หวาชิงเสวี่ยตะลึงจนอ้าปากค้าง
นางอธิบายไปหมดแล้ว ไฉนยังจะโบยคนอีก...
โบยรอบแรกกับรอบหลังทีละยี่สิบไม้กระบอง คนจะถูกตีจนตายหรือไม่?
หวาชิงเสวี่ยอ้าปากพะงาบ แล้วก็หุบปาก นางไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง กลัวว่าหากพูดอะไรผิดไปจะทำให้คนอื่นต้องโดนทุบตี...
ฟู่ถิงเย่มองไปรอบๆ แล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า "ขอคุยด้วยเป็การส่วนตัวหน่อย"
"อ้อ..." หวาชิงเสวี่ยรีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วพูดกับป้าเฉาที่แผงขายเต้าหู้ข้างๆ ว่า "รบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยนะเ้าคะ"
ทุกคนมองหวาชิงเสวี่ยเดินตามท่านแม่ทัพไป แล้วก็พูดคุยกันอย่างครึกโครม
"ท่านแม่ทัพตั้งใจมาหาแม่นางหวาหรือ?"
"ไม่รู้สิ...หรือว่าแค่ผ่านมาเฉยๆ นะ?"
"พวกเขามีความสัมพันธ์กันแบบไหน?"
"เมื่อครู่ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ? ท่านแม่ทัพเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตน้องหวาเอาไว้!"
"แหมแหม...หากเป็พระคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ก็ไม่เห็นจะต้อง..."
"ระวังปากหน่อย! หากท่านแม่ทัพได้ยินเข้า เดี๋ยวจะโดนโบยยี่สิบไม้เอา!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ..."
"วันนี้โชคดีจริงๆ ออกมาเดินซื้อกับข้าวก็ยังได้เจอท่านแม่ทัพใหญ่"
"..."
...
ฟู่ถิงเย่พาหวาชิงเสวี่ยไปที่ห้องส่วนตัวของโรงน้ำชา ชั้นสองทั้งชั้นไม่มีคน เสี่ยวเอ้อยกน้ำชาขึ้นมาเสิร์ฟแล้วก็ถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
ฟู่ถิงเย่ไม่พูด หวาชิงเสวี่ยก็ไม่พูด
อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศ...ตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จ้าวเซิงมองคนโน้นทีคนนี้ที ในใจเหมือนมีม้าโคลนหญ้าหมื่นตัววิ่งพล่านไปมาอย่างร่าเริง [1]
ท่านแม่ทัพ! ท่าทางขึงขังของท่านตอนที่ยืนอยู่ข้างถนนเมื่อครู่นี้หายไปไหนหมดแล้ว?! เอาความกล้ายามที่ด่าว่านางเป็สตรีมากรักหลายใจกลับมาเดี๋ยวนี้!
"ข้า..."
"เ้า..."
ทั้งสองพูดพร้อมกัน
หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงด้วยความกระอักกระอ่วน
"..." ฟู่ถิงเย่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "องค์รัชทายาทเสด็จกลับเมืองหลวงแล้ว จะขึ้นครองราชย์หลังปีใหม่นี้ โดยมีหนิงอ๋องกับท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วร่วมกันเป็ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน"
หวาชิงเสวี่ยเผยสีหน้าใ "หนิงอ๋อง...เขายินยอมหรือ?"
มิใช่ว่าเขาอยากเป็ฮ่องเต้เองหรือ?
ตอนนี้แค่สำเร็จราชการแทนหลี่จิ่งหนาน จะยอมหรือ? วันข้างหน้าจะรอโอกาสแย่งชิงบัลลังก์อีกหรือไม่...
"เขาไม่อาจปฏิเสธได้" ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "องค์รัชทายาทจะทรงแต่งตั้งข้าเป็อ๋องหลังจากขึ้นครองราชย์ อำนาจทางทหารทั้งหมดฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือจะอยู่ในมือข้า หากไม่มีอำนาจทางทหาร ต่อให้หนิงอ๋องแย่งชิงราชบัลลังก์มาได้ เขาก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้"
หวาชิงเสวี่ยเริ่มเข้าใจบางอย่างรางๆ ท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วคนหนึ่ง รวมกับฟู่ถิงเย่อีกคนหนึ่ง ถ่วงดุลอำนาจกับหนิงอ๋อง ดังนั้น...ตอนนี้หลี่จิ่งหนานปลอดภัยแล้ว?
แต่อะไรทำให้องค์รัชทายาทแต่งตั้งฟู่ถิงเย่เป็อ๋อง?
การแต่งตั้งตำแหน่งอ๋อง ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ล้วนเป็เื่ใหญ่ ใครเป็คนต้นคิดกัน? ...หลี่จิ่งหนานเพิ่งอายุแค่แปดขวบ ไม่น่าจะมีความคิดแบบนี้ เช่นนั้น เป็ข้อตกลงบางอย่างระหว่างฮองเฮากับฟู่ถิงเย่หรือ?
เื่ในราชสำนัก หวาชิงเสวี่ยไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงพยักหน้าหงึกๆ ทั้งที่ยังสับสน คิ้วยังคงขมวดมุ่นั้แ่ต้นจนจบ
จ้าวเซิงที่อยู่ข้างๆ ลอบสังเกตหวาชิงเสวี่ยเงียบๆ รู้สึกไม่เข้าใจบางอย่าง...
การตอบสนองของสตรีนางนี้ดูแปลกๆ ...
คนทั่วไป เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ทัพจะได้รับการแต่งตั้งเป็อ๋อง จะไม่แสดงท่าทีตื่นเต้นหน่อยหรือ? ไม่เอ่ยแสดงความยินดีหรืออย่างไร?
นางเล่า? แค่พยักหน้า แล้วต่อจากนั้น...ก็ไม่มีท่าทีตอบสนองอะไรอีกเลย!!!
นี่! เ้ารู้หรือไม่ว่าการแต่งตั้งเป็อ๋องหมายความว่าอย่างไร?!
"แต่ว่า..." หวาชิงเสวี่ยลังเลแล้วลังเลอีกก่อนจะพูดขึ้น
จ้าวเซิงรีบตั้งใจฟัง อยากรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะพูดอะไร
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเคร่งขรึม ถามว่า "แต่ว่าอะไร?"
หวาชิงเสวี่ยพูดอย่างลังเลว่า "ข้าแค่รู้สึกว่า...หนิงอ๋อง...เป็ภัยแอบแฝง"
จ้าวเซิงอยากจะเอาหัวโขกพื้น
ชมเชยท่านแม่ทัพของข้าสักคำมันยากนักหรืออย่างไร?!
"อืม" ฟู่ถิงเย่พยักหน้าหงึก "ตอนนี้ศัตรูภายนอกจ้องมองอยู่ แคว้นต้าฉีไม่ควรเคลื่อนไหว ทางที่ดีควรรักษาความสงบสุขในปัจจุบันเอาไว้ก่อน ส่วนอนาคตจะเป็อย่างไร ค่อยว่ากันอีกที หากเขาสามารถขึ้นสู่อำนาจได้จริง ก็ถือว่าเป็ความสามารถของเขา"
คำพูดนี้ ช่างเ็านัก...
หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้ม ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
เดิมทีนางก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะวิพากษ์วิจารณ์เื่แบบนี้
ฟู่ถิงเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ครั้งนี้ที่ข้ามาหาเ้า นอกจากจะมาบอกเื่ขององค์รัชทายาทแล้ว อีกเื่ก็คือ..."
เขาหยุดพูด มองหวาชิงเสวี่ยอย่างแน่วแน่ "เื่ที่อยู่ของเ้า...ข้าคิดว่า ในระยะยาวเ้าควรจะไปอยู่ที่จวนแม่ทัพ"
"พรึด! ..."
หวาชิงเสวี่ยที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่เกือบจะพ่นออกมา!
นางรีบโบกมือพร้อมกับหัวเราะ "จะเป็ไปได้อย่างไร? ท่านแม่ทัพอย่าล้อเล่นสิเ้าคะ ตอนนี้ข้าอยู่ที่ตรอกถงหลิงก็ดีอยู่แล้ว ทุกวันตอนที่ออกไปขายของก็สะดวก เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ไปอยู่ที่จวนแม่ทัพคงไม่เหมาะ รบกวนท่านอยู่เรื่อยแบบนี้ข้าก็เกรงใจ"
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าแข็งค้าง ราวกับถูกแช่แข็ง ทั้งร่างก็ดูเหมือนจะแข็งทื่อไปด้วย...
จ้าวเซิงเห็นภาพรางๆ ลูกธนูหลายร้อยดอกกำลังปักอยู่บนร่างของท่านแม่ทัพ!
สตรีนางนี้ พูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นเหลือเกิน!
นางดูไม่ออกเลยหรือว่าท่านแม่ทัพกำลังแสดงความรู้สึกดีๆ กับนาง? ชวนไปอยู่ที่จวนแม่ทัพแล้ว ยังจะเอาแต่คิดถึงการขายของข้างถนนอยู่อีกหรือ?
แท้จริงแล้วนางแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆ หรือว่ากำลังเล่นตัว?
ฟู่ถิงเย่กำหมัดแน่น ถามเสียงต่ำว่า "หรือว่า...เ้าไม่มีแผนอะไรในอนาคตเลย?"
เขากับนางทำแบบนั้นไปแล้ว...หรือว่านางไม่ได้ใส่ใจเลยจริงๆ? คิดจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?!
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "แน่นอนว่ามีแผนสิเ้าคะ ่นี้ข้าลองทำขนมชนิดอื่นๆ เตรียมจะขายใน่ก่อนปีใหม่ เมื่อเก็บเงินได้มากพอ ข้าอยากจะซื้อบ้านพักเป็ของตัวเองสักหลัง..."
จ้าวเซิงอยากจะร้องไห้ จึงพูดออกไปตามตรงว่า "แม่นางหวา แผนการที่ท่านแม่ทัพถามถึง...หมายถึงเื่งานมงคลแต่งงาน"
หวาชิงเสวี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"งานมงคล? ...แต่งงาน?"
ถามแบบนี้เพราะเหตุใด?
หวาชิงเสวี่ยยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ นางพูดพึมพำว่า "ตอนนี้...ยังไม่ได้คิดเลยเ้าค่ะ"
จ้าวเซิงอยากจะะโออกมาว่า เช่นนั้นเ้าก็เริ่มคิดตอนนี้เลยสิ!
ใครจะไปรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยกลับพูดด้วยความลำบากใจว่า "ท่านแม่ทัพ ร้านของข้ายังฝากคนช่วยดูอยู่นะเ้าคะ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว หากท่านไม่มีธุระอะไร ข้าขอตัวกลับไปเก็บร้านก่อน..."
นางไม่เก็บร้าน ป้าเฉาก็ต้องรออยู่ จะไปรบกวนมากได้อย่างไร
สีหน้าของฟู่ถิงเย่มืดครึ้มลงหลายส่วน เพราะมีหนวดเคราบังอยู่ หวาชิงเสวี่ยจึงมองไม่ชัด นางเพียงรู้สึกว่าฟู่ถิงเย่ก็ยังเหมือนเช่นเดิม เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย น่ากลัวเล็กน้อย
"ท่านแม่ทัพ?" นางลองเรียก
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าด้วยท่าทางแข็งทื่อ "ไปเถอะ"
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความแปลกใจ เพราะรีบกลับไปเก็บร้าน จึงไม่ได้คิดอะไรมาก จับชายกระโปรงแล้วเดินลงไปชั้นล่าง
พอนางเดินพ้นออกจากประตูโรงน้ำชา ทันใดนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันหน้ากลับไปมองที่ชั้นบน
นางคิดมากไปเองหรือไม่?
ท่านแม่ทัพมาถามเื่การแต่งงานของตนเองแบบแปลกๆ แล้วยังจะให้นางไปอยู่ที่จวนแม่ทัพ...
หรือว่า เขาอยากจะ...
พอนึกถึงเื่นี้ หวาชิงเสวี่ยก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
จะเป็ไปได้อย่างไร? นางกับท่านแม่ทัพใหญ่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เขาจะมาแต่งงานกับนางได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็ถึงแม่ทัพของแคว้น เดี๋ยวก็จะได้รับแต่งตั้งเป็อ๋อง อยากได้สตรีแบบใดก็หาได้! นางนี่ก็ช่างกล้าคิดจริงๆ ฮ่าฮ่า ไม่ทันไรก็คิดเข้าข้างตัวเองเสียแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยเยาะเย้ยตัวเอง สลัดความคิดไร้สาระพวกนั้นทิ้งไป แล้วสับเท้าเดินออกจากโรงน้ำชาอย่างรวดเร็ว
จ้าวเซิงมองดูอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองของโรงน้ำชาตลอดเวลา
เมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ยเดินจากไปไกลแล้ว ฟู่ถิงเย่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตามไป อีกทั้ง...สีหน้ายังดูแย่ลงเรื่อยๆ
"จ้าวเซิง" จู่ๆ ฟู่ถิงเย่ก็เรียกชื่อเขาขึ้นมา
จ้าวเซิงสะดุ้ง แข้งขาอ่อนแรง "ท่านแม่ทัพ"
อย่าสั่งโบยข้าเพิ่มอีกเลยนะ...
ฟู่ถิงเย่พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ "เมื่อครู่นี้นางกำลัง...ปฏิเสธข้าอย่างอ้อมค้อมเช่นนั้นหรือ?"
ปฏิเสธอะไรกัน! นางยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ!
จ้าวเซิงตอบอย่างระมัดระวังว่า "ท่านแม่ทัพ ตามที่บ่าวเห็น แม่นางหวามีนิสัยไร้เดียงสา อาจจะ...ไม่เข้าใจความหมายของท่านแม่ทัพขอรับ"
"เ้าจะบอกว่า นางไม่เข้าใจที่ข้าพูด?" ฟู่ถิงเย่ถามเสียงเข้ม
จ้าวเซิงลอบปาดเหงื่อ "เป็เช่นนั้นขอรับ"
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง พูดกับตัวเองว่า "หรือว่าข้าต้องพูดให้ชัดเจน? แต่แบบนั้นจะไม่เป็การหยาบคายเกินไปหน่อยหรือ..."
เหงื่อที่จ้าวเซิงเพิ่งเช็ดไปก็ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากอีกครั้ง!
"ท่านแม่ทัพ..." จ้าวเซิงเกลี้ยกล่อม "บ่าวเห็นว่า เื่นี้ควรวางแผนในระยะยาว อย่าได้ใจร้อนขอรับ..."
อย่างไรเสีย ฐานะก็เห็นๆ กันอยู่ คนที่จะแต่งงานด้วยยังเป็หญิงสาวธรรมดานางหนึ่ง หากการแต่งงานรีบร้อนเกินไป อาจจะทำให้เกิดข่าวลืออื้อฉาวในหมู่ชาวบ้านได้...อย่างน้อยก็ควรค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปก่อนจะดีกว่า
แต่ว่า...
"ขอถามท่านแม่ทัพ ท่านจะแต่งงานกับแม่นางหวาจริงหรือขอรับ?"
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้ารับ
จ้าวเซิงรวบรวมความกล้าถามว่า "เหตุใดท่านแม่ทัพจึงยืนกรานจะแต่งงานกับนางขอรับ?" เื่นี้เกี่ยวข้องกับวิธีการที่เขาจะช่วยท่านแม่ทัพจัดการทิศทางกระแสสังคมในอนาคต
ฟู่ถิงเย่ตอบ
"ที่เมืองเหรินชิว เราเคยนอนบนเตียงเตาเดียวกัน" ระหว่างกลางห่างกันไม่กี่เมตร
"ข้าเคยััร่างกายนาง" ผ่านเสื้อผ้าตอนที่ช่วยนวดท้องให้
"กางเกงเปียกๆ ของนางก็เป็ข้าที่ช่วยตากให้แห้ง!" ตอนนั้นนางหลับไปแล้วเพราะได้ผิงไฟอันอบอุ่น
จ้าวเซิงฟังจนจบแล้วรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
์!
ท่านแม่ทัพไปทำอะไรมากันแน่?! นอนเตียงเดียวกัน...ัันาง...กางเกงเปียก...
เขาแทบจะไม่กล้าจินตนาการ!!!
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจ สายตานั้นราวกับจะบอกว่า เ้ายังไม่คิดหาทางออกให้อีก! มัวแต่อึ้งอะไรอยู่!
จ้าวเซิงรีบตั้งสติ กระแอมไอสองสามครั้ง แล้วพูดว่า "ตามความเห็นของบ่าว ท่านแม่ทัพน่าจะต้องค่อยๆ สร้างความสนิทสนมกับนางอย่างลับๆ ไปก่อน..."
ฟู่ถิงเย่พูดอย่างหัวเสียว่า "ข้าต้องยุ่งกับงานราชการทุกวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปสร้างความสนิทสนม!"
"เอ่อ ท่านสามารถมอบของขวัญเป็ครั้งคราว เพื่อเอาใจนาง...ไม่ทราบว่าแม่นางหวาชอบอะไร? เครื่องประทินผิว เครื่องประดับ หรือไม่ก็เสื้อผ้า..."
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยิ่งดูแย่ลง "เ้าจะให้ข้าทำตัวเหมือนพวกบัณฑิตนักรักงั้นรึ? ไร้สาระ! การกระทำที่หาความจริงใจไม่ได้เช่นนี้มิใช่สิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ! เหลวไหลสิ้นดี!"
จ้าวเซิงโดนด่าจนมึนงง
ได้ยินเพียงฟู่ถิงเย่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "เ้าไปเชิญแม่สื่อมาสู่ขอนาง! สตรีนางนี้ช่างเหลวไหลนัก มีความสัมพันธ์กับข้าแล้ว ยังออกไปเปิดเผยหน้าตาข้างนอกอีก! หากปล่อยไว้แบบนี้จะไม่เกิดเื่ใหญ่ตามมาหรือ? เื่นี้ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว!"
จ้าวเซิงคิดในใจ ‘เหตุใดตอนที่ท่านอยู่ต่อหน้านางไม่พูดแบบนี้เล่า?’
ฟู่ถิงเย่ทำหน้าบึ้งตึง หันหลังเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ
จ้าวเซิงเดินตามหลัง รู้สึกว่าสมัยนี้ การเป็พ่อบ้านนั้นช่างยากขึ้นทุกวัน...
...
ทางด้านหวาชิงเสวี่ย ไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นเลย ตอนนี้นางเก็บแผงขายของแล้ว กำลังนั่งนับเงินอยู่ที่โต๊ะ
พอมีข้าวโพดคั่วมาขายด้วย รายได้ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หวาชิงเสวี่ยตัดสินใจว่าจะทำขนมและของว่างเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่อนำไปขายที่แผงน้ำชา
ไว้มีเงินมากขึ้น ก็จะสามารถเช่าร้านได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวลมกลัวฝนแล้ว
หวาชิงเสวี่ยวาดฝันถึงอนาคต หากเช่าร้านได้จริงๆ นางอยากจะเปิดร้านที่คล้ายๆ กับร้านชานม ไม่จำเป็ต้องใหญ่โต ลูกค้าซื้อแล้วก็เดินออกไปได้เลย สามารถขายเครื่องดื่มต่างๆ พร้อมกับขนมขบเคี้ยวและของหวานได้
นอกจากข้าวโพดคั่วที่เป็สินค้าขายดีแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็เตรียมจะลองทำขนมแป้งทอดสอดไส้ [2] กับขนมแป้งกรอบม้วน [3]
————————————————————————————————————
[1]มีม้าโคลนหญ้าหมื่นตัววิ่งพล่านไปมา(一万头草泥马奔腾而过) ม้าโคลนหญ้า แปลตรงตัวว่า อัลปาก้า แต่คำศัพท์เทียบเสียงใกล้เคียงกับคำด่าหยาบคายในภาษาจีน ในที่นี้ใช้เปรียบเทียบความไม่พอใจหรือความโกรธที่ทะลักออกมา และพูดให้ดูตลกเพื่อลดความรุนแรงของอารมณ์ลง
[2]ขนมแป้งทอดสอดไส้(铜锣烧)หมายถึง ขนมโดรายากิ
[3]ขนมแป้งกรอบม้วน(脆皮蛋卷)หมายถึง ขนมโรลกรอบ ลักษณะคล้ายทองม้วนของไทย มีทั้งแบบใส้ในกลวงและแบบสอดใส้รสต่างๆ ตรงกลาง
