ตอนที่ 2: ชาที่เย็นชืดกับคำด่าทอ
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังลานกว้างของจวนตระกูลเซิ่น แต่ความอบอุ่นนั้นกลับไม่เคยส่องไปถึงซอกหลืบที่เซิ่นอวี้อาศัยอยู่ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดพาความหนาวเหน็บมาเยือน ทว่าสิ่งที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาว คือบรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ วันนี้นางถูกเรียกตัวมาพบแต่เช้าตรู่
เซิ่นอวี้ยืนก้มหน้านิ่งราวกับต้นไม้ที่ไร้ชีวิต สองมือประสานกันอยู่ภายใต้แขนเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่เริ่มหลุดรุ่ยตรงปลาย ขัดกับความโอ่อ่าของห้องโถงที่ประดับด้วยแจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงและกลิ่นหอมของไม้กฤษณาที่อบอวลไปทั่วทุกอณู
“เ้าทำหน้าที่ดูแลบัญชีหลังบ้านอย่างไร! เหตุใดค่าใช้จ่ายในเดือนนี้ถึงพุ่งสูงขึ้นถึงเพียงนี้!”
เสียงแหลมสูงของ ฮูหยินรอง หรือแม่เลี้ยงของนาง ดังขึ้นมาพร้อมกับสมุดบัญชีเล่มหนาที่ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้พะยูงจนเกิดเสียงดัง ปัง! เซิ่นอวี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่นางเหลือบตามองสมุดเล่มนั้น... เล่มที่นางต้องอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อสะสางให้เป็ระเบียบ แต่นายหญิงของบ้านกลับเห็นมันเป็เพียงเครื่องมือในการระบายโทสะ
“เรียนท่านแม่...รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากค่าแพรพรรณและเครื่องประดับชุดใหม่ที่สั่งมาจากร้านร้อยบุปผา รวมถึงค่าอาหารมื้อพิเศษที่คุณหนูใหญ่สั่งมาจัดเลี้ยงเพื่อนเกลอของนางเ้าค่ะ” เซิ่นอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งรอยสั่นไหว
“บังอาจ!” ฮูหยินรองตบโต๊ะดังปัง! “หรงเอ๋อร์เป็ถึงคุณหนูใหญ่ เป็หน้าตาของตระกูลเซิ่น การที่นางจะออกงานสังคมหรือจัดเลี้ยงย่อมเป็การส่งเสริมชื่อเสียงให้ท่านพ่อของเ้าและตระกูลเซิ่น เ้าเป็เพียงคนดูแลตัวเลข มีสิทธิ์อะไรมาพาดพิงถึงพี่สาวเ้าด้วยวาจาเช่นนี้!”
เซิ่นอวี้ลอบยิ้มหยันในใจ... “หน้าตาของตระกูลอย่างนั้นหรือ? หน้าตาที่สร้างขึ้นบนกองซากปรักหักพังของเงินในคลังที่กำลังร่อยหรอลงทุกวันนะสิ”
“ท่านแม่ในเมื่อเงินในคลังกลางลดลง ข้าจะตัดงบประมาณส่วนของค่าถ่านและอาหารในเรือนท้ายจวนลงเพื่อ... เพื่อให้สมดุลเ้าค่ะ” เซิ่นอวี้จงใจเว้นจังหวะเน้นคำ แต่นั่นยิ่งทำให้ฮูหยินรองโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
"นี่เ้ากำลังจะบอกว่าเ้าทำงานหนักจนต้องกระเบียดกระเสียรกับตัวเองงั้นรึ? ช่างมารยานัก! คิดจะทำตัวน่าเวทนาเพื่อเรียกความสงสารจากท่านพี่ล่ะสิไม่ว่า!"
ในจังหวะนั้นเอง นายท่านเซิ่น พ่อแท้ๆ ของเซิ่นอวี้ ก็เดินเข้ามาในห้องโถง เขาไม่ได้มองมาที่บุตรสาวคนรองด้วยสายตาที่เป็ห่วงแม้แต่น้อย แต่กลับมองด้วยสายตาที่รำคาญใจราวกับเห็นสิ่งของที่วางอยู่ผิดที่ผิดทาง
“มีเื่อะไรกัน เสียงดังไปถึงข้างนอก” นายท่านเซิ่นเอ่ยพลางนั่งลงบนเก้าอี้ประธาน
ฮูหยินรองรีบเปลี่ยนท่าทีเป็อ่อนช้อยทันที นางเดินเข้าไปนวดไหล่ให้สามีพลางจีบปากจีบคอ “ก็แม่ตัวดีนี่สิเ้าคะท่านพี่ ดูแลบัญชีอย่างไรให้เงินรั่วไหล พอข้าถามเข้าหน่อยก็อ้างนั่นอ้างนี่ แถมยังทำหน้าซื่อตาใสประชดประชันว่าข้าดูแลจวนไม่ดีอีก”
นายท่านเซิ่นขมวดคิ้ว เขามองไปที่เซิ่นอวี้ด้วยดวงตาที่เ็า “อวี้เอ๋อร์... เ้าเป็คนฉลาดเื่ตัวเลข ข้าถึงไว้ใจให้เ้าช่วยงานหลังบ้าน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเ้าจะมีสิทธิ์มาสร้างความวุ่นวายในจวน หน้าที่ของเ้าคือทำอย่างไรก็ได้ให้บัญชีมันลงตัว และอย่าให้ฮูหยินต้องลำบากใจ”
คำว่า ‘ทำอย่างไรก็ได้’ ของพ่อ หมายถึงให้เธอก้มหน้าก้มตาทำงานเยี่ยงทาสต่อไป โดยไม่ต้องเรียกร้องความเป็ธรรมใดๆ
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ ท่านพ่อ” เซิ่นอวี้ขานรับสั้นๆ
“ทราบแล้วก็ดี” นายท่านเซิ่นหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ “อ้อ... แล้วชาถ้วยนี้ใครเป็คนชง รสชาติจืดชืดนัก อวี้เอ๋อร์ ไปชงชามาให้ข้ากับฮูหยินใหม่เสีย”
เซิ่นอวี้รับคำและเดินไปที่โต๊ะน้ำชา นางรินน้ำชาที่เพิ่งชงใหม่ๆ กลิ่นหอมกรุ่นใส่ถ้วยส่งให้พ่อและแม่เลี้ยงอย่างนอบน้อม ทว่าในจังหวะที่นางจะรินให้ตัวเองบ้าง ชุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทของแม่เลี้ยงกลับจงใจเดินมากระแทกไหล่นางเบาๆ จนกาน้ำชาเกือบหลุดจากมือ
“อุ๊ย! ขออภัยเ้าค่ะคุณหนูรอง บ่าวไม่ได้ตั้งใจ” ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ก่อนจะถือวิสาสะหยิบกาน้ำชาใบเดิมที่เหลือเพียงน้ำก้นกาที่เย็นชืดมาเทใส่ถ้วยให้เซิ่นอวี้
“คุณหนูรองดื่มถ้วยนี้เถิดเ้าค่ะ น้ำชาอุ่นๆ มันเปลือง... ดื่มชาเย็นๆ จะได้ใจเย็นลงบ้างนะเ้าคะ”
ฮูหยินรองและนายท่านเซิ่นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่มีใครตำหนิสาวใช้แม้แต่คำเดียว พวกเขาทำราวกับเซิ่นอวี้ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ นายท่านเซิ่นยังคงคุยเื่การค้ากับฮูหยินรองอย่างออกรส โดยมีเซิ่นอวี้ยืนถือถ้วยชาที่เย็นสนิทอยู่ในมือ
เซิ่นอวี้มองดูใบชาที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำที่ไร้ความร้อน... มันช่างเหมือนกับชีวิตของนางในจวนแห่งนี้เสียจริง
นางยกถ้วยชาที่เย็นชืดนั้นขึ้นจิบ รสชาติฝาดขมซึมลึกลงในลำคอ แต่นางกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ นางเรียนรู้ที่จะกลืนกินความขมขื่นลงไปจนกลายเป็ความด้านชา เพราะนางรู้ดีว่าความร้อนแรงที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่น้ำชา แต่อยู่ที่ไฟแค้นที่นางกำลังสุมไว้ในใจต่างหาก
“ท่านพี่เ้าคะ” ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นพลางแสร้งทำเป็นึกขึ้นได้ “เื่ที่ฝ่าาจะพระราชทานงานสมรสให้ชินอ๋องโจวเหยียน... ท่านพี่คิดเห็นอย่างไรเ้าคะ?”
กึก...
มือของเซิ่นอวี้ที่กำลังจะวางถ้วยชาลงชะงักไปเล็กน้อย ชื่อของ ‘ชื่อของชินอ๋อง’ ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไปทันที เพราะใครๆ ก็รู้ว่าฉายาอ๋องปีศาจไม่ได้มาจากคำเล่าขานที่เกินจริง เพราะแค่ได้ยินชื่อของโจวเหยียนคนทั่วแผ่นดินก็ขนลุกขนชันแล้ว
“เฮ้อ... ชินอ๋องผู้นั้นขาพิการ แถมหน้าตายังอัปลักษณ์ ข่าวลือว่าอารมณ์ร้ายนักฆ่าคนเป็ผักปลา ใครแต่งไปด้วยก็เหมือนตกนรกทั้งเป็” นายท่านเซิ่นถอนหายใจ “ข้าเกรงว่าราชโองการนี้อาจจะตกมาที่ตระกูลเรา เพราะเราเคยรับปากเื่การเชื่อมสัมพันธ์ไว้”
ฮูหยินรองแสร้งทำหน้าสลด “ตายจริง...หรงเอ๋อร์ของเราช่างอาภัพนัก ถ้านางต้องแต่งกับคนเช่นนั้น ชีวิตที่เหลือจะอยู่อย่างไร”
ในตอนนั้นเอง สายตาของฮูหยินรองเลื่อนมาหยุดที่เซิ่นอวี้ที่ยืนอยู่อย่างเงียบๆ ดวงตาของแม่เลี้ยงวาวโรจน์ขึ้นด้วยแผนการร้ายที่เพิ่งผุดขึ้นในหัว
“ท่านพี่เ้าคะ... จริงๆ แล้ว ในราชโองการระบุเพียงว่า ‘บุตรสาวสายตรงตระกูลเซิ่น’ ไม่ได้ระบุชื่อนี่เ้าคะ?”
นายท่านเซิ่นชะงักไป เขาเงยหน้าขึ้นมองเซิ่นอวี้เป็ครั้งแรกในรอบหลายนาที สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของพ่อที่มองลูก แต่มันคือสายตาของ ‘พ่อค้า’ ที่กำลังประเมินมูลค่าของ ‘สินค้า’ ที่ไร้ราคาชิ้นหนึ่ง
เซิ่นอวี้ยังคงยืนนิ่ง นางจิบชาที่เย็นชืดอึกสุดท้ายลงไป...รสชาติของมันเริ่มเปลี่ยนจากขมเป็หวานนิดๆ หวาน... เพราะนางรู้ว่าหมากกระดานที่นางรอคอยมาตลอด กำลังจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
“อวี้เอ๋อร์...” พ่อของนางเรียกด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันมีความนุ่มนวลที่จอมปลอมแฝงอยู่ “เ้าเป็เด็กกตัญญูเสมอมา... ใช่หรือไม่?”
เซิ่นอวี้ค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงเบา นุ่มนวล และมั่นคง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับชายผู้เป็พ่อ และผู้หญิงที่พยายามจะทำลายชีวิตนาง มุมปากของนางขยับโค้งขึ้นเพียงเล็กน้อย... เล็กน้อยจนมองเกือบไม่เห็น
“ลูกย่อมเป็เด็กกตัญญูเ้าค่ะ... ท่านพ่อ้าให้ลูกทำสิ่งใด ลูกย่อมทำตาม ‘ความประสงค์’ ของท่านทุกประการ”
