บทที่ 16
เต้าหู้ขน
“มันคือเื่เข้าใจผิดน่ะ” ลูกพี่อินกล่าวอย่างอารมณ์ดีผิดปกติ “ข้าเป็คนสั่งให้คนไปตามเขามาเอง ลูกน้องข้าอาจจะมือไม้หนักไปหน่อย จนทำให้คนอื่นเข้าใจผิด”
เ้าสำนักเฉินเอ่ยอย่างสงสัย “ท่านเรียกเขามาทำไมกัน”
ลูกพี่อินตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเห็นว่าเขามีหัวทางด้านการค้า เลยกะจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็เ้าสำนักเสียหน่อย แต่เ้าเด็กนี่พ่อแม่เพิ่งจะเสียชีวิต ต้องคอยดูแลทางบ้าน เลยบอกปัดคำชวนไป”
เ้าสำนักเฉินถามรัวสามคำถามซ้อน “เขาอ่านออกเขียนได้รึ? คิดบัญชีเป็รึ? หรือว่าเขาเคยช่วยชีวิตท่านไว้?”
ลูกพี่อินชะงักไป “ข้า... ข้ายังไม่ทันได้ถาม”
เ้าสำนักเฉินถึงกับขำพรืดด้วยความระอา “ท่านยังไม่รู้อะไรชัดเจนสักอย่างก็จะตั้งเขาเป็เ้าสำนักแล้ว แล้วพวกพี่น้องข้างล่างเขาจะยอมรับนับถือรึ”
ลูกพี่อินเอ่ยอย่างเก้อเขิน “ตอนนั้นข้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เห็นว่าพวกเรากำลังขาดแคลนคนไม่ใช่รึไง”
พูดเสร็จเขาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้พวกศาลาว่าการคอยหาเื่วันเว้นวันยังไม่พอ เ้าหลิวเหวินซิวสารเลวนั่นยังทรยศพรรคหนีไปเข้ากับพรรคเทียนป้าอีก ตอนนี้จะไปหาใครที่พอจะพึ่งพาได้มาแทนที่มันล่ะ”
พรรคของพวกเขากับพรรคเทียนป้านั้นเป็ศัตรูคู่แค้นกันมาตลอด พรรคหนึ่งชื่อ "เทียนป้า" (จ้าว์) อีกพรรคเลยตั้งชื่อว่า "เมี๋ยป้า" (พิชิต์) ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่ถูกเส้นกันขนาดไหน
ตอนนี้ทางการสั่งห้ามเก็บค่าคุ้มครองอย่างเด็ดขาด พรรคของพวกเขาไม่เหมือนกับพรรคเทียนป้าที่ยังมีบ่อนพนันอยู่ในมือ ต่อให้ไม่มีค่าคุ้มครองพวกนั้นก็ยังอยู่กันได้อย่างสบาย
รายได้หลักของพรรคพิชิตธานอสคือค่าคุ้มครอง หากวันหน้าเก็บไม่ได้อีก ทั้งพรรคคงต้องแตกกระเจิง แล้วจะไม่ให้ลูกพี่อินร้อนใจได้อย่างไร
แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ การที่หลิวเหวินซิวทรยศพรรคต่างหากที่เป็การฟาดกระหน่ำอย่างรุนแรง
รายได้หลักของพรรคนั้นมาจากค่าคุ้มครองบนถนนจี๋ซินและถนนชิ่งเสียง นอกจากนี้ยังมีการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งธุรกิจส่วนนี้หลิวเหวินซิวเป็คนจัดการดูแลทั้งหมด
ใครจะไปรู้ว่าพอประกาศห้ามเก็บค่าคุ้มครองของทางการออกมา หลิวเหวินซิวก็เผ่นไปซบพรรคเทียนป้าทันที
ทำเอาลูกพี่อินโกรธจนแทบจะถือดาบบุกไปเคลียร์ที่พรรคเทียนป้า ดีที่ท่านรองประมุขห้ามไว้ได้ทัน
ช่างเป็คราวเคราะห์ที่ถาโถมเข้ามาซ้ำซ้อนจริงๆ
สมาชิกคนอื่นๆ ในพรรคยังไม่รู้เื่ที่หลิวเหวินซิวหนีไป ไม่อย่างนั้นพรรคยังไม่ทันจะสลาย ใจคนคงจะสลายไปเสียก่อน
เ้าสำนักเฉินทอดถอนใจ “มันต้องมีทางออกแน่ๆ”
ลูกพี่อินปาดหน้า “รอดูว่าจงฮุ่ยจะหาทางออกได้ไหม”
ยามนี้ "จงฮุ่ย" รองประมุขพรรคที่ออกไปข้างนอก ก็เพื่อไปจัดการความวุ่นวายที่หลิวเหวินซิวทิ้งเอาไว้นั่นเอง
ซ่งหยวนเดินออกมาจากห้องโถงหลัก ก็เห็นชายตัวสูงเชิดหน้าขึ้น ใช้รูจมูกส่งเสียง "หึ" ใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป
ชายตัวเตี้ยตั้งใจจะทำตามบ้าง แต่พบว่าตัวเองสูงไม่เท่าซ่งหยวน จึงได้แต่ถลึงตาใส่เขาอย่างแรงหนึ่งที แล้วรีบวิ่งตามชายตัวสูงไป
ซ่งหยวนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางมองหาโสว่โหว แต่หมอนั่นก็หายหัวไปนานแล้ว
เขาเงยหน้ามองฟ้า ประเมินว่าน่าจะเป็ยามเซิน (บ่าย 3-5 โมง) ใกล้จะถึงยามโหย่ว (5 โมงเย็น - 1 ทุ่ม) แล้ว เขาคิดในใจว่าคืนนี้จะไปนอนค้างที่ไหนดี ไปนอนโรงเตี๊ยมเลยน่าจะดีกว่า
เมื่อก่อนเ้าของร่างเดิมมักจะเวียนไปนอนตามบ้านเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของเขา นอกจากจะถูกมองด้วยสายตารังเกียจแล้ว ยังมักจะถูกพูดจาเหน็บแนมเสียดสีอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าเ้าของร่างเดิมเป็พวกเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน เน้นคติ "คนหน้าด้านไร้เทียมทาน"
ถึงแม้ซ่งหยวนจะรู้สึกว่าบางครั้งตัวเองก็หน้าหนาอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับเ้าของร่างเดิมแล้ว ถือว่ายังห่างชั้นกันลิบลับ
ยามนี้ในลานบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เด็กๆ ที่วิ่งเล่นเมื่อครู่ก็ไม่อยู่แล้ว คาดว่าคงกลับเข้าห้องไปหมดแล้ว
ที่ปล่องไฟของห้องปีกข้างฝั่งขวามีควันลอยกรุ่นออกมา แถมยังได้กลิ่นหอมของข้าวโชยมาเตะจมูก
ซ่งหยวนมองสำรวจด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็ได้ยินเสียงแม่ครัวท่านหนึ่งเอ่ยอย่างเสียดาย “ทำไมถึงเสียได้นะ”
จากนั้นเสียงของแม่ครัวอีกท่านก็ดังขึ้น “เสียแล้วก็ทิ้งไปเถอะ ขืนกินเข้าไปเดี๋ยวจะปวดท้องเอา”
ป้าแม่ครัวสองท่านเดินคุยกันออกมาจากห้องครัว ในมือของป้าแม่ครัวที่ค่อนข้างท้วมถือจานที่มีของบางอย่างลักษณะเป็ "ขนสีขาวปุยๆ ยาวๆ" ขึ้นอยู่เต็มไปหมด
ซ่งหยวนอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าไปดู พอเห็นของในจานชัดๆ เขาก็ส่งเสียง "โฮ่" ออกมาเบาๆ ของดีนี่นา!
เขายื่นมือออกไปพลางรีบห้าม “อย่าทิ้งนะขอรับ! มันกินได้!”
ป้าแม่ครัวทั้งสองหันมามอง เห็นว่าเป็เ้าหนุ่มหน้ามนคนหนึ่งก็ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ เต้าหู้ที่วางทิ้งไว้หลายเดือนจนขึ้นราขนาดนี้ จะกินได้จริงรึ?
ไม่รู้ว่าเ้าเด็กซนคนไหนโยนฟางข้าวลงไปในไหนั่น แล้วมันดันไปทับอยู่บนเต้าหู้พอดี ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมือปราบมาตรวจค้นเมื่อครู่ พวกนางก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีเต้าหู้เหลืออยู่ในไห
นี่ก็ผ่านไปตั้งหลายเดือนแล้ว เต้าหู้ขึ้นราจนขนฟูขนาดนี้ จะทิ้งก็เสียดาย จะกินก็กลัวท้องร่วง
ซ่งหยวนอธิบายว่า “นี่เรียกว่า เต้าหู้ขนหรือจะเรียกว่าเต้าหู้ยี้ก็ได้ขอรับ มันกินได้จริงๆ”
เมื่อเห็นป้าแม่ครัวยังทำหน้าสงสัย ซ่งหยวนก็ถลกแขนเสื้อขึ้น “ถ้าไม่เชื่อ ข้าจะกินให้ดูขอรับ ของเ้านี่รสชาติเลิศเลอมาก โดยเฉพาะเอามากินกับข้าวนี่นะ สุดยอดไปเลย!”
ป้าท้วมรีบห้าม “อย่ากินเลยลูก เผื่อปวดท้องขึ้นมาจะลำบาก”
“ไม่เป็ไรขอรับ เชื่อข้าเถอะ”
พูดจบซ่งหยวนก็หยิบเต้าหู้ขนขึ้นมาหนึ่งชิ้นส่งเข้าปาก รสััที่เนียนนุ่มละมุนละไมแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น กลิ่นหอมเข้มข้นรสชาติสดใหม่ ละลายในปากทันที
อืม... รสชาตินี้แหละ แต่จืดไปนิด ถ้าโรยเกลือกับพริกป่นสักหน่อยจะหอมกว่านี้มาก
เขาเงยหน้าขึ้นถาม “มีเกลือไหมขอรับ ขอข้านิดหนึ่ง”
ป้าท้วมบอก “ไปหยิบมาให้เขาหน่อย”
ป้าแม่ครัวอีกคนหยิบห่อเกลือเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วค่อยๆ โรยลงบนเต้าหู้ขนอย่างระมัดระวัง
ภายในห้องโถงหลัก หลังจากคุยธุระเสร็จ ลูกพี่อินเดินเปิดประตูออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด ก็เห็นแม่ครัวสองคนยืนล้อมวงอยู่กับซ่งหยวนไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ เขาจึงะโเรียกตามสัญชาตญาณ “เ้าซ่ง...”
ซ่งหยวนได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นแก้ไขชื่อให้ “ซ่งหยวนขอรับ”
“ซ่งหยวน เ้ายังไม่กลับไปอีกรึ” ลูกพี่อินเห็นพวกเขากำลังรุมกินอะไรบางอย่างในจาน จึงเดินเข้ามาหา “พวกเ้ากินอะไรกันน่ะ”
“เต้าหู้ขนขอรับ” ในมือซ่งหยวนยังมีเต้าหู้ขนอยู่อีกชิ้น เขาถามออกไปว่า “ลูกพี่อิน ท่านจะลองสักหน่อยไหมขอรับ”
“ข้าลองดูสิ” ลูกพี่อินยื่นมือไปหยิบมาหนึ่งชิ้น
ป้าท้วมรีบเตือน “ท่านประมุข เต้าหู้มันขึ้นราแล้วนะเ้าคะ กินไม่ได้หรอก”
ลูกพี่อินหาได้สนใจไม่ “ก็แค่ขึ้นรา มีอะไรจะกินไม่ได้ ตอนข้าออกท่องยุทธภพใหม่ๆ ของเน่าของเหม็นกว่านี้ข้าก็กินมาหมดแล้ว”
“แตะเกลือหน่อยนะขอรับ” ซ่งหยวนบอกเสียงค่อย
ลูกพี่อินคีบเต้าหู้ขนไปแตะเกลือแล้วส่งเข้าปากคำโต ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง
เมื่อเห็นสีหน้าลูกพี่อินเปลี่ยนไป ป้าท้วมก็รีบร้อนบอก “ท่านประมุข รีบคายออกมาเถอะเ้าค่ะ รีบคายออกมา!”
“เกิดอะไรขึ้น?” เ้าสำนักเฉินได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาจากห้องโถงหลัก “พวกเ้าทำอะไรกันอยู่”
ป้าท้วมรีบบอก “เ้าสำนักเฉิน ท่านรีบมาดูเร็วเ้าค่ะ ท่านประมุขกินเต้าหู้ขึ้นราเข้าไปแล้ว”
จังหวะนั้นเอง ลูกพี่อินก็จ๊อบแจ๊บปากพลางเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย “ไม่เลว! อร่อยจริงๆ รสชาติเข้ากับข้าวได้ดีมาก!”
เขาโบกมือเรียกเ้าสำนักเฉิน “เหล่าเฉิน เ้ามานี่ มาลองชิมของดีนี่ดู”
เ้าสำนักเฉินเดินเข้ามาหา เขารู้ดีว่าท่านประมุขไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นกับเื่พรรค์นี้อย่างไร้เหตุผล เขาจึงหยิบเต้าหู้ขนขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วลิ้มรสอย่างละเอียด
ครู่ต่อมา ดวงตาของเขาก็เป็ประกาย เขาถามป้าท้วมว่า “เต้าหู้ขนนี่ทำขึ้นมาอย่างไร”
ของพรรค์นี้กินได้จริงๆ รึเนี่ย?
ป้าท้วมทำหน้ามึนตึบ “ไม่ได้ทำอะไรเลยเ้าค่ะ ก็แค่วางทิ้งไว้ตรงนั้นหลายเดือน แล้วมันก็กลายเป็แบบนี้เอง”
ได้ยินเช่นนั้น เ้าสำนักเฉินก็อดที่จะผิดหวังไม่ได้ “ต้องรอนานถึงหลายเดือนเชียวรึ”
ซ่งหยวนเอ่ยขึ้น “ไม่จำเป็ต้องนานขนาดนั้นหรอกขอรับ โดยปกติแล้ว 7 วันก็เพียงพอแล้ว”
“น้องชายซ่ง...” เ้าสำนักเฉินอ้าปากจะพูดแต่ก็นิ่งไปชั่วครู่เพราะนึกชื่อไม่ออก
“ซ่งหยวนขอรับ” ซ่งหยวนช่วยเตือนเบาๆ
เ้าสำนักเฉินจึงถามต่อ “น้องชายซ่ง เ้ารู้ได้อย่างไรว่าของสิ่งนี้กินได้”
ซ่งหยวนเลียริมฝีปาก รสชาติหอมมันของเต้าหู้ขนยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น เขาจึงค่อยๆ เอ่ยตอบไปว่า “ข้าเคยทานมาก่อนขอรับ”
เ้าสำนักเฉินข่มความตื่นเต้นเอาไว้แล้วถามอย่างเร่งร้อน “น้องชายซ่ง... เ้ารู้วิธีทำเ้าเต้าหู้ขนนี่ใช่ไหม?”
“รู้ขอรับ” ซ่งหยวนยิ้มออกมา “มันไม่ได้ยากอะไรเลย”
ในใจของเ้าสำนักเฉินลิงโลดขึ้นมาทันที เขารีบถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น เ้าพอจะสอนพวกเราทำได้หรือไม่?”
