ผืนดินสีน้ำตาลเข้มที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ การลงแรงในวันนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็ความหวังที่จับต้องได้ในเช้าวันต่อมา ครอบครัวเว่ยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดินที่พวกเขาบรรจงเตรียมไว้
เว่ยหรานใช้หัวจอบอันใหม่ที่คมกริบขุดลากเป็ร่องดินที่ตรงแน่วด้วยความชำนาญ แผ่นหลังกว้างของเขาอาบไปด้วยเหงื่อแม้จะเป็เพียงยามเช้า แต่รอยยิ้มกลับไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า ส่วนเจาหรงค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ล้ำค่าราวกับทองคำ บรรจงหย่อนลงไปในร่องดินอย่างแ่เบาและเป็ระเบียบ
แน่นอนว่างานสำคัญระดับนี้จะขาดผู้ช่วยตัวน้อยทั้งสามไปไม่ได้ พวกเขาได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ ‘สำคัญที่สุด’ นั่นก็คือการกลบดิน เจาหรงสอนให้พวกเขาใช้ฝ่ามือเล็กๆ ค่อยๆ เกลี่ยดินบางๆ ปิดทับเมล็ดพันธุ์ เหมือนกับการห่มผ้าห่มผืนนุ่มให้เมล็ดพันธุ์ได้นอนหลับพักผ่อน
"ต้องห่มเบาๆ นะลูก" นางบอก "เดี๋ยวน้องผักจะหายใจไม่ออก"
เ้าสามแสบรับคำสั่งอย่างแข็งขัน พวกเขาค่อยๆ ใช้มือน้อยๆ ตบดินแปะๆ ลงบนร่องอย่างจริงจัง เว่ยหลงทำอย่างระมัดระวังและเป็ระเบียบที่สุด เว่ยเฟยทำไปพลางส่งเสียงให้กำลังใจเมล็ดพันธุ์ไปพลาง "โตไวๆ นะเ้าผักน้อย!"
ส่วนเว่ยหู่... ดูเหมือนจะสนุกกับการเล่นดินมากกว่า เขาตบดินเสียงดังแปะๆ จนเศษดินกระเด็นไปทั่ว กลายเป็าดินย่อมๆ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็อย่างดี
เจาหรงมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต ชาติก่อนนางเคยทำแต่เื่ที่นำมาซึ่งความรวดร้าวและน้ำตา แต่วันนี้นางกำลังสร้างชีวิต สร้างอาหาร และที่สำคัญที่สุดคือนางกำลังสร้าง ‘ความทรงจำที่มีความสุข’ ร่วมกับครอบครัวของนาง
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของครอบครัวเว่ยก็เปลี่ยนไป ทุกเช้าหลังจากตื่นนอน สิ่งแรกที่เ้าสามแสบจะทำคือวิ่งไปที่แปลงผักของตัวเอง
"ท่านแม่! น้องผักโตหรือยังขอรับ"
"ทำไมมันยังไม่งอกออกมาเลย"
"ข้ารดน้ำแล้วนะ! รดเยอะๆ เลย!" เว่ยหู่รายงานอย่างภาคภูมิใจ จนเจาหรงต้องรีบเข้าไปห้ามเพราะกลัวว่าเมล็ดพันธุ์จะเน่าเสียก่อนที่จะได้งอก
เจาหรงและเว่ยหรานสอนให้ลูกๆ รู้จักการดูแลเอาใจใส่ พวกเขาสร้างบัวรดน้ำขนาดจิ๋วขึ้นมาจากกระบอกไม้ไผ่ ให้เด็กๆ ได้ช่วยกันรดน้ำต้นไม้อย่างถูกวิธีทุกเช้าเย็น บางครั้งพวกเขาก็เจอกับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เช่น ฝูงนกกระจอกที่บินลงมาจิกกินเมล็ดพันธุ์ หรือแมวของเพื่อนบ้านที่แอบเข้ามานอนเล่นบนแปลงดินอุ่นๆ
แต่ทุกปัญหาก็ถูกแก้ไขด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน พวกเขาสร้างหุ่นไล่กาหน้าตาตลกๆ ขึ้นมาจากเสื้อผ้าเก่าๆ ของเว่ยหรานและฟางข้าว โดยมีเ้าสามแสบเป็ผู้ออกแบบใบหน้า ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหุ่นไล่กาที่ดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว แต่ก็น่าแปลกที่มันได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ
แล้ววันหนึ่งที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง...
"ท่านแม่! ท่านพ่อ! มาดูเร็วเข้า!" เสียงของเว่ยเฟยดังลั่นมาจากหลังบ้านในตอนเช้าตรู่
ทุกคนรีบวิ่งตามออกไปดู แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้ทุกคนยืนนิ่งด้วยความตื้นตันใจ ยอดอ่อนสีเขียวเล็กๆ จำนวนมากได้แทงทะลุดินขึ้นมาอวดโฉมแล้ว มันคือสัญญาณแห่งชีวิต คือคำตอบของหยาดเหงื่อแรงกายที่พวกเขาได้ทุ่มเทลงไป
"มันงอกแล้ว! น้องผักของข้าโตแล้ว!" เ้าสามแสบะโโลดเต้นไปรอบๆ แปลงผักด้วยความดีใจ
เจาหรงย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วััยอดอ่อนนั้นอย่างแ่เบาที่สุด น้ำตาแห่งความปิติคลอหน่วยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นางหันไปสบตากับเว่ยหรานที่ยืนอยู่ข้างๆ เขากำลังมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ เขายื่นมือใหญ่ๆ มาวางบนศีรษะของนางแล้วลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน เป็การปลอบประโลมและแสดงความยินดีโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
เวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ จากยอดอ่อนเล็กๆ ก็เติบโตเป็ต้นผักที่แข็งแรงและเขียวขจี แปลงผักหลังบ้านของครอบครัวเว่ยกลายเป็ภาพที่งดงามที่สุดในบริเวณนั้น กลิ่นดินและกลิ่นพืชผักสดชื่นลอยอบอวลอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญ ไก่ทั้งสี่ตัวที่พวกเขาเลี้ยงไว้ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้วเช่นกัน ทุกเช้าเจาหรงและลูกๆ จะตื่นเต้นกับการเข้าไปเก็บไข่ไก่ฟองอุ่นๆ ในเล้า มันคือความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน
จนกระทั่งผักกาดเขียวและกวางตุ้งรุ่นแรกโตเต็มที่จนพร้อมเก็บเกี่ยว
"พรุ่งนี้เราจะนำผักของเราไปขายที่ตลาดกัน!" เจาหรงประกาศในเย็นวันนั้น
ทุกคนในครอบครัวช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างแข็งขัน ใบผักที่อวบใหญ่และมีสีเขียวสดบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ เจาหรงสอนให้ลูกๆ เลือกเก็บเฉพาะต้นที่โตเต็มที่ ส่วนเว่ยหรานก็ทำหน้าที่ตัดและลำเลียงอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผักช้ำ
คืนนั้น ใต้แสงตะเกียงสลัวๆ ทุกคนมานั่งล้อมวงช่วยกันทำความสะอาดและมัดผักเป็กำๆ อย่างสวยงาม เจาหรงแสดงทักษะการจัดเรียง นางมัดผักแต่ละกำให้ดูอวบอิ่มน่ากิน ส่วนไข่ไก่สดใหม่เกือบสิบฟองก็ถูกเช็ดทำความสะอาดและบรรจุลงในตะกร้าที่รองด้วยฟางข้าวอย่างดี
เช้าวันรุ่งขึ้น การเดินทางสู่ตลาดครั้งที่สองของครอบครัวเว่ยจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แต่บรรยากาศในครั้งนี้แตกต่างออกไป พวกเขาไม่ได้ไปในฐานะ ‘ผู้ซื้อ’ แต่ไปในฐานะ ‘ผู้ขาย’
คานหาบของเว่ยหรานในวันนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ตะกร้าทั้งสองใบหนักอึ้งไปด้วยความหวังและผลผลิตที่พวกเขาปลูกขึ้นมากับมือ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เจาหรงเดินเคียงข้างเขาไปโดยมีเ้าสามแสบเดินตามเป็พรวนเล็กๆ ทุกคนต่างก็รู้สึกประหม่าระคนตื่นเต้น
เมื่อมาถึงตลาด เจาหรงก็พาสามีและลูกๆ ไปจับจองพื้นที่ว่างเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ท้ายตลาด มันเป็ทำเลที่ไม่ดีนัก แต่ก็เป็ที่เดียวที่พอจะว่างอยู่ นางปูผ้าผืนเก่าลงบนพื้นแล้วค่อยๆ บรรจงจัดเรียงกำผักและไข่ไก่อย่างสวยงาม แผงขายของของพวกเขาดูเล็กและสมถะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับแผงใหญ่โตของพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ
เจาหรงรู้สึกใจเต้นระรัวขึ้นมา นางไม่เคยทำการค้ามาก่อน จะมีใครสนใจแผงเล็กๆ ของนางหรือไม่ ถ้าวันนี้ขายไม่ได้เลยจะทำอย่างไร
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผู้คนเดินผ่านไปมา แต่กลับไม่มีใครแวะที่แผงของพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว บางคนเพียงแค่ชายตามองแล้วก็เดินผ่านไป เจาหรงเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี นางเม้มริมฝีปากแน่น ส่วนเว่ยหรานก็ได้แต่ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
"ท่านแม่ ทำไมไม่มีใครซื้อผักของเราเลย" เว่ยเฟยกระตุกชายเสื้อนางแล้วถามเสียงอ่อย
เจาหรงกำลังจะตอบเพื่อปลอบใจลูก แต่แล้วความคิดอันบรรเจิดของเ้าตัวแสบก็เกิดขึ้น
"ข้ารู้แล้ว!" เว่ยเฟยอุทานเสียงดัง "พวกเราต้องเรียกลูกค้า!"
ไม่ทันที่เจาหรงจะได้ห้าม เ้าหนูน้อยก็สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วะโออกไปสุดเสียง "ผักสดๆ จ้า! ผักสดๆ ของท่านแม่ข้าอร่อยที่สุดในโลกเลย! ใครไม่ซื้อจะเสียใจนะ!"
เสียงเล็กแหลมของเขาดังทะลุเสียงจอแจในตลาด ทำให้ผู้คนหลายคนที่เดินผ่านไปมาต้องหันมามองด้วยความแปลกใจระคนขบขัน
เว่ยหู่เห็นพี่ชายทำเช่นนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ตบพุงกลมๆ ของตัวเองปุๆ แล้วะโเสริม "กินแล้วจะแข็งแรง! แข็งแรงเหมือนท่านพ่อข้าเลยนะ!"
เท่านั้นยังไม่พอ เว่ยหลงที่ปกติจะเงียบขรึมที่สุด กลับเดินไปหยิบกำผักกวางตุ้งที่อวบที่สุดขึ้นมาชูให้ทุกคนดูด้วยสีหน้าที่จริงจังและภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด แม้จะไม่พูดอะไร แต่การกระทำของเขากลับดึงดูดสายตาได้ไม่แพ้น้องๆ
การตลาดแบบ ‘กองทัพจิ๋ว’ ได้ผลชะงัด ท่านยายคนหนึ่งที่กำลังจะเดินผ่านไปถึงกับหยุดชะงักแล้วหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู นางเดินตรงเข้ามาที่แผงของพวกเขา
"โอ้โห พ่อค้าตัวน้อยนี่ขยันขันแข็งกันจริงนะ" ท่านยายพูดพลางมองเด็กๆ ด้วยแววตาใจดี "ไหน เอาผักที่ว่าอร่อยที่สุดในโลกมาให้ยายดูสิ"
เจาหรงรีบยิ้มต้อนรับอย่างดีใจ "เชิญเลยเ้าค่ะท่านยาย ผักของข้าเพิ่งเก็บมาเมื่อวานตอนเย็น สดใหม่แน่นอนเ้าค่ะ"
ท่านยายหยิบกำผักขึ้นมาดูแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "อืม ดูสดกรอบดีจริงด้วย ไข่ไก่นี่ก็ดูใหม่ดีนะ เอาผักกวางตุ้งสองกำ แล้วก็ไข่ไก่ห้าฟองแล้วกัน"
"ขอบคุณเ้าค่ะ!"
นั่นคือลูกค้ารายแรกของพวกเขา!
เจาหรงรับเงินอีแปะมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย มันอาจจะเป็เงินเพียงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางแล้ว มันคือหยาดเหงื่อแรงกาย คือความสำเร็จก้าวแรกที่หอมหวานที่สุด
เมื่อมีคนแรก ก็ย่อมมีคนที่สองและคนที่สามตามมา หลายคนถูกดึงดูดมาด้วยเสียงเรียกลูกค้าของเ้าสามแสบ แต่เมื่อได้เห็นความสดใหม่ของผักและไข่ไก่ บวกกับรอยยิ้มที่จริงใจของเจาหรงและท่าทีซื่อๆ ของเว่ยหราน พวกเขาก็ตัดสินใจอุดหนุนอย่างไม่ลังเล
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ผักและไข่ไก่ทั้งหมดที่พวกเขานำมาก็ถูกขายไปจนหมดเกลี้ยง!
เจาหรงกับเว่ยหรานมองตะกร้าที่ว่างเปล่าสลับกับมองถุงเงินที่ตอนนี้หนักอึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองคนต่างก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจ ตื้นตันใจ และไม่อยากจะเชื่อ
"เรา... เราทำได้" เว่ยหรานพูดขึ้นเสียงสั่น
"เ้าค่ะท่านพี่" เจาหรงยิ้มทั้งน้ำตา "เราทำได้จริงๆ"
เ้าสามแสบเมื่อเห็นว่าของขายหมดแล้วก็ะโโลดเต้นไปรอบๆ ตัวบิดามารดา "เย้! ขายหมดแล้ว! เราจะได้กินขนมแล้ว!"
จริงอย่างที่พวกเขาว่า... เจาหรงพาลูกๆ ไปซื้อถังหูลู่คนละไม้เหมือนเช่นเคย แต่ในวันนี้มันพิเศษกว่านั้น นางตัดสินใจเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อที่ปกติพวกเขาไม่เคยแม้แต่จะเดินเฉียดเข้าไปใกล้
"ท่านป้า ขอซื้อหมูสามชั้นครึ่งชั่งเ้าค่ะ" นางพูดออกไปอย่างมั่นใจ
การกระทำของนางทำให้เว่ยหรานเบิกตากว้างอย่างใ เนื้อหมูเป็ของฟุ่มเฟือยสำหรับครอบครัวพวกเขา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของภรรยา เขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
นอกจากเนื้อหมูแล้ว นางยังซื้อปิ่นปักผมอันเล็กๆ ที่ทำจากไม้ทาสีแดงสดให้ตัวเองหนึ่งอัน และซื้อม้าไม้ตัวเล็กๆ ให้ลูกๆ ทั้งสามคนไว้เล่นด้วยกันอีกหนึ่งตัว มันคือการให้รางวัลกับความเหนื่อยยากของทุกคน
ขากลับบ้านในวันนั้น ช่างแตกต่างจากขามาโดยสิ้นเชิง คานหาบของเว่ยหรานว่างเปล่าและเบาหวิว แต่หัวใจของทุกคนกลับหนักอึ้งไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ พวกเขาเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
เย็นวันนั้น บ้านหลังเล็กๆ ของครอบครัวเว่ยก็มีกลิ่นหอมของหมูสามชั้นผัดซีอิ๊วลอยฟุ้งไปทั่วเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี มันคือกลิ่นของความสำเร็จ คือกลิ่นของความสุข
ทุกคนนั่งล้อมวงกินอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต เ้าสามแสบกินข้าวกันจนพุงกาง ปากเล็กๆ มันแผล็บไปด้วยคราบน้ำมัน แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุด
เจาหรงมองภาพสามีที่กำลังคีบเนื้อหมูชิ้นที่ใหญ่ที่สุดใส่ถ้วยข้าวให้นาง มองภาพลูกๆ ที่กำลังหัวเราะคิกคักกับของเล่นชิ้นใหม่ นางรู้สึกว่านี่แหละคือชีวิตที่นาง้า คือความสุขที่แท้จริง
