ตกเย็นหยวนเหล่าเอ้อร์กลับมาบ้าน จ้าวซื่อรีบเข้าไปปรนนิบัติล้างหน้าล้างตายกน้ำชาให้สามีอย่างเอาใจ ขึ้นเตียงเรียบร้อยยังช่วยนวดแขนให้
“ท่านแม่ของข้ายินยอมให้น้องชายมาวิ่งรถเทียมล่อกับข้าแล้ว เพียงแต่พวกท่านไม่มีเงินทุน ท่านพี่ ข้าขอยืมเงินท่านสักสองร้อยอีแปะให้น้องชายของข้าได้หรือไม่” จ้าวซื่อถามอย่างระมัดระวัง ในหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ เงินเท่านี้สามารถซื้อของได้ไม่น้อยเลย
“ได้ แต่เ้าต้องบอกเขาว่าเงินไม่ใช่ของที่หามาได้โดยง่าย เงินนี้เป็เงินที่พวกเรายืมมาจากสกุลกู้ วันหนึ่งก็ต้องใช้คืน ไม่เช่นนั้นจะเข้าหน้ากันไม่ติด” หยวนเหล่าเอ้อร์ตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“พวกเราหาได้ยืมเงินจากสกุลกู้เสียหน่อย” จ้าวซื่อเอ่ยคำอย่างไม่เข้าใจ
หยวนเหล่าเอ้อร์กลอกตาแล้วถึงเอ่ยว่า “เหตุผลที่ข้าให้เ้าพูดเช่นนี้ก็เพราะจะได้เหมือนกับที่คนในหมู่บ้านเขาพูดกัน หากคนในหมู่บ้านรู้ว่าเงินที่ซื้อรถเทียมล่อเป็เงินของพวกเราเอง ไม่ใช่เงินที่ยืมมา บ้านใหญ่ได้มาอาละวาดเอาเื่กับพวกเราเป็แน่ เื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับ แม้แต่บ้านเดิมของเ้าก็ห้ามบอก” กล่าวจบหยวนเหล่าเอ้อร์นึกอะไรขึ้นมาได้จึงคาดคั้นถาม “หรือเ้าบอกความลับของบ้านเราให้บ้านเดิมของเ้าฟังแล้ว?”
จ้าวซื่อรีบส่ายหน้า ยกมือตบอกยืนยัน “ข้ามิได้บอก ข้าทำตามที่ท่านสอนทุกอย่าง”
“แล้วเพราะเหตุใดถึงได้ถามเช่นนี้” หยวนเหล่าเอ้อร์มีสีหน้าคล้ายไม่เชื่อ
จ้าวซื่อยิ้มแหย่ “ข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้ากับน้องชายจะออกไปเริ่มวิ่งรถเทียมล่อเรียกลูกค้า”
หยวนเหล่าเอ้อร์อ้าปากหาวพลางเอ่ยว่า “ได้ พรุ่งนี้เ้านึ่งหมั่นโถวเยอะหน่อย นึ่งส่วนของตอนเย็นไปด้วยเลย”
พรุ่งนี้เขาวางแผนเอาไว้ว่า มื้อเที่ยงจะไปกินข้าวที่บ้านสกุลกู้ ส่วนมื้อเย็นจะกลับมากินที่บ้าน ไม่ใช่ว่านิสัยของเขาเปลี่ยนไป เพียงแต่หลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ แม้จะเป็บ้านหลังเล็กและไม่ใช่บ้านที่ดีมาก ทว่าเขากลับรู้สึกชื่นชอบมาก
บ้านหลังนี้ต่างหากถึงจะคือบ้านของเขา
วันต่อมาฟ้ายังไม่ทันสว่างดีจ้าวจินจู้ก็ได้มาเคาะประตูบ้านของพี่สาว ครั้นหยวนเหล่าเอ้อร์เปิดประตู เขายืนแม่ไก่ให้พลางยิ้มอย่างเหนียมอายเล็กน้อย “พี่เขย ท่านแม่ให้ข้านำมาให้ บอกว่าให้ท่านนำไปต้มน้ำแกงไก่ให้เจินเจินกิน”
จ้าวซื่อหรือพี่สามบอกแก่เขาแล้วว่า ยามนี้เ้าหกมีชื่อแล้วชื่อว่าเจินเจิน ซึ่งทุกคนในบ้านสกุลจ้าวจดจำได้แม่นยำ
หยวนเหล่าเอ้อร์รับแม่ไก่ไปถือด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างโอบไหล่พาจ้าวจินจู้เดินเข้าบ้าน “เ้ากินอะไรมาแล้วหรือยัง หากยังไม่กิน มากินด้วยกันก่อนสิ”
จ้าวจินจู้รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ละ ข้ากินมาแล้ว” ความจริงแล้วทันทีที่เขาได้เห็นหมั่นโถวสีขาวนวลหน้าตาน่ากินซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ก็รู้สึกอยากกินขึ้นมาในพลัน ทว่าไม่กล้ากล่าวออกไป
หยวนเหล่าเอ้อร์วางแม่ไก่ไว้ด้านข้าง แม่ไก่ถูกมัดเท้าเอาไว้ ต่อให้วางไว้เฉยๆ ก็ไม่อาจหนีไปที่ใดได้ หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่ได้ตั้งใจจะชวนอีกฝ่ายร่วมกินด้วยจริงๆ แค่เอ่ยตามมารยาทเท่านั้น โดยหลังจากอีกฝ่ายปฏิเสธ เขาจึงนั่งกินมื้อเช้าอย่างไม่เกรงใจ
จ้าวซื่อเรียกน้องชายให้นั่งพักลงก่อน ทว่าจ้าวจินจู้กลับมองซ้ายมองขวาเพื่อหาอะไรทำ ชายหนุ่มเข้าไปดูทำความสะอาดในห้องครัว ก่อนจะไปให้อาหารล่อ เสร็จเรียบร้อยค่อยนำมูลของมันไปทิ้งที่หลังบ้าน
“น้องชายของเ้าผู้นี้ช่างเป็คนขยันขันแข็ง ท่านพ่อตาท่านแม่ยายเลี้ยงดูมาได้ดี ไม่ตามใจเพียงแค่เพราะเป็บุตรชายคนเดียวของบ้าน” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวชื่นชมจ้าวจินจู้
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านพ่อของข้ามักจะพูดอยู่เสมอว่า หากอยากอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าสวมใส่ก็ต้องทำงานให้หนัก สกุลของข้าเลยไม่มีผู้ใดที่เป็คนี้เี” จ้าวซื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
หยวนเหล่าเอ้อร์คิดในใจ ยามนั้นบ้านของเขาเห็นคนสกุลจ้าวทำงานขยันขันแข็ง มารดาผู้ขี้งกถึงได้ยอมควักเงินเป็ค่าสินสอดไปสู่ขอจ้าวซื่อให้แก่เขา ทั้งหมดก็เพื่อที่ภายในบ้านจะได้มีสะใภ้ซึ่งเป็คนขยันไว้คอยทำงานให้
จ้าวจินจู้ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จ้าวซื่อก็กินมื้อเช้าเสร็จพอดี นางนำห่อเงินออกมาแล้วยื่นส่งให้น้องชาย “นี่คือเงินสองร้อยอีแปะ เ้าจงเก็บเอาไว้ให้ดี หลังจากนี้หากทำงานได้เงินมาก็อย่าลืมเอามาคืนให้พี่เขย พวกเรายังติดหนี้สกุลกู้อยู่”
ดวงตาจ้าวจินจู้แดงก่ำด้วยความซาบซึ้งใจ พร้อมกับพยักหน้าอย่างแรง
“พี่สาม ท่านว่าผักดองจะสามารถนำไปขายได้จริงหรือ” ระหว่างเดินทางจ้าวจินจู้เอ่ยถามพี่สาวอย่างไม่มั่นใจ ขณะที่มือบังคับบังเหียนของรถเทียมล่อไปด้วย
“พี่เขยของเ้าบอกว่า ท่านแม่ดองผักได้อร่อยนัก หากนำไปขายในเมืองต้องขายดีเป็แน่ เ้าเชื่อพี่เขยเถิด เขาเป็คนที่ฉลาดที่สุดในบ้าน” จ้าวซื่อตอบอย่างมั่นใจ
จ้าวจินจู้เองก็คิดว่าพี่เขยของเขานั้นฉลาดเฉลียวมากเช่นกัน หากไม่ฉลาดพี่สามของเขาหรือจะได้กินหมั่นโถวสีขาวนวลเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป
รถเทียมล่อเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ระหว่างทางพบเจอผู้ใดจ้าวซื่อจะร้องถามอย่างเป็มิตร “ท่านป้า รีบเดินทางใช่หรือไม่ ทางนี้เดินลำบากนั่งรถเทียมล่อไปเถิด เข้าไปในตำบลค่าจ้างแค่สองอีแปะต่อคนเท่านั้น หาก้าเข้าไปในอำเภอ คนละสี่อีแปะ”
การหาลูกค้าระหว่างทางไม่เหมือนกับการมีลูกค้ามาเหมารถล่อ มีลูกค้าเหมาอย่างมากได้ค่าจ้างแค่สองสามอีแปะเท่านั้น ไม่เหมือนการหาลูกค้าระหว่างทางที่ได้ค่าจ้างเป็รายหัว ค่าจ้างที่ได้จึงย่อมมากกว่า ทว่าก็มีข้อเสีย มีบางคนนั่งบางคนไม่นั่ง หากนางก็ไม่ได้สนใจ หาได้ก็คือหาได้ หาไม่ได้ก็ไม่เป็ไร รอจนรถล่อมีคนนั่งจนเต็มถึงจะค่อยวิ่งเร็วขึ้น
ครั้นไปถึงในตำบล คนลงจนหมด จ้าวซื่อค่อยะโเรียกหาลูกค้าอีกครา “มีผู้ใด้าจะนั่งรถเทียมล่อไปในอำเภอหรือไม่ ค่าโดยสารคนละสามอีแปะเท่านั้น…”
แรกเริ่มเดิมทีจ้าวจินจู้รู้สึกอับอายไม่กล้าะโเรียกลูกค้า แต่พอเห็นพี่สาวะโเรียกลูกค้าจนเสียงแหบจึงพยายามปลุกความกล้าในตัวขึ้นมา ช่วยพี่สาวะโเรียกลูกค้า เพียงไม่นานก็ได้ลูกค้าที่้าจะโดยสารไปในอำเภอหลายคน
พระอาทิตย์ส่องแสงร้อนแรงเจิดจ้า ทางที่รถเทียมล่อวิ่งผ่านวาววับจากแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์ จ้าวจินจู้เห็นท่าทางตอนวิ่งของล่อแล้วรู้สึกว่าพวกมันช่างน่ารักเหลือเกิน นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีขึ้นใช่หรือไม่...
ระหว่างทางรถเทียมล่อของจ้าวซื่อและจ้าวจินจู้ได้สวนกับรถม้าคันหนึ่ง รถม้าหยุดลง หลิ่วตี๋เลิกผ้าม่านแล้วยื่นหน้าออกไป หมอชวีเห็นแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “เจอคนรู้จักหรือ?”
“คือมารดาของเด็กหญิงที่ท่าน้าจะพบ” หลิ่วตี๋ยิ้มตอบ
หมอชวีรีบเลิกผ้าม่านด้านหลังรถม้าดู พบกับรถเทียมล่อคันหนึ่งซึ่งมีคนนั่งอยู่เต็มรถ
“นี่พวกเรามาเสียเที่ยวอย่างนั้นหรือ” หมอชวีถามสีหน้ากังวล
“ไม่น่าเสียเที่ยว แม้เสียเที่ยวจริงพวกเราก็สามารถรั้งรอได้ หรือท่านจะให้ข้าขึ้นเขาไปเป็เพื่อนก่อนก็ได้ ร่างกายของท่านยังไม่แข็งแรงดี ฉะนั้นเดี๋ยวข้าจะเป็คนแบกท่านขึ้นไปเอง” หลิ่วตี๋กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
หมอชวีเห็นว่าแบบนี้ก็ไม่เลวเช่นกัน จึงไม่กล่าวคำใดอีก เขานั่งหลับตานิ่งอยู่ในรถม้า
ครั้นรถม้าขับมาถึงหมู่บ้าน องครักษ์ควบตำแหน่งคนขับรถม้าเดินไปถามทางกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่จดจำได้ต่างพากันเดินหนี ไม่มีผู้ใดยอมบอกทางสักคน
หลิ่วตี๋ยกยิ้มมุมปาก เลิกผ้าม่านบอกทางแก่คนขับรถม้า “เห็นบ้านหลังนั้นหรือไม่ บ้านซึ่งสร้างจากอิฐและกระเื้ันั้นคือบ้านที่พวกเราตามหาอยู่”
“แย่แล้ว!”
“กู้ซิ่วไฉแย่แล้ว!”
“เ้าทุกข์มาเอาเื่ถึงที่แล้ว!”
คนในหมู่บ้านซึ่งเป็คนที่วิ่งเร็วที่สุดรีบวิ่งไปแจ้งเื่นี้แก่สกุลกู้ ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังทำนาอยู่ก็รีบวิ่งไปเตือนสกุลกู้ด้วยเช่นกัน “ท่านซิ่วไฉ รีบพาคนในครอบครัวหลบออกไปจากที่นี่เร็วเข้า…”
ผู้สูงศักดิ์เป็คนที่ไม่อาจล่วงเกินได้ ต่อให้อธิบายด้วยเหตุผลหรือเป็ถึงซิ่วไฉ ฝ่ายนั้นก็คงไม่ยอมฟัง แม้เป็ถึงจวี่เหรินจิ้นซื่อ หากอีกฝ่ายคิดอยากจะเล่นงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายประหนึ่งบี้มดตัวหนึ่ง
