จนกระทั่ง…
จิ๊บ จิ๊บ !!
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากปลายกิ่งไม้ ดังสะท้อนเข้ามาในหอนอนของเธอ ไอแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างไม้ขัดเกลาที่ปิดไว้ สะท้อนแสงอุ่นลงบนใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังหลับใหล
“คุณหนูเ้าขา… ตื่นเถิดเ้าค่ะ ดวงตะวันขึ้นฟ้าแล้วหนาเ้าคะ” เสียงบัวพูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือแตะเบา ๆ ที่บ่าของหญิงสาวก่อนที่ดวงตาคู่งามนี้จะลืมขึ้นช้า ๆ
“อื้อ… พี่บัว…” พริมโรสพึมพำ ใช้แขนข้างหนึ่งป้องตาไว้จากแสง ก่อนจะชะงักไปเมื่อรู้สึกว่าที่นอนใต้ร่างไม่ใช่ฟูกนุ่มหนาแบบในห้องนอนของตน แต่เป็เสื่อทอแน่นที่รองด้วยหมอนสามเหลี่ยมแบบไทยโบราณ
เธอลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบห้อง ทุกอย่างดูเหมือนฉากละครย้อนยุคที่เธอเคยดู ทั้งผ้าม่านที่ทำจากฝ้ายทอ ผนังไม้ตีเกลียว และโต๊ะคันฉ่องขนาดใหญ่ที่มีการแกะสลักลวดลายไทยตั้งอยู่ตรงมุมห้องอย่างงดงาม
“นี่ฉันยังไม่ตื่นจากฝันอีกเหรอ…เฮ่ย” เธอถอนหายใจออกอย่างช้า ๆ ก่อนจะเปิดประตูห้องออกมา
“แม่พิม ตื่นแล้วรึ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นทันทีที่หญิงสาวนั้นเปิดประตู
เธอหันขวับไปตามเสียงนั้นก็พบว่า เป็ชายวัยกลางคนที่ตอนนี้ยืนอยู่หน้าระเบียงห้อง เขาสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก ห่มผ้าแพรพาดบ่า และที่สำคัญ...ใบหน้าตาของต้นเสียงนั้นคล้ายคลึงกับพ่อของเธอในยุคปัจจุบันไม่มีผิด!
“พะ…พ่อ?” พริมโรสพึมพำออกมาก่อนจะวิ่งเข้าไปสวมกอดทันที
ชายผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลูบหัวอย่างเบามือ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่เธอคุ้นเคย
“โธ่…แม่พิม เหตุใดน้ำเสียงถึงได้สั่นปานนั้นเล่าลูก” เขาตอบกลับมาอย่างเป็ห่วง
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะตั้งสติ เสียงฝีเท้าอีกคู่ก็ดังขึ้นตามมา “แม่พิมลูกข้า…แม่ได้ยินมาว่า วานนี้เ้าหมดสติไป แม่เป็ห่วงจนใจจะขาด” หญิงวัยกลางคน คนหนึ่งในชุดผ้านุ่งผ้าซิ่นลายดอกน้อยเดินเข้ามา ลูบหัวเธอพลางเอ่ยเสียงสั่น…และที่สำคัญใบหน้านางนั้นยังคล้ายคลึงกับใบหน้าแม่ของเธอในยุคปัจจุบันเช่นเดียวกัน!
พริมโรสยืนตัวแข็ง น้ำตาคลอ เธอพูดไม่ออก ได้แต่จ้องมองหน้าของทั้งสองท่านราวกับว่าหากมีพ่อ แม่ และพี่อยู่ที่นี่ด้วย นี่ก็คงจะไม่ใช่ฝันร้ายไปทั้งหมด
“มะ…แม่!” เธอเอ่ยแ่ พร้อมโผเข้ากอดอย่างรวดเร็ว น้ำตาไหลไม่รู้ตัว
หญิงสาวผู้เป็แม่สะดุ้งไปเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลูบหัวลูกสาวเบา ๆ
“แม่อยู่นี่แล้วลูก อย่าร้องเลยหนาลูก ขวัญเอยขวัญมา”
เสียงสะอื้นของพริมโรสดังก้องทั่วเรือน เธอไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้คือความฝัน หรือเื่จริง หากเป็ฝันก็เป็ฝันที่ยาวนานเหลือเกิน แต่หากว่าย้อนเวลากลับมายังอดีตจริง ๆ จะทำยังไงถึงจะได้กลับไป!
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด…คือความอบอุ่นที่โอบล้อมเธอในเวลานี้ ไม่ใช่ภาพหลอนหรือภาพฝัน แต่มันชัดเจนจนเจ็บแปลบในอก
เธอเงยหน้าขึ้นถามเสียงเบา “คุณพ่อเ้าคะ…ท่านชื่ออะไรหรือเ้าคะ” พริมโรสถามออกไปด้วยใบหน้าที่สงสัย
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ “อะไรของเ้ากันแม่พิม…จะมาแกล้งล้อพ่อแต่เช้าเรอะ? ข้าชื่อ เ้าพระยารามันเดชานิจ…เ้าเรียกพ่อว่า พ่อนิจ มาั้แ่เล็กจนโต เ้าลืมแล้วรึ” ชายวัยกลางคนนั้นถามกลับมาด้วยใบหน้าที่สงสัย
พริมโรสอึ้งไปสักพัก เธอรู้สึกคุ้นเคยชื่อนี้แปลก ๆ ‘เ้าพระยารามันเดชานิจ’ เธอค่อย ๆ คิดพิจารณา จนเธอนึกออกว่าชื่อนี้ คือ ชื่อของเ้าตระกูลของฝั่งคุณแม่ที่เคยเล่าให้ฟังสมัยเมื่อตอนเธอยังเด็ก ๆ
และยังตอกย้ำตัวตนของเธอ ‘พิมจันทร์’ ชื่อที่เธอใช้อยู่ตอนนี้ และยังเป็ชื่อของคุณเทียดเธอในโลกปัจจุบันแสดงว่าตอนนี้…เธอกำลังย้อนมาอยู่ในอดีต!
เธอกลืนน้ำลายลงคอ...หันไปมอง ‘แม่’ ที่กำลังจ้องมองเธอ พลางพูดอย่างนุ่มนวลว่า “ลูกแม่คงไม่ลืมชื่อแม่ใช่หรือไม่...เห็นพี่เ้าบอกว่าเ้าทำตัวแปลก จำชื่อใครต่อใครไม่ได้...” หญิงวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าทำหน้าใ
“แม่ทองมณี...แม่มณีของเ้ายังไงเล่า...เหตุใดลูกแม่ลืมสิ้นเช่นนี้” เธอเอามือกุมอกไม่อยากเชื่อ ว่าลูกชายตนพูดความจริง เธอทรงตัวไม่อยู่คล้ายจะเป็ลม
ผู้ที่กล่าวว่าตนเป็พ่อของพริมโรสในยุคนี้รีบเข้าไปพยุงในทันที
“คุณหญิงเ้าคะ...หรือจะเป็เพราะคุณหนูยังมีอาการมึนหัวยู่ เลยทำให้ลืมบางสิ่งไป” พี่บัวหญิงกล่าว
“หากเป็เช่นนั้นจริง...” คุณแม่มณีหันไปหาพวกบ่าว “พวกเ้ารีบไปตามหลวงอรรถ บุตรของเ้าพระยาธรรมเวชากิตมาเถิด หากทิ้งไว้เช่นนี้ข้าคิดว่าอาการคงแย่ลงเป็แน่...” หลังจากพูดจบท่านก็เป็ลม จนอดสงสัยไม่ได้เลยว่าตามหมอมาครั้งนี้มาดูใครกันแน่
