คนที่สองที่ลงสนามคือจวงไห่ สิ่งที่อีกฝ่ายใช้คือยันต์มีดบิน ความเสียหายที่การโจมตีสร้างขึ้นต่างกับเมิ่งเฉิงเลี่ยงไม่มากนัก ทำลายเสาไปหนึ่งในแปดส่วนเช่นกัน ทำให้ส่วนยอดร่วงลงมาที่พื้น
คนที่สามคือหลิ่วซาน ยันต์ที่นางเตรียมไว้คือยันต์อัคคี์ ความเสียหายที่การโจมตีสร้างขึ้นไม่ต่างจากทั้งสองคนก่อนเท่าไร ตัดเสาไปได้หนึ่งในแปดส่วน ส่วนยอดร่วงลงบนพื้นเช่นกัน
ตามหลักแล้ว ใช้ยันต์วิเศษขั้นสามโจมตีเสาเพชรที่ตั้งไว้ดีแล้วได้ผลลัพธ์เช่นนี้ นับว่าเป็ผลลัพธ์ปกติ กล่าวได้ว่า ระดับที่ทั้งสามคนสำแดงออกมานับว่าไม่เลวอย่างยิ่ง
คนที่สี่คือเหลิ่งเยว่ นางก้าวขึ้นเวทีโดยยังไม่ลงมือ แต่เดินวนรอบเสาของตนเองรอบหนึ่ง พิจารณาอย่างละเอียดสักครู่จึงทะยานร่างขึ้น แปะยันต์วิเศษในมือไว้ตรงกลางเสาพอดี
หลังแปะยันต์วิเศษเรียบร้อย เหลิ่งเยว่หมุนตัววิ่งมาทางด้านหลังยี่สิบเมตร กลับมาถึงข้างกายทั้งสี่คน จากนั้นจึงผนึกลูกบอลสายฟ้าขนาดเท่าลูกผิงกั่วลูกหนึ่งกลางฝ่ามือ ขว้างเข้าใส่ยันต์วิเศษตรงๆ
“เปรี้ยง เปรี้ยง ตูม...”
พอยันต์อสนีบาต์ถูกเหลิ่งเยว่ใช้ลูกบอลสายฟ้ากระตุ้น เสาสูงสองเมตรหักลงมาหนึ่งส่วนห้าอย่างรวดเร็ว
“ว้าว ศิษย์พี่เหลิ่งเยว่ ร้ายกาจนักเชียว!”
“ใช่ ศิษย์พี่เหลิ่งเยว่ร้ายกาจเสียจริง!”
“เชอะ มีอะไรกันเล่า? เห็นชัดว่าได้เปรียบเื่ที่ตนเป็ผู้ฝึกตนสายอัสนี!”
“ใช่แล้ว หากไม่ใช่เพราะยันต์อสนีบาต์ของศิษย์พี่เหลิ่งเยว่กับธาตุของนางเข้ากัน ก็ไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้มากปานนี้กระมัง?”
“ใช่!” เหลิ่งเยว่ลงมือเสร็จก็ชักนำเบื้องล่างเวทีให้ถกเถียงได้ทันที
“เหลิ่งเยว่ช่างแข็งแกร่งนัก เทียนฉีจะชนะนางได้หรือไม่นะ?” ต่งเฟิงมองเหลิ่งเยว่บนเวที ขมวดคิ้วยุ่ง
“ไม่จำเป็ต้องชนะเหลิ่งเยว่นี่ ขอแค่ชนะสามคนที่เหลือก็เอาสิทธิ์เข้าแข่งขันมาได้!” จงหลิงมองสถานการณ์บนเวทีพลางวิเคราะห์อย่างจริงจัง
ขอเพียงยันต์ที่ศิษย์น้องหลิ่ววาดมีพลังโจมตีแข็งแกร่งกว่าสามคนที่เหลือ ได้เป็อันดับที่สอง เช่นนั้นก็ได้โอกาสเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นแล้ว
“เทียนฉีน่าจะ น่าจะชนะนางได้ล่ะมั้ง?” เฉียวรุ่ยที่มองอยู่ด้านข้างสนามแข่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
หมึกยันต์ประเภทโจมตีที่เทียนฉีวิจัยออกมาใหม่ ตนยังไม่เคยเห็นเลยนี่? ไม่รู้ว่าพลังเป็อย่างไร? จะชนะเหลิ่งเยว่ได้หรือไม่นะ
หลิ่วเทียนฉีเห็นผลการโจมตีของทั้งสี่คนก็เลิกคิ้ว ในใจคิด ‘ดูท่าคราวนี้นางเอกจะถูกลิขิตให้ไร้วาสนากับการแข่งจตุรแคว้นแล้วสินะ’
“เทียนฉี ถึงตาเ้าแล้ว!” อู๋ฉิงมองศิษย์ที่นิ่งอึ้งอยู่ เอ่ยบอกเสียงเบา
“อาจารย์ นี่เป็ยันต์ที่ศิษย์เพิ่งวาด ขอท่านโปรดพิจารณา!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเดินมาอยู่ตรงหน้าอู่ฉิง ส่งยันต์วิเศษในมือไปให้
อู๋ฉิงยื่นมือไปรับ มองยันต์ในมือพลางเลิกคิ้วขึ้น “นี่คือ?”
“ยันต์อัคคีทองที่ศิษย์สร้างขึ้นเอง ผสานจากยันต์อัคคี ยันต์ทอง ยันต์ะเิและยันต์อสนีบาตซึ่งเป็ยันต์โจมตีสี่ชนิด พลังจึงไร้ขีดจำกัดนัก!” หลิ่วเทียนฉีมองอาจารย์อย่างมุ่งมั่น แนะนำยันต์ของตนอย่างจริงจังยิ่ง
“สร้างเองหรือ?”
“ศิษย์น้องหลิ่ว ถึงกับสร้างยันต์วิเศษเองได้ด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่วร้ายกาจเกินไปแล้วนะ ถึงกับสร้างยันต์วิเศษเองได้ด้วย!”
“นี่เป็การแข่งคัดเลือกนะ ศิษย์น้องหลิ่วใช้ยันต์ที่ตนสร้างเข้าแข่ง ไม่อวดดีเกินไปหน่อยหรือ?”
“นั่นสิ ศิษย์น้องหลิ่วทำเช่นนี้ เขาไม่กลัวตนไม่ถูกเลือกหรือ? ไม่กลัวล้มเหลวหรือไง?”
“ใช่ ศิษย์น้องหลิ่วเป็ถึงศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่เชียวนะ หากศิษย์น้องหลิ่วตกรอบ ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ใหญ่ก็ต้องขายหน้าสิ!”
“ก็ใช่น่ะสิ ใครว่าไม่ใช่เล่า!”
หลิ่วเทียนฉีพูดจบ ข้างล่างเวทีพากันวิพากษ์วิจารณ์ทันที ทุกคนคุยกันเสียงดังวุ่นวายไปหมด
“เทียนฉีทำอะไรน่ะ? นี่เป็การแข่งขันเชียวนะ ทำไมเขาเอายันต์ที่ตนสร้างเองมาเข้าแข่งเล่า? อวดดีเกินไปไหม?” ต่งเฟิงมองบนเวทีอย่างร้อนใจตามไปด้วย
“ใช่ ศิษย์น้องหลิ่วเสี่ยงเกินไปแล้ว!” เมิ่งเฟยพยักหน้า คิดว่าวิธีของเขามุทะลุเกินไป
“ข้ากลับรู้สึกว่าศิษย์น้องหลิ่วเดินหมากเสี่ยงอยู่ ไม่แน่อาจเปิดกระดานมาชนะก็เป็ได้?” จงหลิงยังเชื่อมั่นในเขา
“ใช่แล้ว ยันต์ที่เทียนฉีสร้างเองแล้วอย่างไรเล่า? ยันต์ของเทียนฉีต้องร้ายกาจแน่!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เขาเชื่อมั่นในยันต์ของคนรัก
“หลิ่วเทียนฉี ยโสเกินไปกระมัง? ถึงกับกล้าเอายันต์ที่ตนสร้างเองเข้าแข่งขันเชียวหรือ?” อวี๋ชิงโยวก้มศีรษะ ส่งกระแสจิตหาพระเอก
“คิดว่าอีกฝ่ายคงมั่นใจพอตัว ไม่อย่างนั้น ไม่มีทางทำเช่นนี้หรอก!” หลิ่วเทียนฉีไม่ใช่คนมุทะลุ หากไม่มั่นใจ คงไม่ทำเช่นนี้แน่
“ใครจะรู้เล่า?”
“เทียนฉี การแข่งขันคัดเลือกครั้งนี้ ไม่ว่าสำหรับวิทยาลัยยันต์หรือพวกเ้าล้วนสำคัญยิ่ง เ้าแน่ใจนะว่าจะใช้ยันต์ที่ตนสร้างเข้าร่วมการแข่งขัน?”
“ศิษย์มั่นใจขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ
ได้ยินคำนี้ เมิ่งเฉิงเลี่ยงยกมุมปากพลางคิด ‘หลิ่วเทียนฉี เ้าช่างโอหังเสียจริง คิดว่าตนเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่แล้วจะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นแน่นอนอย่างงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!’
เห็นท่าทางตั้งใจของหลิ่วเทียนฉี จวงไห่ยิ้ม ในใจคิด ‘ต่อหน้าธารกำนัล อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงไม่มีทางลำเอียงหรอก เกรงว่าคราวนี้หลิ่วเทียนฉีต้องแพ้แน่นอน!’
เหลิ่งเยว่ชำเลืองมองยันต์ในมืออาจารย์ใหญ่พลันขมวดคิ้ว ไม่รู้ทำไม นางััได้ว่าไอสังหารในยันต์แผ่นนั้นหนักหน่วงกว่ายันต์อสนีบาต์ของนางมากนัก นอกจากนี้ สภาพนั้นทำให้นางรู้สึกราวกับเป็ยันต์ขั้นสี่ เป็ไปไม่ได้หรอก หลิ่วเทียนฉีพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย เขาย่อมวาดยันต์ขั้นสี่ออกมาไม่ได้สิ?
ทำไม ทำไมถึงแข็งแกร่งปานนั้น เขาทำได้อย่างไร?
หลิ่วซานมองยันต์ในมืออาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง มีลางสังหรณ์ไม่ดีเลือนราง คล้ายกับมีบางอย่างจะเกิดขึ้น มีบางเื่จะเปลี่ยนแปลง!
“ดี ในเมื่อเ้ายืนยันเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้น เ้าใช้ยันต์แผ่นนี้เถอะ! แต่เ้าต้องจำไว้ คราวนี้เป็การคัดเลือกอย่างยุติธรรม จะชนะหรือแพ้ ล้วนดูที่ความสามารถเ้าเอง อาจารย์ไม่ลำเอียงเข้าข้างผู้ใด”
“ขอรับ ศิษย์เข้าใจ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า เดินเข้าไปรับยันต์วิเศษในมืออู๋ฉิง
หลิ่วเทียนฉีก้าวเท้าเข้าไป ห่างจากเสาของตนสิบก้าว กระตุ้นยันต์อัคคีทองในมือก่อนโยนออกไป ขว้างเข้าใส่เสาเพชรในทันที
“ตูม...”
เปลวเพลิงสีทองสองลูกะเิกลางอากาศ กลายเป็ลูกไฟสีทองลูกแล้วลูกเล่าโจมตีเข้าใส่เสาต้นนั้น
“ตูม...” เสาสูงสองเมตรส่งเสียงดังสนั่นอีกหนหนึ่ง ฉับพลัน จากบนจรดล่างะเิกลายเป็เศษหินระยับบนพื้นอย่างรวดเร็ว
“ว้าว นี่ นี่...”
เห็นภาพนี้ คนทั้งหมดในที่นั้น ไม่ว่าเป็หรือไม่เป็คนของวิทยาลัยยันต์ล้วนตื่นตะลึงอย่างยิ่ง กระทั่งอู๋ฉิง อาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยก็เบิกตาโต ลิ้นแข็งค้างจนพูดไม่ออก
บอกก่อนว่านี่เป็เสาเพชรเชียวนะ ยันต์ขั้นสามไม่มีทางสร้างความเสียหายได้มากมายเช่นนี้!
“ไม่ ไม่มีทาง ที่หลิ่วเทียนฉีใช้ไม่ใช่ยันต์ขั้นสาม!” เมิ่งเฉิงเลี่ยงส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงดัง
“ใช่แล้ว ยันต์วิเศษขั้นสามไม่มีทางสร้างผลลัพธ์ได้เช่นนี้!” จวงไห่พยักหน้า เอ่ยคล้อยตามเสียงดัง
“พวกเ้าสองคนมียางอายบ้างหรือไม่? แข่งแพ้ก็บอกว่ายันต์เทียนฉีของข้ามีปัญหา ทำไมถึงไม่บอกว่าฝีมือของพวกเ้าไม่ดีเองเล่า?” เฉียวรุ่ยมองทั้งสองคน ตั้งคำถามอย่างเดือดดาล
“ใช่แล้ว ตนเองไม่ไหวเองมิใช่หรือ แข่งแพ้อย่าพาลสิ ภาพลักษณ์ของผู้ใช้ยันต์ขั้นสามผู้อื่นถูกพวกเ้าทำลายยับแล้ว!” ต่งเฟิงถลึงตาใส่ทั้งสองคน ตอกกลับอย่างไม่เกรงใจ
“เฮอะ ยันต์วิเศษขั้นสี่มีแต่ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณวาดออกมาได้ หากหลิ่วเทียนฉีระดับดวงปราณ เขายังต้องแข่งกับพวกเ้าอีกหรือ?” จงหลิงเอ่ยเสียงเ็า
“ใช่ หากหลิ่วเทียนฉีเป็ระดับดวงปราณก็ไม่มีทางเข้าร่วมการแข่งได้สิ!” เมิ่งเฟยพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณไม่อาจเข้าแดนลับได้ เป็เื่ที่ทุกคนรู้ชัด!
“นี่...” ได้ยินคำพูดของเมิ่งเฟยกับจงหลิง ทั้งสถานที่เงียบกริบ คนทั้งหมดล้วนครุ่นคิด
ยันต์ขั้นสี่มีเพียงผู้ฝึกตนระดับดวงปราณถึงวาดได้ แต่หากหลิ่วเทียนฉีเป็ระดับดวงปราณย่อมเข้าแดนลับไม่ได้ เข้าร่วมการแข่งขันไม่ได้สิ ฉะนั้น ไม่มีทางที่เขาจะเป็ระดับดวงปราณหรอก?
แต่ แต่พลังของยันต์วิเศษมากเกินไป ไม่เหมือนยันต์วิเศษขั้นสามจริงๆ นะ? นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“เทียนฉี!” อู๋ฉิงหันหน้ามองไปทางศิษย์ของตน
“ในเมื่อศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านคิดว่ายันต์ของข้าน่าสงสัย ถ้าเช่นนั้น ข้ายินดีวาดยันต์อีกแผ่นหนึ่งต่อหน้าทุกคน แก้ความสงสัยของทุกท่านขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีมองอาจารย์พลางเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ดี!” อู๋ฉิงพยักหน้า สะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง โต๊ะกับเบาะสานทรงกลมของหลิ่วเทียนฉีลอยขึ้นมาบนเวทีสูง
หลิ่วเทียนฉีก้าวขึ้นไปนั่งลงบนเบาะสานทรงกลม มือสะบัดทีหนึ่ง เอาพู่กันเขียนยันต์ กระดาษยันต์และหมึกยันต์ของตนออกมา ก้มศีรษะเริ่มวาดยันต์
สายตาของคนทั้งหมดจับจ้องหลิ่วเทียนฉีบนเวทีสูง มองร่างของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
เมิ่งเฉิงเลี่ยงกับจวงไห่จ้องเขา มองอย่างละเอียดเป็พิเศษ
แต่ไม่ว่ามีผู้คนมากเท่าไรมองมาอยู่ หลิ่วเทียนฉีก็ยังคงก้มหน้าวาดแต่ละขีดอย่างพิถีพิถัน ไม่ตื่นเต้นหรือหวาดกลัวเพราะสายตาจับจ้องสักนิด
ใช้เวลาดื่มชาหนึ่งถ้วย หลิ่วเทียนฉีวาดยันต์แผ่นนี้เสร็จ เก็บอุปกรณ์ที่ตนใช้ลงไป หยิบยันต์ขึ้นมาพลางลุกขึ้นยืน เดินมาตรงหน้าจวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยง
“ในเมื่อศิษย์พี่ทั้งสองสงสัย ถ้าเช่นนั้น เชิญศิษย์พี่คนใดคนหนึ่งกระตุ้นยันต์แผ่นนี้เถิด!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งยันต์ไปตรงหน้าทั้งสองคน
“นี่...” ได้ยินเข้า ทั้งสองคนมองไปทางอู๋ฉิงพร้อมกัน
“เมิ่งเฉิงเลี่ยง เ้ากระตุ้นยันต์วิเศษ โจมตีเสาของจวงไห่”
“ขอรับ อาจารย์ใหญ่!” เมิ่งเฉิงเลี่ยงขานรับ รับยันต์อัคคีทองมาจากมือหลิ่วเทียนฉี
เมื่อเมิ่งเฉิงเลี่ยงเห็นยันต์แปลกใหม่แผ่นนั้นอยู่ในมือก็ตะลึงไปวูบหนึ่ง ในฐานะผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม เขามั่นใจอย่างยิ่งว่ายันต์วิเศษที่ถืออยู่เป็ยันต์วิเศษขั้นสาม ทว่า หากอาศัยสัญชาตญาณที่ผู้ใช้ยันต์มีต่อยันต์วิเศษ เขากลับมั่นใจมากว่าไอสังหารกับไอชั่วร้ายเหล่านี้ เหนือกว่ายันต์ขั้นสามระดับสูงแน่นอน
แปลก นี่มันเื่อะไรกัน เห็นชัดๆ ว่าเป็ยันต์ขั้นสาม แต่ทำไมความรู้สึกที่เขามีต่อยันต์แผ่นนี้กลับเหมือนไอสังหารของยันต์โจมตีขั้นสี่เล่า?
จวงไห่จับจ้องยันต์ในมือเมิ่งเฉิงเลี่ยงก็รู้สึกว่ายันต์นี่แปลกเช่นกัน “ศิษย์พี่เมิ่ง ยันต์นี่แปลกอยู่นะ?”
“ใช่ ไม่เหมือนใครเลย” เมิ่งเฉิงเลี่ยงพยักหน้าตอบ
“ศิษย์น้องหลิ่ววาดข้อดีของยันต์ขั้นสี่ผสานลงไป ย่อมไม่เหมือนยันต์อื่นนักหรอก!” เหลิ่งเยว่พูดออกมาอย่างมีเหตุผล
ก่อนหน้านี้ นางมองออกเหมือนกันว่ายันต์ของหลิ่วเทียนฉีไม่เหมือนใคร เมื่อครู่นางถึงไม่พูดอะไรมาตลอด แต่คราวนี้คงไม่ใช่แค่นาง จวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยง เ้าโง่สองคนนี้ก็มองออกแล้วสินะ?
หลิ่วซานจ้องยันต์แผ่นนั้นอยู่เนิ่นนาน หัวใจเต็มไปด้วยความริษยา สิ่งที่ท่านอาสามถนัดที่สุดคือยันต์โจมตี น้องเจ็ดสร้างยันต์ที่ร้ายกาจเช่นนี้ออกมาได้ ต้องได้รับอิทธิพลมาจากท่านอาสามแน่ ด้วยเหตุนี้ นี่ล้วนเป็ความดีความชอบของท่านอาสาม!
“เมิ่งเฉิงเลี่ยง!” อู๋ฉิงเรียกคำหนึ่ง
“ขอรับ อาจารย์ใหญ่!” เมิ่งเฉิงเลี่ยงพยักหน้า กระตุ้นยันต์วิเศษในมือตามคำเรียกร้องของอู๋ฉิง โจมตีเข้าใส่เสาของจวงไห่
“ตูม...” เสียงะเิดังสนั่นขึ้นทีหนึ่ง อัคคีทองสองลูกะเิกลายเป็ลูกไฟสีทองลูกแล้วลูกเล่า
“ตูม...” เสียงดังขึ้นอีกหน เสาของจวงไห่ถูกะเิกลายเป็ก้อนหินชิ้นเล็กชิ้นน้อย ระเกะระกะอยู่เต็มพื้นในทันที
“ว้าว ศิษย์น้องหลิ่ว ร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
“ใช่แล้ว ไม่เสียทีเป็ถึงศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่ ไม่เหมือนกับพวกที่คิดว่าตนเก่งกาจเ่าั้!”
“ใช่ วิชายันต์น่ะ ไม่ใช่ต้องอยู่ในวิทยาลัยนานหลายปีถึงจะร้ายกาจ มันต้องพึ่งพร์ต่างหากล่ะ”
“เ้าพูดถูก ศิษย์น้องหลิ่วมีพร์ ไม่แปลกที่จะเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่ได้!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!”
“ศิษย์น้องหลิ่วอัจฉริยะจริงๆ!”
“นั่นสิ ศิษย์น้องหลิ่วเป็อัจฉริยะยันต์ ใช้เวลาหกปีก็สร้างยันต์ออกมาด้วยตนเองสองชนิดได้”
“ใช่แล้ว ให้ข้าพูดนะ ยันต์อัคคีทองแผ่นนี้ร้ายกาจกว่ายันต์ดอกไม้ไฟก่อนหน้านี้อีก!”
“ไม่เหมือนกันสิ ยันต์ดอกไม้ไฟนั่นศิษย์น้องหลิ่วทำฉลองวันเกิดให้คู่ชีวิต ยันต์อัคคีทองที่เป็ยันต์โจมตี ย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว!”
“ถูกต้อง ถูกต้อง!”
เมื่อยันต์อัคคีทองแผ่นที่สองสำแดงอำนาจ ผู้คนเบื้องล่างเวทีชื่นชมหลิ่วเทียนฉีดั่งระลอกคลื่น ชมจนเขาจะลอยขึ้นฟ้าแล้ว
เมิ่งเฉิงเลี่ยงกับจวงไห่หน้าซีด มองเสาที่เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่บนพื้น
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะประกาศอย่างเป็ทางการ การแข่งขันคัดเลือกครั้งนี้ หลิ่วเทียนฉีได้ที่หนึ่ง เหลิ่งเยว่ได้ที่สอง ทั้งสองคนจะเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นอีกหนึ่งเดือนให้หลัง นอกจากนี้ พวกเ้ายังได้สิทธิ์เข้าแดนลับเหิงอวี้ก่อนผู้ใดอีกด้วย” อู๋ฉิงยืนอยู่บนเวที ประกาศให้ผู้คนเบื้องล่างได้ยินเสียงดัง
ได้ยินคำประกาศนี้ ผู้ฝึกตนที่ชมการแข่งขันอยู่พากันพยักหน้า ก่อนสลายตัวไปอย่างเงียบงัน
