เมื่อเห็นว่าคนที่มาไม่ใช่เทียนฉีแต่เป็หลันอวี่ิ เฉียวรุ่ยก็ตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงก้มศีรษะ เก็บศพของพ่ออสรพิษบนพื้นไป
เฉียวรุ่ยเห็นตนแล้วกลับมีสีหน้าผิดหวัง ไม่ยินดีเท่าไรนัก พระเอกขมวดคิ้ว ในใจคิด ‘เขามีสิ่งใดสู้หลิ่วเทียนฉีคนนั้นไม่ได้หรือ? ต้องแสดงท่าทางผิดหวังปานนี้ไหม?’
“เ้าาเ็ เป็อย่างไรบ้าง?” พระเอกก้าวเข้ามาถามอย่างเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไร!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะพลางบอกก่อนวิ่งเข้าไปในพุ่มไม้ ขุดเห็ดยอดทองสิบกว่าต้นออกมาอย่างรวดเร็ว เก็บเข้าไปในแหวนมิติของตน
เพราะกังวลว่ากลิ่นคาวเืที่นี่จะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นมา เฉียวรุ่ยจึงไม่อยากรั้งอยู่ รีบจากไปทันที
พระเอกตามเฉียวรุ่ยไปด้วย
เฉียวรุ่ยกลืนโอสถแก้พิษเม็ดหนึ่งกับโอสถรักษาอาการาเ็อีกเม็ดหนึ่ง ก้มศีรษะสำรวจาแของตนเล็กน้อย พบว่าาเ็ไม่เบาทีเดียว าแบนหัวไหล่ลึกมาก หากไม่ใช่เขาใช้พลังทิพย์ปิดปากแผลได้ทันเวลา เกรงว่าคราวนี้คงเสียเืไปมาก
ฟ้าค่อยๆ มืดลง เฉียวรุ่ยหาพุ่มไม้ค่อนข้างเตี้ยแถบหนึ่งแล้ววางรั้วป้องกันข้างตัว หลังจากนั้น เขาดึงเสื้อตรงหัวไหล่ออก สำรวจาแโดยละเอียด
เฉียวรุ่ยเห็นของเหลวสีแดงเพลิงปริ่มกระจายออกมาจากาแจึงเลิกคิ้ว พิษอัคคีหรือ? หากเป็พิษอัคคีก็หลอมกลืนไปเลยได้ แต่าแคงต้องจัดการสักหน่อย ไม่เช่นนั้น าแที่ต้องพิษเช่นนี้อาจไม่ฟื้นตัวง่ายนัก
คิดเสร็จ เฉียวรุ่ยเอายันต์ขจัดสิ่งสกปรกออกมา เริ่มทำความสะอาดาแ ทายาพันไว้
พระเอกยืนอยู่ด้านข้างมองมาอย่างเงียบเชียบ มองใบหน้าน้อยขนาดเท่าฝ่ามือ หัวไหล่กลมมนน่ารักที่เปิดเปลือยอยู่นอกอาภรณ์ สีแดงของเืทิ่มแทงตาปรากฏบนผิวหิมะขาวผ่อง แม้าแนั่นอาจส่งผลต่อความงามอันสมบูรณ์แบบของคนผู้นี้ไปบ้าง แต่าแนี้กลับยิ่งขับผิวขาวผ่องของเขาให้ดูเย้ายวนมากขึ้น ทำให้ตนอยากกดคนงามที่าเ็ไว้ใต้ร่าง เสพสมให้อิ่มเอมสักหนขึ้นไปอีก
เฉียวรุ่ยพันแผลเรียบร้อยถึงเงยหน้าขึ้น เหลือบเห็นหลันอวี่ิยืนอยู่ด้านข้าง
“ท่านตามข้ามาทำไม?” เฉียวรุ่ยเห็นอีกฝ่ายก็ระแวงขึ้นมาทันที
“ข้าไม่ได้ตามเ้า ข้าเพียงรู้สึกว่าโชควาสนาของข้าน่าจะอยู่ทางทิศตะวันออก!” พระเอกพูดเหมือนเป็เื่สมควร
“เฮอะ ในเมื่อเ้ามาหาโชควาสนา แล้วทำไมยังยืนอยู่ที่นี่อีก?” เฉียวรุ่ยแค่นเสียง คร้านที่จะมองต่อ
“เ้าได้รับาเ็ ข้าคิดว่าเ้าอาจ้าความช่วยเหลือจากข้า!”
“ขอบใจ ข้าไม่้า เ้าไปตามหาโชควาสนาของเ้าเถอะ!” เฉียวรุ่ยโบกมือพลางตอบกลับ
“ข้าเห็นเ้ามุ่งไปทางทิศตะวันออกเหมือนกัน หากพวกเราไปทางเดียวกัน สู้จับกลุ่มเดินทางไม่ดีกว่าหรือ?” พระเอกยิ้มน้อยๆ พลางเสนอ
“ข้าไม่สนใจ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอายันต์เขตแดนแผ่นหนึ่งออกมา สร้างเขตแดนแห่งหนึ่งในรั้วป้องกันทันที
“เฉียวรุ่ย!” พริบตาเดียวก็หายไปจากสายตา พระเอกขมวดคิ้วฉับ
ในใจคิด ‘ทำไมทุกครั้งคุยกันอยู่ดีๆ เฉียวรุ่ยบอกไปมักไปเสมอ ไม่ให้โอกาสตนสักนิดเลยเล่า?’
พระเอกคิดอะไรอยู่ เฉียวรุ่ยย่อมไม่สนใจ หลังเข้าไปในมิติแล้ว เขาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดชุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นนำอาหารที่คนรักตระเตรียมให้เขาในแหวนมิติออกมากิน หลังกินอิ่มถึงเริ่มหลอมกลืนพิษอัคคีในร่าง
ยังดีที่เขาเป็สายอัคคี กินโอสถแก้พิษขจัดส่วนที่เป็พิษในเปลวเพลิงไปอีก จึงหลอมกลืนเปลวเพลิงที่หลงเหลืออยู่ได้โดยตรง หากเปลี่ยนเป็ผู้ฝึกตนสายอื่น ถูกอสรพิษอัคคีทำร้ายเข้าอาจไม่ง่ายปานนั้น!
เฉียวรุ่ยหลอมกลืนพิษอัคคีพลางงีบหลับสั้นๆ กะโดยประมาณว่าฟ้าคงสว่างแล้วถึงออกมาจากในมิติ
“เ้าไม่เป็ไรนะ?” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยปรากฏตัวขึ้นก็ถามเสียงเบา
เห็นหลันอวี่ิยังยืนอยู่นอกรั้วป้องกัน เฉียวรุ่นพลันขมวดคิ้ว “ทำไมท่านยังไม่ไปเล่า?”
“เ้าได้รับาเ็ ข้าเป็ห่วงเ้า!” พระเอกเหลือบมองเฉียวรุ่ยพลางบอกด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ได้ยินอย่างนั้น เฉียวรุ่ยกะพริบตา เป็ห่วงหรือ? หากเป็ห่วงจริง ทำไมมีเพียงปากที่บอก ในแววตากลับไร้ซึ่งความเป็ห่วงเล่า? หากเทียนฉีพูดคำนี้ ตนต้องหาความห่วงใยในแววตาอีกฝ่ายพบแน่ แต่ยามที่หลันอวี่ิพูด ในดวงตาช่างไร้ความห่วงใยนอกจากแผนการ เห็นชัดว่าไม่ได้ห่วงเขาจริง เป็เพียงไมตรีจอมปลอมเท่านั้น
แต่ว่านะ เฉียวรุ่ยกลับรู้สึกว่าปกติยิ่งนัก อย่างไรเดิมทีเขากับหลันอวี่ิก็ไม่ได้คบหาอะไร อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางห่วงคนแปลกหน้าอย่างแท้จริงได้อยู่แล้ว ในใจไม่ห่วง ปากกลับบอกห่วง หลอกลวงผู้อื่นเช่นนี้มันสนุกงั้นหรือ?
อันที่จริง มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ ไม่มีข้อเปรียบเทียบย่อมไม่ถูกทำร้าย หากเป็เฉียวรุ่ยผู้เดียวดายไร้ที่พึ่งเมื่อหกปีก่อน บางที เพียงพระเอกพูดแบบขอไปทีสองประโยค เสแสร้งเป็ห่วงรอบหนึ่ง เฉียวรุ่ยคงปักใจรักไปแล้ว แต่เฉียวรุ่ยในตอนนี้มีคนที่รักเขาอย่างแท้จริง ได้ััรสชาติของการถูกรักและถูกเอาใจ คราวนี้อุบายเล็กน้อยไมตรีจอมปลอมนั่นไม่เข้าตาเขาหรอก
“ขอบใจ!” เฉียวรุ่ยยกมุมปากเ็า เอ่ยอย่างไร้อารมณ์
เห็นใบหน้าเรียบนิ่งของเฉียวรุ่ย พระเอกลอบขมวดคิ้ว แปลก ตนแสดงไมตรีลึกซึ้งเช่นนี้ เหตุใดท่าทีของเขาจึงไม่เปลี่ยนสักนิดเลยเล่า?
“เ้าหิวไหม? ข้ามีซาลาเปาอยู่นะ!” พระเอกพูดพลางเอาอาหารออกมาอย่างกระตือรือร้น พยายามประจบต่อ
“ไม่ต้อง ข้ามีเนื้อพะโล้ที่เทียนฉีทำให้ข้ากับมืออยู่!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาเนื้อพะโล้ร้อนควันฉุยชิ้นหนึ่งออกมา ก้มศีรษะกัดคำโต
เห็นท่ากินตะกรุมตะกรามนั่น พระเอกอดกระตุกมุมปากไม่ได้ ในใจคิด ‘เป็คนงามแท้ๆ พอกินอะไรขึ้นมานี่ ดูไร้มารยาทเกินไปกระมัง?’
จัดการอาหารเช้าเรียบร้อย เฉียวรุ่ยก็เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากกับมือสองข้าง แปะยันต์ป้องกันกับยันต์สะท้อนบนหน้าอกใหม่อีกครั้ง น่าชังนัก แค่เมื่อวานไม่ได้แปะยันต์วันเดียว ผลสุดท้ายกลับถูกอสรพิษกัดเข้า ดูท่ายันต์นี่คงไม่อาจใช้อย่างประหยัดได้!’
เพราะวันแรกๆ ล้วนไม่เกิดเื่ ดังนั้น เมื่อวานเขาจึงไม่แปะยันต์ ผลสุดท้ายกลับพบครอบครัวอสรพิษอัคคีเข้า นึกขึ้นมาก็รู้สึกหงุดหงิด โชคของตนนี่ย่ำแย่จริงเชียว!
เฉียวรุ่ยรื้อรั้วป้องกันที่วางไว้ ไม่สนใจหลันอวี่ิที่กินซาลาเปาอยู่ด้านข้าง ลุกขึ้นเตรียมจากไป
“เฉียวรุ่ย!” พระเอกกลืนซาลาเปาลงไป รีบลุกขึ้นไล่ตาม
เฉียวรุ่ยมองพระเอกไล่ตามมาทีหนึ่งพลางกลอกตา “ท่านยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
“ในแดนลับอันตรายนักหนา สู้พวกเราจับกลุ่มเดินทางไม่ดีกว่าหรือ?” หากจับกลุ่มร่วมเดินทางได้ ถ้าเช่นนั้น ท่าทีที่เฉียวรุ่ยมีต่อตนคงเปลี่ยนไปบ้าง อาจเป็ฝ่ายโถมเข้ามากอดตนก็เป็ได้
สังเกตพระเอกระหว่างพูด ในดวงตามีประกายแผนการฉายวาบก่อนจางหายไป เฉียวรุ่ยยกมุมปาก
“หลันอวี่ิ ท่านอย่าได้คิดว่าพลังของท่านสูงกว่าข้าขั้นหนึ่งและข้าได้รับาเ็อยู่ ท่านจะมีโอกาสสังหารข้าเพื่อปล้นสมบัติได้ ข้าบอกท่านไว้ก่อน หากท่านคิดฆ่าข้าย่อมไม่ง่ายปานนั้น ต่อให้ข้าสังหารท่านไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ถลกหนังท่านชั้นหนึ่งได้เหมือนกัน”
คำพูดของเฉียวรุ่ยใช่ว่าไม่มีเหตุผล ประการแรก เฉียวรุ่ยเป็ผู้ฝึกยุทธ์ พื้นฐานร่างกายไม่อ่อนแอสักนิด เป็สายต่อสู้จริงเฉกเช่นเดียวกับหลันอวี่ิผู้ฝึกกระบี่ ประการที่สอง เฉียวรุ่ยมีสมบัติมากมาย อุปกรณ์อาคม แผ่นค่ายกลและยันต์วิเศษในมือที่ควรมีล้วนมีทั้งสิ้น หากสู้กันขึ้นมา มีสมบัติเหล่านี้อยู่ไม่มีทางตกเป็รองเด็ดขาด
“ฮ่าๆๆ เฉียวรุ่ย คำนี้เ้าว่าข้าเสียเลย แค่ผลึกอสูรของอสรพิษอัคคีขั้นสามตัวเดียว ข้า ยังไม่ถึงขั้นต้องสังหาร ปล้นสมบัติกระมัง?” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยระแวงตนเองเช่นนี้จึงทำหน้ากลุ้ม ในใจคิด ‘ทำไมเฉียวรุ่ยถึงอคติกับตนลึกนักนะ?’
“ฮ่าๆๆ หลันอวี่ิ ท่านฟังให้ชัด ประการแรก ข้าไม่สนิทกับท่านจึงไม่้าร่วมทางด้วย ประการที่สอง ข้ากลัวท่านลอบทำร้ายจึงไม่ยินดีร่วมทาง ดังนั้น อย่างไรพวกเราสองคนก็ต่างคนต่างเดิน ทางใครทางมันเถอะ!”
“นี่ เป็ไปได้ยากนัก ข้าบอกเ้าแล้ว ข้ารู้สึกว่าโชควาสนาของข้าอยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้น ข้าไม่มีทางเปลี่ยนทิศทางหรอก!” พระเอกพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
“ได้! ถ้าอย่างนั้นพวกเรารักษาระยะห่างห้าร้อยเมตร อย่าเข้ามาขวางกัน!” เฉียวรุ่ยพูดพลางหันจากไป
หากไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าโชควาสนาของตนอยู่ทางนี้ เขาไม่มีทางร่วมทางกับหลันอวี่ิหรอก!
“เช่นนั้น ไม่ค่อยดีกระมัง เ้าเดินอยู่ด้านหน้าข้า ข้ากังวลว่าเ้าจะแย่งโชควาสนาของข้าไป!” พระเอกพูดพลางไล่ตามอย่างหน้าไม่อาย
“ได้ พวกเราสองคนความเร็วเดียวกัน ระหว่างกันเว้นห่างห้าร้อยเมตร เช่นนี้คงได้สินะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางดึงระยะห่างระหว่างทั้งสองในทันที
พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยหลบตนแทบไม่ทันก็ย่นคิ้วอีกครั้ง ในใจคิด ‘เฉียวรุ่ยชอบบุรุษชัดๆ ทำไมไม่ชายตาแลตนปานนี้เล่า?’
.........
สิบวันให้หลัง
เฉียวรุ่ยกับพระเอกเดินออกมาจากดงพุ่มไม้เตี้ย มาถึงทะเลทรายรกร้างผืนหนึ่ง
มองเห็นที่แห่งนี้มีเพียงดินเหลือง ก้อนหินรูปร่างประหลาดเต็มพื้น และยังมีต้นไม้น้อยอย่างน่าสงสารเพียงไม่กี่ต้น พระเอกตาค้างไปเล็กน้อย ั้แ่เล็กจนโตความรู้สึกเขาเฉียบไวเสมอ ทุกครั้งล้วนอาศัยความรู้สึกได้โชควาสนาดีมาไม่น้อย แต่ทำไมครั้งนี้ เขารู้สึกว่าทิศตะวันออกมีโชควาสนา กลับมาถึงสถานที่เช่นนี้เล่า? หรือความรู้สึกจะผิด? โชควาสนาของเขาอาจอยู่ด้านหน้าไปอีกอย่างนั้นหรือ?
เฉียวรุ่ยมองทะเลทรายอันไร้ที่สิ้นสุดตรงหน้าพลางยกมุมปากเล็กน้อย เพียงมองคร่าวๆ ทีหนึ่งก็พบสมบัติดีๆ หลายอย่างแล้ว เป็สถานที่ที่ดีจริงเชียว
เฉียวรุ่ยหันไปมองหลันอวี่ิที่อยู่ข้างกายอย่างระแวงทีหนึ่ง ในใจคิด ‘ตนต้องคว้าสมบัติให้ได้ก่อนก้าวหนึ่ง ไม่อาจให้อีกฝ่ายหาพบได้’ คิดได้เช่นนี้ เขาเอายันต์เพิ่มความเร็วออกมาแปะไว้บนขาตน วิ่งทะยานไปด้านหน้า
“เฮ้ เฉียวรุ่ย เ้าทำอะไร?” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยวิ่งอย่างไวก็ร้องใทีหนึ่ง ไล่ตามไปด้วยสัญญาชาตญาณ แต่บนขาเขาไม่มียันต์เพิ่มความเร็วเลย เมื่อไล่ตามทันก็เป็ครึ่งชั่วยามให้หลังเสียแล้ว
“เฉียวรุ่ย เ้า นี่เ้า!” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยตั้งรั้วป้องกันที่แปะยันต์วิเศษเต็มไปหมดขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งร่างยังยืนอยู่ในรั้วป้องกันก็มีสีหน้าฉงน
“ข้าง่วง อยากนอนกลางวันสักหน่อย ไม่ได้หรือ?” เฉียวรุ่ยเท้าเอวมองพระเอก พูดเหมือนสมควรนัก
“ฮ่าๆ!” ได้ยินอย่างนั้น พระเอกหัวเราะเจื่อนไปสองที เหตุผลนี้ช่างเผด็จการจริงนะ! เขาจะพูดอะไรได้เล่า?
“หากเ้าอยากไปหาสมบัติ เ้าก็ไปก่อนเถอะ ไม่ต้องรอข้า!” เฉียวรุ่ยพูดพลางวางเขตแดนอย่างรวดเร็ว
“เ้า...” พระเอกมองเฉียวรุ่ย ครั้งนี้เขาไม่ได้หายไปทันที แต่วางเขตแดนคลื่นน้ำอันหนึ่งคลุมภายในรั้วป้องกันทั้งหมดไว้ก็งุนงงวูบหนึ่ง แอบประหลาดใจอยู่บ้าง
แปลก ครั้งนี้เฉียวรุ่ยนอนหลับ ทำไมเขตแดนที่วางไม่ค่อยเหมือนก่อนหน้านี้เล่า?
