวกเราว่าเป็ตัวบัดซบงั้นหรือ?”
ผู้โดยสารบางคนรู้ที่มาของชายกลุ่มนี้ ต่างมองไปที่โม่เชี่ยนนีด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ แต่หลายคนก็ยังเฝ้ามองว่าสถานการณ์จะเป็เช่นไรต่อ
“แก... แก..." โม่เชี่ยนนีพบว่าตนหลงกลเข้าแล้ว ต่อหน้าชายฉกรรจ์ที่ห้อมล้อมรอบกายนั้น ทําให้เธอรู้ได้ทันทีว่าไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีกต่อไป ทันใดนั้นเองหยางเฉินก็ปล่อยข้อมือของโม่เชี่ยนนีออกแล้วยืนขึ้น
โม่เชี่ยนนีเพิ่งจะจําได้ทันทีว่ามีหยางเฉินอยู่ข้างๆ อารมณ์เกรี้ยวกราดของเธอสงบลงทันทีเพราะเคยรับรู้ด้านที่น่ากลัวของเขามาก่อน แต่ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่สามารถลบล้างมันออกไปได้ง่ายๆ
“น้องชาย... อ้า... เมียเอ็งนี่บ้าจริงๆ ต่อหน้าคนมากมายกลับยังไม่ไว้หน้าข้า ถ้าไม่บอกเหตุผลที่ดีเพียงพอล่ะก็ พวกเราจะไม่ไปไหนเด็ดขาด” ชายหน้าดําถามหาความเที่ยงธรรมอย่างกับเปาบุ้นจิ้น
หยางเฉินพยายามระงับอารมณ์ของโม่เชี่ยนนีและให้เธอนั่งลงอย่างผ่อนคลาย ในขณะที่กําลังคิดว่าจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไรดีนั้น! ไม้ไผ่เล่มยาวก็ฟาดเข้าที่หัวของชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง!
