เหลียนซานรีบโบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน "ไม่ครับ ไม่เอาครับ เราตกลงกันแล้วนี่ครับว่าค่าจ้างคือข้าวสามมื้อสำหรับผมคนเดียว ผมจะแบ่งส่วนของผมให้พ่อกับแม่เองครับ คุณยายหลี่ ซาลาเปาสี่ลูกนี้มันมากเกินไป ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ เอาไปขายต่อหรือไม่ก็เก็บไว้ทานกันเองเถอะนะครับ... ผมขอเอาแค่สองลูกนี้กลับไปกินที่บ้านนะครับ สัญญาว่าอีกห้านาทีจะรีบวิ่งกลับมาครับ"
ทั้งฉินซูหลานและชูชิงต่างจนใจจะห้ามปรามความดื้อรั้นอันน่าเอ็นดูนี้ จึงจำต้องยอมปล่อยเลยตามเลย
เหลียนซานกำซาลาเปาสองลูกไว้แน่น ก่อนจะออกตัววิ่งแน่บตรงดิ่งไปยังโกดังเก่าที่เป็บ้านของเขา
เมื่อลับหลังเด็กชาย ชูชิงหันมาสบตากับคุณยาย
ฉินซูหลานถอนหายใจยาว "เหลียนซานช่างเป็เด็กดีที่น่าสงสารจริงๆ"
ชูชิงรู้ดีว่าคุณยายมีเจตนาดี อยากช่วยเหลือครอบครัวเหลียนซาน แต่บางครั้งความช่วยเหลือที่มากเกินไป อาจกลายเป็ความอึดอัดใจสำหรับผู้รับ
"ยายคะ สำหรับเหลียนซาน ซาลาเปามันเป็ของแพงเกินไปค่ะ คราวหน้ายายเปลี่ยนเป็หมั่นโถวให้เขาเอากลับบ้านดีกว่าไหมคะ? แบบนั้นเขาอาจจะยอมรับได้ง่ายกว่า"
สำหรับครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นอย่างเหลียนซาน การได้กินซาลาเปาถือเป็เื่หรูหราฟุ่มเฟือย พวกเขาคงไม่กล้ากินเยอะ แค่มีหมั่นโถวประทังความหิวให้อิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว
ฉินซูหลานเริ่มเข้าใจแล้วว่าความปรารถนาดีของตน อาจกลายเป็ภาระทางใจของเด็กชายโดยไม่รู้ตัว
"ได้สิ ต่อไปยายจะเตรียมหมั่นโถวให้เหลียนซานเยอะหน่อย แล้วก็จะจ่ายค่าแรงให้เขาเป็รายเดือนด้วย"
ชูชิงยิ้มกว้าง พลางเอ่ยชมอย่างจริงใจ "ยายคะ ยายนี่เป็คนดีที่สุดในหมู่บ้านเป่ยซินเลยนะคะเนี่ย"
ฉินซูหลานจิ้มหน้าผากหลานสาวเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู "ยายไม่ใช่คนดีวิเศษอะไรหรอก ยายเห็นแก่หน้าหลานต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะสายตาหลานที่มองเหลียนซานอย่างชื่นชมยินดี ยายก็คงไม่ยุ่งกับเขาหรอกย่ะ"
ชูชิงเลิกคิ้วสูง "หนูแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ก็แค่... แอบปลื้มใจเงียบๆ ที่รู้ว่าเหลียนซานจะเป็คนใหญ่คนโตในอนาคตแค่นั้นเอง"
นี่ขนาดเก็บอาการแล้ว ยายยังดูออกอีกเหรอเนี่ย?
"ขอบคุณนะคะยาย ที่ทำเพื่อหนู แล้วก็ดีกับเหลียนซานขนาดนี้... หนูจะตอบแทนยายยังไงดีนะ ขอหนูคิดก่อนนะคะ"
ฉินซูหลานมองหลานสาวด้วยแววตาอ่อนโยน "ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอก แค่หลานตั้งใจเรียน ไม่ทิ้งการเรียน ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร นั่นก็ถือว่าตอบแทนยายแล้วลูก"
ความตื้นตันจุกอกขึ้นมาทันที ชูชิงััได้ถึงความรักความเมตตาที่ยายมีให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
"ยายคะ หนูสัญญาว่าจะตั้งใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ค่ะ แล้ววันหน้าหนูจะเลี้ยงดูยายกับตาให้สุขสบายที่สุดเลยค่ะ"
"ดีมาก" ฉินซูหลานยิ้มกว้าง ก่อนจะเสกกล่องข้าวสองใบออกมาจากลังไม้ราวกับเล่นกล "นี่ข้าวกลางวันที่ยายทำมาเผื่อพ่อกับแม่หลาน เดี๋ยวเอาไปให้พวกเขาทานนะ"
"โห... ยายคะ ลังนี้มีช่องลับด้วยเหรอเนี่ย? เมื่อกี้ตอนขายของหนูไม่เห็นสังเกตเลย"
"ใช่แล้ว ลุงต้าลี่เขาเป็คนออกแบบเอง เห็นว่า่นี้เราต้องหิ้วปิ่นโตไปส่งพ่อแม่หลานบ่อยๆ แกเลยทำช่องพิเศษไว้ล็อกกล่องข้าวไม่ให้ขยับ น้ำแกงจะได้ไม่หกเลอะเทอะไงล่ะ"
"ลุงต้าลี่เก่งที่สุดเลย อ้อ... ยายอย่าลืมเตือนตาให้ไปเช็คจดหมายที่ที่ทำการหมู่บ้านด้วยนะคะ คุณปู่เถาเขียนจดหมายมาหาค่ะ"
"ได้จ้ะ"
...
ทางด้านเหลียนซาน... เขาพาร่างเล็กๆ วิ่งกลับมาถึงบ้านด้วยความเร็วแสง
"พ่อครับ แม่ครับ อาหารเช้ามาแล้วครับ"
เขาแบ่งซาลาเปาในมือยื่นให้พ่อกับแม่คนละลูก
เหลียนโปจ้องมองซาลาเปาในมือ แม้ท้องจะร้องโครกครากด้วยความอยาก แต่ใจกลับไม่กล้ากิน "มื้อเช้าไม่กินก็ไม่เป็ไรหรอก พ่อเก็บไว้กินตอนกลางวันดีกว่า"
เหมยฮวาเองก็ชะงักมือที่กำลังจะส่งซาลาเปาเข้าปาก "เสี่ยวซาน... ลูกกินหรือยัง? มาแบ่งกันกินดีกว่านะลูก"
เหลียนซานรีบหัวเราะกลบเกลื่อน "ผมกินแล้วครับ เช้านี้เหลือซาลาเปาตั้งแปดลูก คุณยายหลี่ให้ผมมาตั้งหกลูก ผมฟาดไปสี่ลูกอิ่มแปล้เลย เหลือสองลูกนี้แหละที่เอามาฝากพ่อกับแม่... ขอโทษนะครับ คราวหน้าผมจะกินให้น้อยลง จะได้เหลือมาฝากพ่อกับแม่เยอะกว่านี้"
เหมยฮวาถอนหายใจยาว "ลูกกินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวคุณยายหลี่ก็ใแย่ ต่อไปไม่ต้องเอาซาลาเปากลับมาแล้วนะลูก บอกคุณยายหลี่ว่าขอกินแค่หมั่นโถวสามมื้อก็พอแล้ว จะเอามาฝากหรือไม่ก็ได้ พ่อกับแม่ไม่หิวหรอก"
เหลียนซานรับคำเสียงหนักแน่น "ครับแม่ ผมจำแล้วครับ พ่อกับแม่รีบกินตอนร้อนๆ นะครับ เดี๋ยวผมต้องรีบกลับไปช่วยงานที่ร้านคุณยายหลี่แล้ว ตอนเย็นผมจะเอาข้าวมาส่งให้นะครับ"
พูดจบเขาก็รีบวิ่งแจ้นออกจากบ้านไป เพราะกลัวพ่อแม่จะจับไต๋ได้ว่าเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักคำ
เหลียนโปมองตามแผ่นหลังลูกชายจนลับตา ดวงตาของชายกลางคนแดงก่ำ "เสี่ยวซานยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย... เขาเสียสละส่วนของตัวเองมาให้เราสองคนต่างหาก"
เหมยฮวาที่เพิ่งกัดซาลาเปาไปคำเดียว ถึงกับชะงัก รู้สึกผิดจับใจ "ฉันนี่มันเป็แม่ประสาอะไร... ไม่ได้สังเกตลูกเลยสักนิด"
เหลียนโปค่อยๆ วางซาลาเปาลงในชามสะอาด "ลูกนี้เก็บไว้ให้เสี่ยวซานเถอะ"
"งั้นเรามาแบ่งของฉันกินกันดีกว่านะ"
"เธอกินเถอะ ฉันไม่หิว"
"จะไม่หิวได้ยังไง? เธอต้องใช้แรงสานตะกร้าทั้งวัน ฉันนอนเฉยๆ กินน้อยหน่อยไม่เป็ไรหรอก เอ้า... รีบกินสิ คนละครึ่ง"
มือข้างดีของเหมยฮวาพยายามจะบิซาลาเปา แต่ทำไม่ถนัด
เหลียนโปเห็นภรรยาลำบากจึงรีบเข้ามาช่วย เขาบิซาลาเปาออกเป็สองส่วน ยื่นส่วนหนึ่งให้เธอ แล้วตัวเองก็กินอีกส่วนหนึ่ง
เหลียนโปค่อยๆ เคี้ยวซาลาเปาทีละคำ สายตาทอดมองภรรยาที่นอนป่วยเป็อัมพาตมาหลายปีด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาอยากจะเอ่ยปากเตือนเธอเื่ลูกสักนิด แต่ก็กลัวจะไปสะกิดแผลใจให้เธอคิดมาก
เขารู้สึกว่าเหมยฮวาละเลยลูกชายมากเกินไป แม้แต่ลูกกินข้าวหรือยังก็ดูไม่ออก...
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเก็บคำพูดเ่าั้ไว้ แล้วก้มหน้าก้มตาสานตะกร้าต่อไปเงียบๆ
...
ไม่นานนัก เหลียนซานก็วิ่งกลับมาถึงแผงขายของ
ชูชิงสังเกตเห็นว่าเขายังไม่ได้กินข้าวเช้า แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดจี้ใจดำ เพียงหันไปกระซิบกับยาย "ยายคะ วันนี้เรากินข้าวเที่ยงกันเร็วหน่อยนะคะ"
เธอรู้นิสัยเหลียนซานดี ขืนยัดเยียดของกินให้ตอนนี้ เขาคงปฏิเสธหัวชนฝา สู้เร่งเวลาอาหารกลางวันให้เร็วขึ้นน่าจะดีกว่า
ฉินซูหลานผู้มีไหวพริบพยักหน้ารับรู้ทันที
จากนั้น เหลียนซานก็ช่วยเข็นรถตามยายฉินกลับหมู่บ้านเป่ยซิน ส่วนชูชิงหิ้วซาลาเปาสี่ลูกพร้อมกล่องข้าวสองใบมุ่งหน้าไปยังอำเภอ
ราวสี่สิบนาทีต่อมา ชูชิงก็มาถึงห้องพักฟื้น และจัดการดูแลให้พ่อกับแม่ทานอาหารเช้า
หลี่ไหลฮวาเคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ ใบหน้าเปี่ยมสุข "มีความสุขจังเลย... ได้กินซาลาเปาทุกวันแบบนี้ มันจะหรูหราเกินไปแล้วนะ ชิงชิง อย่าลืมบอกยายนะลูก ต่อไปทำแค่หมั่นโถวให้แม่กับพ่อกินก็พอแล้ว"
ชูผิงพยักหน้าเห็นด้วยทั้งที่ปากยังเคี้ยว "ใช่ๆ แค่หมั่นโถวก็พอแล้วลูก"
ชูชิงตบกระเป๋าเสื้อเบาๆ "พ่อจ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงเื่เงินหรอกค่ะ เรามีช่องทางหาเงินแล้ว กินของดีๆ ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วนะคะ... เดี๋ยวหนูจะขึ้นไปขุดสมุนไพรบนเขาซินซานต่อ กลางวันคงลงมาไม่ทัน ยายเลยทำมื้อเที่ยงใส่กล่องมาให้แล้วค่ะ วางอยู่นี่นะ เย็นนี้หนูจะรีบกลับมาหาพ่อกับแม่ค่ะ"
เธอวางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะข้างเตียง
หลี่ไลฮวารีบกลืนซาลาเปาแล้วโบกมือห้าม "ชิงชิง เย็นนี้ไม่ต้องมาแล้วนะลูก แค่มาส่งข้าวตอนเช้าก็พอแล้ว พ่อกับแม่ดีขึ้นมากแล้ว ดูแลกันเองได้ ลูกวิ่งไปวิ่งมาเหนื่อยแย่ กลับไปพักผ่อนที่บ้านยายสักวันสองวันเถอะ"
ชูชิงทำหน้าทะเล้น "หนูไม่เหนื่อยสักนิด รอพ่อแม่หายดีก่อนหนูค่อยพักก็ได้ค่ะ อีกอย่าง สองวันนี้หนูรู้สึกคึกคักจะตาย ไม่เหนื่อยเลยสักนิด เชื่อสิ เดี๋ยวพอพ่อกับแม่หายดีแล้วได้ลองค้าขายดู จะรู้เลยว่าไอ้ความรู้สึก 'เหนื่อยกายแต่ใจฟู' มันเป็ยังไง"
ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น กำลังใจของหลี่ไหลฮวากับชูผิงก็พุ่งกระฉูด อยากจะรีบหายป่วยวันหายป่วยพรุ่งขึ้นมาทันที
ชูชิงจัดการนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระค่ารักษาพยาบาล ก่อนจะเดินออกจากโรงพยาบาล
เป้าหมายต่อไปคือการนำแป้งไปขายเพื่อทำทุน แล้วค่อยมุ่งหน้าขึ้นเขาซินซาน...
