“แค่ถอดเสื้อพอไหมครับ… หรือว่าจะต้องให้ผมถอดกางเกงด้วย… ”
ลุงดินน์ถามต่อเมื่อเห็นคุณนายตะลึงค้าง นิ่งงันไปชั่วขณะเพราะพูดไม่ออก
“บ้า… แค่นี้พอแล้ว เชื่อแล้วว่าแข็งแรงจริง… ”
คุณนายใกับคำพูดที่ได้ยิน…
ไม่คิดว่าลุงดินน์จะกล้าตีสำนวนต่อปากต่อคำ แต่มันก็ทำให้หล่อนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาดเพราะว่าคนใช้ในบ้านหลังนี้ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าต่อปากต่อคำกับหล่อน
“โอเค… ฉันตกลงฉันรับลุงเข้าทำงาน”
มุกดากล่าวต่อ…
จากนั้นอธิบายรายละเอียดความรับผิดชอบของคนสวนและเงินเดือนค่าจ้างจนเข้าใจทั้งสองฝ่าย
“ขอบคุณครับ… ”
แม้ว่าจะเป็คนใบหน้านิ่งยิ้มยาก แต่ถ้าสังเกตสักนิดจะเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นที่ริมฝีปากของลุงดินน์
“งั้นพรุ่งนี้ลุงมาเริ่มงานได้เลย… ”
คุณนายมุกดาสรุป…
“ครับคุณนาย… ”
ในเวลาต่อมา
หลังจากลุงดินน์กลับออกจากบ้านไปแล้วด้วยรถกระบะเก่าๆ ที่ขับมาเองจากบางสะพาน
วันนี้ยังไม่ได้ทำงาน…
เพราะต้องกลับไปเก็บข้าวของในบ้านเช่าหลังเล็กที่บางสะพาน ซึ่งข้าวของก็มีอยู่ไม่มาก จึงคัดเอามาเฉพาะที่จำเป็จะต้องใช้จริงๆ
เหมือนลุงดินน์รู้ว่าตัวเองเป็คนชีพจรลงเท้า ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างเรียบง่าย จึงไม่นิยมสะสมข้าวของอะไรเยอะ เลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เป็ปัจจัยสี่ซึ่งจำเป็ต่อการดำรงชีพอย่างแท้จริง
ในเวลาต่อมา…
ตอนใกล้ค่ำ ที่บ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ของคุณนายมุกดา
เสียงรถตู้สีขาวคันใหญ่ที่เพิ่งกลับมาจากสนามกอล์ฟส่งเสียงดังอยู่หน้าบ้าน ทำให้มุกดาต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายสีขาวในมุมเดิมบนเทอเรสหน้าบ้าน ซึ่งหล่อนมักจะออกมานั่งอยู่เป็ประจำทุกวัน
มุกดาเดินเข้ามาใกล้รถที่แล่นเข้ามาจอด
“เสี่ยคะ… วันนี้มุกได้คนสวนแล้วนะคะ”
มุกดากล่าวกับเสี่ยโชคผู้เป็สามีในทันทีที่เห็นเขาก้าวลงมาจากรถ
เสี่ยโชคอยู่ในชุดเสื้อโปโลแขนสั้นสีกากีมีปก สวมรองเท้ากอล์ฟและหมวกสีเขียวบนศีรษะ
อันที่จริงเื่นี้เสี่ยโชคได้รู้มาบ้างแล้ว เพราะเคยคุยกันมาตลอดั้แ่ตอนที่มุกดาสั่งกุหลาบหลายพันต้นมาปลูกที่สวนหลังบ้าน
