เทือกเขาฮ่วนคง
กลางหุบเขาเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง สองข้างฝั่งของธารน้ำไหลมีกระท่อมไม้สิบหลังกระจายตัวกันอยู่ ผู้ฝึกลมปราณหลายสิบคนที่มาจากเดือนดับมักจะอยู่อาศัยในที่แห่งนี้กันเป็ประจำ
นี่คือที่พักของเดือนดับที่สร้างไว้ในเทือกเขาฮ่วนคง
เดือนดับ เปลวอัคคีและกะโหลกเืต่างก็สร้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติไว้ในจุดลึกของเทือกเขาฮ่วนคงเพื่อใช้นำส่งไปยังพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง ซากปรักหักพังและเมืองโพ่เมี่ยโดยตรง
เดือนดับ เปลวอัคคีและกะโหลกเืไม่เคยหยุดการค้นหาในเทือกเขาฮ่วนคง เพราะหวังว่าจะเจอโลกใบใหม่จากเทือกเขาฮ่วนคง และนำพาความร่ำรวยมาสู่พวกเขา
และก็ด้วยเหตุนี้ขั้วอิทธิพลทั้งสามฝ่ายจึงตั้งใจสร้างที่พักขึ้นมาในเทือกเขาฮ่วนคง เพื่อให้คนของตัวเองเข้าออกได้สะดวก
ตรงที่พักของเดือนดับ
หลังจากที่แยกจากเนี่ยเทียนมาหลายวัน หูหันที่ไม่ได้อยู่ในรัศมีสิบเมตรใกล้กับเนี่ยเทียนตามคำสัญญากลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่เพียงลำพัง
“ข้า้าพบใต้เท้าหม่าจิ่ว” เมื่อเข้ามาในหุบเขา หูหันก็เอ่ยความ้าแก่ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งของเดือนดับที่นางพบเห็น
คนผู้นั้นจ้องหูหันด้วยสายตาลึกล้ำอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ตามข้ามาเถอะ”
ครู่หนึ่งหลังจากนั้นคนผู้นั้นก็พาหูหันไปยังห้องไม้ห้องหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด
กลางห้องไม้นั้นก็มีค่ายกลนำส่งห้วงมิติขนาดเล็กอยู่แห่งหนึ่ง ค่ายกลนำส่งห้วงมิตินั้นเป็ของเดือนดับเพียงผู้เดียว ได้แค่นำส่งอยู่ภายในอาณาจักรเลี่ยคงเท่านั้น
ข้างค่ายกลนำส่งมีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่มีตาเดียว เปลือยเท้าสวมผ้าป่านเนื้อหยาบกำลังยืนพิงมุมผนังด้านหนึ่งอย่างเกียจคร้าน
“ใต้เท้าหม่าจิ่ว น้องชายข้าเป็อย่างไรบ้าง?”
หลังจากที่หูหันเข้ามาก็โค้งตัวคำนับชายฉกรรจ์ตาเดียว จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าร้อนใจ
ั์ตาของหม่าจิ่วเปล่งประกายเย็นเยียบ แล้วจึงหยิบเอากล่องเหล็กใบหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของแล้วโยนให้กับหูหัน
หูหันรับกล่องเหล็กนั้นมาด้วยอาการตัวสั่น หลังจากเปิดออกดูั์ตาของนางก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
ในกล่องเหล็กนั้นมีนิ้วมือข้างหนึ่งวางอยู่
“เ้าและข้ามีข้อตกลงร่วมกันว่าเว้นระยะทุกหนึ่งปี ข้าจะตัดนิ้วของน้องชายเ้าหนึ่งนิ้ว” หม่าจิ่วสีหน้าเ็า “เ้าอยู่กับหลีเหย่มาแล้วหนึ่งปี กลับไม่ได้ข่าวใดๆ ที่เดือนดับของพวกเรา้า ปีนี้เ้าเองก็ยังไม่ทำตัวให้มีประโยชน์ จึงต้องลำบากน้องชายของเ้า”
ไหล่ทั้งสองข้างของหูหันสั่นเทา นางก้มหน้าลงคล้ายกำลังร้องไห้ แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงร้อง
ผ่านไปครู่ใหญ่หูหันถึงได้สงบจิตใจ เงยหน้ามองหม่าจิ่วคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
หม่าจิ่วกลับชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยสีหน้าเฉยเมย “ปีแรกแค่นิ้วมือข้างเดียว หากปีที่สองเ้ายังไม่ได้ผลพวงอะไรกลับมาอีก ข้าก็จะตัดนิ้วของเขาเพิ่มอีกสองข้าง สำหรับผู้ฝึกลมปราณแล้ว หากนิ้วมือหายไปข้างหนึ่งก็ได้รับผลกระทบแล้ว ถ้าไม่มีนิ้วถึงสามนิ้ว ต่อไปก็ยากที่จะร่ายคาถาวิเศษได้อีก”
“ใต้เท้าหม่าจิ่ว ข้า ข้ามาที่นี่โดยใช้ค่ายกลนำส่งห้วงมิติที่นางมารเผยสร้างไว้ในเทือกเขาฮ่วนคง” คำพูดของหม่าจิ่วทำให้หูหันใจสลาย นางจึงกล่าวต่อว่า “ข้ากินยากัดใจลงไป หากท่านช่วยข้าหายาแก้ของยากัดใจ ข้าสามารถบอกตำแหน่งของค่ายกลนำส่งห้วงมิติแห่งนั้นให้แก่ท่านได้”
ดวงตาของหม่าจิ่วเป็ประกาย เกิดความสนใจในที่สุด “แม้ว่ายาแก้ยากัดใจจะหาได้ไม่ง่าย แต่เดือนดับของพวกเราสามารถแก้ได้ เ้าทำได้ไม่เลว หากมาบอกตำแหน่งของค่ายกลนำส่งห้วงมิติแก่ข้าเร็วกว่านี้ อันที่จริงน้องชายของเ้าก็ยังสามารถรักษานิ้วข้างนั้นไว้ได้”
หูหันตัวสั่น กล่าวว่า “ข่าวนี้พอจะทำให้น้องชายของข้าหลุดพ้นได้หรือไม่?”
หม่าจิ่วส่ายหัว “ยังไม่พอ”
“มีคนผู้หนึ่งติดตามข้ามาด้วย เขาได้รับความสำคัญจากหลีเหย่อย่างยิ่ง แม้เขาจะมีตบะเพียงท้าย์ ทว่ากลับมีหินวิเศษจำนวนมหาศาลติดตัว” หูหันลังเลอยู่ชั่วครู่ก็ขายข่าวเื่ของเนี่ยเทียนออกมา “ข้ารู้สึกว่าหากจับตัวเขาได้ก็สามารถนำไปขู่หลีเหย่ จากนั้นก็รีดไถของที่มากกว่านั้นมาจากตัวหลีเหย่”
“อ้อ” หม่าจิ่วสีหน้ามึนตึง “ลองดูก็ได้ คนผู้นั้นอาจช่วยน้องชายเ้าได้มาก แต่สุดท้ายก็ยังต้องดูก่อนว่าจะได้สิ่งของอะไรมาจากหลีเหย่ผ่านตัวเขาบ้าง”
“ข้าเข้าใจ” หูหันสีหน้ามืดมน
“เ้าบอกตำแหน่งของค่ายกลนำส่งแห่งมิติมาให้ข้า ข้าจะไปเปลี่ยนแปลงให้มันเคลื่อนย้ายไปจากที่แห่งนี้” หม่าจิ่วยืดตัวขึ้น “ส่วนเ้าก็ไปจับตัวคนที่เ้าบอกว่ามีเพียงตบะท้าย์มา และพาเขามาที่นี่”
“ตกลง” หูหันตอบรับอย่างเชื่อฟัง
......
พื้นที่ที่เนี่ยเทียนอยู่ เวลากลางวัน
“ตูม!”
เปลวเพลิงร้อนแรงกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มหมัดของเนี่ยเทียนแล้วกระแทกลงไปบนหินก้อนหนึ่งอย่างแรง
หินนั่นแตกทลายไปพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นและมีเปลวเพลิงแลบออกมาจากหินที่แตกออกอย่างต่อเนื่อง
เวลาแปดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แปดวันมานี้ตอนกลางคืนเนี่ยเทียนจะชักนำแสงดาวลงมารวบรวมไว้ในคลื่นพลังแห่งดวงดาวเพื่อหลอมเป็หยดดาว
ตอนกลางวันเนื่องจากดวงดาวดับแสง ประสิทธิผลในการรวบรวมแสงดาวของเขาลดลงไปมาก เขาจึงเริ่มฝึกคาถาวิเศษเปลวเพลิงเพื่อทำความเข้าใจกับวิธีโจมตีอันหลากหลายของคาถาวิเศษเปลวเพลิง
ที่ไม่ได้ฝึกวิชาดาวเคลื่อนย้ายก็เพราะว่าหากฝึกดาวเคลื่อนย้าย เขาจะต้องเผาผลาญหยดดาวที่อยู่ในคลื่นพลังแห่งดวงดาว
ตอนนี้เขาติดอยู่ในขอบเขตท้าย์่ท้ายมานานมากแล้ว เขาจึงร้อนใจที่จะฝ่าทะลุ เลยไม่คิดจะใช้พลังดวงดาวชั่วคราว แต่พยายามสะสมมันให้ได้มากที่สุด
มีเพียงหยดดาวที่อยู่ในคลื่นพลังแห่งดวงดาวสะสมจนถึงระดับที่แน่นอนแล้ว เขาถึงจะฝ่าด่านไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากผ่านการฝึกฝนกลางดึกอย่างหนักมาตลอดแปดคืน เขาจึงแอบมีความรู้สึกว่าหยดดาวที่เขารวบรวมไว้ใกล้จะบรรลุไปถึงขอบเขตของการฝ่าทะลุแล้ว
เขาจึงยิ่งไม่กล้านำพลังดวงดาวที่แฝงเร้นอยู่ในหยดดาวมาใช้ง่ายๆ
่เวลาที่ผ่านมานี้ เขาตั้งใจฝึกฝนอยู่ที่นี่โดยที่ไม่พบเจอกับสัตว์วิเศษหรือคนใด และไม่ได้เจอกับรอยแยกห้วงมิติที่ล่องลอยมากนัก
หลีเหย่ไม่ได้โกหกเขาจริงๆ สถานที่แห่งนี้เคยผ่านการสำรวจไปแล้วจึงไม่มีใครมาเกี่ยวข้องด้วย
เดิมทีเขาจึงคิดจะสงบจิตสงบใจฝึกอยู่ที่นี่ต่อไป
ทว่าเื่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นได้เสมอ คืนนี้ขณะที่เขากำลังชักนำพลังดวงดาว ทิพย์จักษุข้างหนึ่งที่เขาปลดปล่อยออกไปกลับััได้ถึงปราณของสิ่งมีชีวิตอย่างเฉียบไว
เขาขมวดคิ้ว ตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญตบะ แอบสังเกตทิศทางที่ส่งมาจากปราณชีวิตนั้น
ไม่นานหลังจากนั้นผู้ฝึกลมปราณที่สวมอาภรณ์ขาดกะรุ่งกะริ่งลักษณะเหมือนขอทานก็มาปรากฏอยู่ตรงนี้ด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
ทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งมีขอบเขตเดียวกับเขานั่นคือท้าย์่ท้าย ส่วนอีกคนคือกลาง์่ต้น ต่างก็เป็สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในลำดับต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในเทือกเขาฮ่วนคง
คนทั้งสองสำรวจเทือกเขาฮ่วนคงมาแล้วสามเดือน ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับผลพวงใดๆ ทั้งยังใช้หินวิเศษที่มีติดตัวไปจนหมดสิ้น ก่อนหน้านี้กว่าจะหนีรอดมาจากรอยแยกห้วงมิติที่รวมตัวกันหนาแน่นได้ไม่ใช่เื่ง่าย เวลานี้จึงคิดจะมาหลบภัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว
หลังจากที่อาหารถูกนำมากินจนหมด ผู้ที่อยู่ขอบเขตกลาง์่ต้นก็ไม่คิดจะรวบรวมพลังิญญาไปต้านทานกับปราณิญญาฟ้าดินที่สกปรกอีกแล้ว
ในร่างกายของเขาจึงมีปราณิญญาที่มีสิ่งเจือปนอยู่มากมาย ทำให้เืเนื้อของเขาปวดร้าว หากไม่สามารถหาหินวิเศษมาแก้ไขปัญหาในร่างกายอีกไม่นานก็จะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นกับเขา
“ไม่นึกเลยว่าที่นี่จะมีคนอยู่ด้วย!”
เมื่อเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ ผู้ที่อยู่ขอบเขตกลาง์่ต้นก็พลันหันมาเห็นเนี่ยเทียน
เขาจ้องเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง แล้วอยู่ๆ ก็หัวเราะหึหึ เดินเข้ามาหาเนี่ยเทียนด้วยความกระตือรือร้น เดินไปพลางพูดไปด้วย “น้องชาย ขอให้พวกเราพี่น้องยืมหินวิเศษหน่อยได้หรือไม่ พวกเราวนเวียนอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคงมาสามเดือนแล้ว หินวิเศษที่พกมาก็ใช้หมดไปแล้วด้วย ช่วยเหลือกันหน่อยเถอะ แล้วพวกเราพี่น้องจะจดใจไว้ให้ขึ้นใจ”
“ข้าชื่อชิวซาน น้องชายของข้าชื่อชิวสือ มาจากซากปรักหักพัง”
ตอนที่เขาแนะนำตัวเองก็ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เนี่ยเทียนไปด้วย ขณะที่อยู่ห่างจากเนี่ยเทียนไปประมาณแปดเมตร ั์ตาของเขาพลันเผยความดุร้าย แล้วอยู่ๆ ก็เพิ่มความเร็วกระโจนเข้าใส่
ทรายไหลที่แทรกสอดไปด้วยแสงสีทองมืดมนพลันพุ่งออกมาจากกลางฝ่ามือของเขา พริบตาเดียวก็ปกคลุมไปทั่วร่างของเนี่ยเทียน
แสงสีทองหม่นที่อยู่ท่ามกลางทรายไหลนั้นร้อนลวกราวกับแผ่นเหล็กเผาไฟ ทั้งยังมีพลังในการแทรกซึมที่น่าหวาดกลัว
เนี่ยเทียนหน้าไม่เปลี่ยนสี เขาแค่หันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน พลังธาตุต่างๆ ในร่างกายซึ่งปะปนไปกับปราณเืเนื้อและพลังจิตถูกนำมาสร้างเป็สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงขนาดเล็กทันที
สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกายเขาแค่ในรัศมีหนึ่งเมตร
“สวบๆ!”
เสียงทรายไหลร่วงหล่นลงมา พอเข้ามาอยู่ในสนามแม่เหล็กก็ถูกบิดเบือน แสงสีทองเข้มในทรายไหลก็พลันร่วงลงบนพื้น
และเวลานี้เอง ชิวซานที่เพิ่งแนะนำตัวเองไปก็แสยะยิ้มโบกสะบัดกระบองสั้นสีทองฟาดเข้ามาที่ตัวเนี่ยเทียน
กระบองสั้นสีทองส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า พลังิญญาธาตุทองก็ปล่อยสะเก็ดแสงออกมาเป็จุดๆ
ทว่าเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นแสงสีทองทั้งหมดก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว
เวลานี้สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่เนี่ยเทียนสร้างขึ้นได้ขยายไปรอบด้านกินบริเวณสามเมตรแล้ว
กระบองสั้นสีทองที่ชิวซานถืออยู่ในมือ เมื่อมาอยู่ในสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงแสงสีทองที่ปล่อยออกมาจึงมืดสลัวลงไปด้วย มุมปากของชิวซานมีเืสดไหลออกมาคล้ายถูกโจมตีอย่างหนัก
“รนหาที่ตาย”
เนี่ยเทียนยกมือขึ้นกำเป็หมัดเหมือนค้อน จากนั้นก็ใช้คาถาวิเศษเปลวเพลิงสร้างค้อนไฟขึ้นมา
เมื่อค้อนไฟนี้ก่อตัวสำเร็จ มือซ้ายของเนี่ยเทียนก็ราวกับค้อนที่ถูกตีด้วยเหล็กร้อนจนกลายมาเป็สีแดงแผดเผาแล้วทุบลงไปบนศีรษะของชิวซานผู้นั้นอย่างแรง
ค้อนเปลวเพลิงที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังจิตของเขามีอานุภาพร้ายกาจถึงขนาดทำให้ศีรษะเกินครึ่งของชิวซานยุบลงไปในร่าง
แม้แต่ร้องสักแอะชิวซานก็ยังทำไม่ได้ ตายคาที่ทันที
ชิวสือน้องชายของซิวซานพอเห็นว่าพี่ชายตัวเองตายก็ออกวิ่งโดยไม่คิดคำนึงถึงสิ่งใดอีก
“ไป!”
หมัดที่ลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงนั้น เมื่อเนี่ยเทียนกางห้านิ้วออก เปลวเพลิงเป็กลุ่มๆ ก็คล้ายงูวิเศษเปลวไฟที่บินเข้าไปหาชิวสือ
เวลาเดียวกันนั้นเขาก็พาสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงพุ่งเข้าหาชิวสืออย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบด้วย
“สวบๆๆ!”
เปลวเพลิงสามกลุ่มเสียบทะลุหัวใจของชิวสือจากทางด้านหลัง ทำให้เท้าของชิวสือที่กำลังห้อตะบึงไปข้างหน้ากลายมาเป็โซซัดโซเซ
เนี่ยเทียนที่พกพาสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วใช้หมัดไฟต่อยโครมไปที่ชิวสือผู้เป็น้องชายจนตายคาที่เช่นกัน
“เทือกเขาฮ่วนคงไม่มีคนดีอยู่จริงๆ ด้วย ตอนที่ข้าจะเข้ามาหลีเหย่ก็เคยเอ่ยเตือนข้าหลายครั้ง เขาพูดไม่ผิดเลยสักนิดเดียว” พึมพำเบาๆ อยู่สองสามประโยค เนี่ยเทียนก็ค้นไปทั่วร่างของพี่น้องชิวซานและชิวสือ ทว่ากลับไม่พบหินวิเศษแม้แต่ก้อนเดียว เจอเพียงอาวุธวิเศษสามชิ้นที่ระดับไม่สูงเท่าไหร่นัก นี่ทำให้เขาผิดหวังไม่น้อย
หลายวันหลังจากนั้น เนี่ยเทียนยังคงตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่
เมื่อผ่านการต่อสู้กับพี่น้องชิวซานและชิวสือและใช้สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงไป เขาพบว่าเป็เหมือนที่เขาคาดการณ์เอาไว้นั่นคือ สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงของเขาสามารถต้านทานปราณิญญาสกปรกของอาณาจักรเลี่ยคงได้
ปราณิญญาที่สกปรกด้านในมีสิ่งเจือปนอยู่มากมาย หลังจากที่สิ่งสกปรกเ่าั้ถูกแยกตัวออกมาในสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิง มันจึงกลายมาเป็พลังภายนอกอีกส่วนหนึ่งของสนามแม่เหล็ก
ส่วนปราณิญญาที่สะอาดแล้วก็กลายมาเป็พลังอีกส่วนหนึ่งของสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิง และถูกเขาดูดซับเอาไปชุบหลอมได้
เพียงแต่ว่าปราณิญญาเ่าั้เมื่อเทียบกับปราณิญญาที่มีอยู่ในหินวิเศษแล้วยังเจือจางกว่าเยอะมาก ใช้วิธีนี้ฝึกบำเพ็ญตบะจะล่าช้าเกินไป เนี่ยเทียนจึงล้มเลิกความคิดที่จะเอามันมาใช้อย่างรวดเร็ว
มาถึงกลางดึกอีกครั้ง
เนี่ยเทียนที่นั่งนิ่งๆ พลันััได้ว่าเขาไม่สามารถชักนำพลังดวงดาวมาได้อีกแล้ว และไม่สามารถสร้างหยดดาวในคลื่นพลังแห่งดวงดาวได้อีก
บัดนี้ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าหยดดาวที่รวมตัวกันอยู่ในคลื่นพลังแห่งดวงดาวของเขามาถึงระดับเปี่ยมล้น
เขารู้ว่าถึงเวลาที่เขาจะฝ่าทะลุเข้าสู่ขอบเขตกลาง์แล้ว
และเวลานี้เองทิพย์จักษุของเขาที่ลอยอยู่สูงกลางอากาศก็ััได้ถึงการต่อสู้อย่างดุเดือดในบริเวณใกล้เคียง
เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปข้างหน้า
-----
