เหลียงเหวินเฉิงได้สติกลับคืนมา จึงมองไปยังเครื่องแก้วที่อยู่บนท่อเป่าของซูเส้าเหวิน
ใบหน้าของเขาปรากฏความตกตะลึงแวบหนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ๆ มองอย่างละเอียด แล้วอุทานออกมาว่า “นี่สำเร็จแล้วหรือ? ไม่มีฟองอากาศแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับที่ท่านอาจารย์พูดไว้จริงๆ โปร่งใสทั้งใบจนมองเห็นก้นแก้วได้! เส้าเหวิน เ้าเก่งเกินไปแล้ว!”
ซูเส้าเหวินเม้มปากยิ้มอย่างเขินอาย เห็นได้ชัดว่าเขาก็มีความสุขมากเช่นกัน
“ข้าจะไปบอกท่านอาจารย์!” เหลียงเหวินเฉิงดีใจจนเนื้อเต้น หมุนตัวแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที!
“ศิษย์พี่...” ซูเส้าเหวินอ้าปากอยากจะเรียกเขาไว้ แต่เหลียงเหวินเฉิงวิ่งเร็วเกินไป ครู่เดียวก็วิ่งออกไปไกลมากแล้ว
ซูเส้าเหวินลดสายตาลงมองท่อเป่าในมือ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ เขาตัดสินใจว่าจะลองทำอีกหลายๆ ครั้ง พยายามทำเครื่องแก้วที่ดีกว่านี้ออกมาให้ได้
เขาค่อยๆ ถอดแก้วที่เย็นตัวและขึ้นรูปแล้วออกจากท่อเป่าอย่างระมัดระวัง แล้ววางไว้บนแผ่นไม้ที่อยู่ข้างๆ
บนแผ่นไม้มีเครื่องแก้ววางอยู่มากมาย มีหลากหลายรูปทรง ซึ่งทั้งหมดเป็สิ่งที่ซูเส้าเหวินทดลองทำขึ้นใน่เวลานี้
เขาลองใช้แรงและมุมที่แตกต่างกันมาโดยตลอด เพื่อดูว่าเป่าออกมาแล้วจะได้รูปร่างหรือส่วนโค้งอย่างไร แก้วน้ำครั้งนี้ถือเป็ผลงานที่เขาพอใจที่สุดในตอนนี้
ซูเส้าเหวินวางแก้วน้ำลงไป พอปล่อยมือก็เกิดเสียง ‘เพล้ง’ ขึ้นมาทันที!—
แก้วแตกแล้ว!
จากก้นแก้วขึ้นมาเกิดรอยแยก เศษแก้วที่กระเด็นออกมาก็บาดนิ้วของซูเส้าเหวิน ทิ้งรอยแดงตื้นๆ เอาไว้
ซูเส้าเหวินสับสนไปหมด มองจ้องแก้วน้ำที่แตกละเอียดด้วยความงุนงง
ก่อนหน้านี้ดีใจมากเพียงใด ตอนนี้ก็รู้สึกผิดหวังมากเท่านั้น...
เขาคิดถึง่เวลาที่เฝ้าอยู่ข้างเตาหลอมทั้งวันทั้งคืน พิจารณากลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ ในการเป่าแก้วโดยไม่หยุดพัก คิดถึงตอนที่ตนถูกความร้อนจากเตาหลอมเผาจนเหงื่อโซมกาย เกิดเป็ผื่นคันจนนอนไม่หลับทั้งคืน คิดถึงตอนที่แม้เขาจะเป่าจนปากชาก็ไม่กล้าผ่อนแรงแม้แต่น้อย!
เพราะเขากลัวอย่างไรเล่า...
กลัวว่าตนเองจะดูไร้ความสามารถ แล้วจะถูกหวาชิงเสวี่ยส่งตัวกลับไป
เขารู้ว่าตัวเองพูดไม่เก่ง ไม่เป็ที่ชื่นชอบของท่านอาจารย์ซ่ง เขาเป็ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ซ่งมาหนึ่งปี แต่สิ่งที่ได้ทำในโรงงานกลับเป็เพียงงานเบ็ดเตล็ดและงานใช้แรงงาน
ท่านอาจารย์ซ่งรังเกียจที่เขาเตี้ยและผอมเกินไป แม้แต่อาจารย์หญิงก็ยังรู้สึกไม่ถูกใจเขา
เขาอยากเรียนทำแก้ว จึงแอบเก็บเศษชิ้นส่วนที่เหลือจากการทำแก้วของท่านอาจารย์และศิษย์พี่ แต่ก็ถูกจับได้และถูกตำหนิอย่างหนักทันที
ตอนนี้โอกาสที่ได้รับมานั้นแสนยากเย็น การได้อยู่ที่ค่ายอาวุธไฟเพื่อทำแก้วนั้นสำหรับเขาแล้วเหมือนกับความฝัน ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมเสียงานนี้ไปเด็ดขาด!
ซูเส้าเหวินกัดริมฝีปาก หันไปหยิบไม้กวาดกับที่โกยผง แล้วกวาดเศษแก้วออกไป จากนั้นก็เริ่มทำแก้วขึ้นมาใหม่
เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้
...
หวาชิงเสวี่ยตามเหลียงเหวินเฉิงมาที่โรงงานทำแก้วของค่ายอาวุธไฟ พอเดินเข้าไปก็เห็นกองเศษแก้วแตกอยู่ที่หน้าประตู
ซูเส้าเหวินเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ท่านรอสักครู่นะขอรับ ข้าใกล้จะทำเสร็จแล้ว”
พูดจบเขาก็หันหลังกลับไปทำงานข้างเตาหลอมต่อ
เหลียงเหวินเฉิงวิ่งไปที่ชั้นวางของข้างกำแพง มองหาแก้วที่ซูเส้าเหวินทำเมื่อครู่แต่ก็หาไม่เจอ กลับเจอแต่แก้วที่แตกเรียงกันอยู่ แก้วบางอันแม้จะไม่แตก แต่บนตัวแก้วก็มีรอยร้าว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เขาถามด้วยความประหลาดใจ มองไปยังซูเส้าเหวิน
หวาชิงเสวี่ยเองก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน
ซูเส้าเหวินถือท่อเป่าเดินเข้ามาอย่างช้าๆ สีหน้ามีความกังวล “ครั้งนี้จะต้องไม่แตก...จะต้องไม่แตก...”
แต่ราวกับว่า์จงใจกลั่นแกล้งเขา เมื่อซูเส้าเหวินวางแก้วลงเบาๆ คิดว่าไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้ว เสียงเบาๆ ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน—
แกร่ก แกร่ก
ผิวเรียบเนียนของแก้วเกิดเป็รอยร้าวเล็กๆ เหมือนมีเส้นผมตกลงมาบนนั้น ดูขัดหูขัดตา
ในที่สุดดวงตาของซูเส้าเหวินก็แดงก่ำ เขากัดริมฝีปากแน่น จ้องมองแก้วที่แตกด้วยสีหน้าไม่อยากยอมรับ
“ท่านอาจารย์ ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงเป็เช่นนี้...” ซูเส้าเหวินก้มหน้าลง มองท่อเป่าในมือ สีหน้าผิดหวังและขุ่นเคือง เขาหมดหนทางแล้ว
เหลียงเหวินเฉิงมองเห็นแล้วก็รู้สึกไม่ดี อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาว่า “ท่านอาจารย์ เส้าเหวินทำแก้วน้ำที่ท่าน้าได้จริงๆ นะขอรับ ข้าเห็นด้วยตาตัวเอง ไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย! ไม่มีฟองอากาศด้วย! เส้าเหวินพยายามอย่างหนักทุกวัน เขาเป็คนสุดท้ายที่นอนและเป็คนแรกที่ตื่นนอนในค่ายอาวุธไฟแห่งนี้...”
แต่ดูเหมือนหวาชิงเสวี่ยจะไม่ได้ฟังเลย นางจ้องมองรอยร้าวบนแก้วด้วยสีหน้ากำลังครุ่นคิด
“คือว่า...ท่านอาจารย์? ...” เหลียงเหวินเฉิงลองเรียกอีกครั้ง
“อ้อ!” หวาชิงเสวี่ยร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ปรบมือเสียงดัง “ข้ารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เหลียงเหวินเฉิงกับซูเส้าเหวินมองหน้ากันอย่างงุนงง
ซูเส้าเหวินถามเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์ ท่านรู้สาเหตุที่แก้วแตกแล้วหรือขอรับ?”
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงขึ้นเล็กน้อย ดูราวกับเขินอาย “เป็ความผิดของข้าเอง ข้าลืมบอกเ้าไปว่าขั้นตอนสุดท้ายของการทำแก้วคือการอบอ่อน [1] แก้วที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการอบอ่อนจะแตกร้าวได้ง่าย เรียกว่าการะเิเพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงฉับพลัน”
“อบอ่อน?” ซูเส้าเหวินถามด้วยความงุนงง “การอบอ่อนคืออะไรหรือ?”
“การอบอ่อนก็คือ หลังจากทำผลิตภัณฑ์แก้วเสร็จแล้ว ต้องรักษาความร้อนหรือค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงเป็่ระยะเวลาหนึ่ง เพื่อลดความเครียดจากความร้อนที่อยู่ในแก้ว” หวาชิงเสวี่ยหยิบแก้วที่แตกขึ้นมาอธิบายให้ซูเส้าเหวินฟัง “แก้วตอนขึ้นรูปจะเจอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างอย่างรุนแรง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อนอยู่ในแก้ว ซึ่งความเครียดจากความร้อนจะลดความแข็งแรงและความเสถียรของผลิตภัณฑ์แก้ว ตอนที่อุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหันจึงมีโอกาสแตกได้มาก ดังนั้นผลิตภัณฑ์แก้วจึงต้องผ่านการอบอ่อนหลังจากขึ้นรูปแล้ว”
ซูเส้าเหวินมองแก้วในมือนางด้วยความงุนงง “นั่นหมายความว่า...ข้าไม่ได้ทำผิด? วิธีการเป่าของข้าไม่มีปัญหา?”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยยิ้มน้อยๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะของซูเส้าเหวินเบาๆ “เ้าทำได้ดีมาก เพียงแต่ขาดไปขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น”
ซูเส้าเหวินรู้สึกโล่งใจ ในที่สุดก็มีรอยยิ้มบนใบหน้า “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าจะทำใหม่อีกครั้ง คราวนี้ข้าจะไม่ลืมการอบอ่อน”
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องทำแล้ว”
เมื่อซูเส้าเหวินได้ยินเช่นนั้น ใจก็ร่วงหล่นวูบ!
เขามองหวาชิงเสวี่ยอย่างกระวนกระวาย ในดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะรังเกียจว่าเขาไม่ฉลาด ไม่้าเขาแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เ้าต้องช่วยข้าทำอย่างอื่นก่อน...”
ใจของซูเส้าเหวินที่เคว้งอยู่กลางอากาศจึงผ่อนคลายลง เขาถามอย่างระมัดระวัง “ท่านอาจารย์จะให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ?”
“อีกไม่กี่วันข้าจะไปเซิ่งจิงพร้อมกับท่านแม่ทัพ ข้าอยากจะทำกระจกเป็ของขวัญไปให้เพื่อนที่นั่น” หวาชิงเสวี่ยมองไปยังเหลียงเหวินเฉิง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เื่นี้ต้องให้พวกเ้าทั้งสองคนช่วย”
เหลียงเหวินเฉิงงงงัน มองซูเส้าเหวิน แล้วก็มองหวาชิงเสวี่ย “เอ่อ...ท่านอาจารย์ ข้ากับเส้าเหวินทำกระจกไม่เป็นะขอรับ...”
“เ้าช่วยข้าเตรียมแผ่นตะกั่วบางกับปรอท ส่วนเส้าเหวินก็ทำแก้วขนาดเท่ากับกระจกที่เราใช้กันอยู่” หวาชิงเสวี่ยคิดแล้วก็พูดเสริม “...อ้อ ใช่แล้ว ต้องหาช่างแกะสลักที่เก่งๆ มาช่วยเราแกะสลักด้านหลังของกระจกด้วย ต้องแกะสลักลวดลายมงคล”
การจะทำแผ่นกระจกที่บางและเรียบ สำหรับซูเส้าเหวินที่ฝึกฝนอย่างแข็งขันมาตลอด่ที่ผ่านมานั้น ก็เรียกได้ว่าสบายมาก
ในโรงงานมีแม่พิมพ์ทำแผ่นกระจกอยู่แล้ว เพียงแค่เทของเหลวสำหรับทำแก้วบางๆ ลงไป ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วก็แกะออกจากแม่พิมพ์ได้
แต่สิ่งนี้มันทั้งบางทั้งแตกง่าย แล้วจะเอามาทำกระจกได้อย่างไร?
เหลียงเหวินเฉิงมีภาพกระจกทองเหลืองที่ฝังด้วยแก้วขึ้นมาในหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันแปลก...
ทั้งสองคนจัดเตรียมตามที่หวาชิงเสวี่ยบอก หลังจากนั้นหวาชิงเสวี่ยก็ได้สอนวิชาเคมีให้พวกเขา โดยเน้นไปที่การอธิบายกระบวนการเกิดปฏิกิริยาเคมีหลังจากปรอทกับดีบุกมาเจอกัน
เพียงแค่นำแผ่นตะกั่วบางที่แวววาวมาติดไว้บนผิวของแก้ว จากนั้นก็เทปรอทลงไป ปรอทเป็โลหะเหลว สามารถละลายดีบุกได้ รอจนทั้งสองรวมกันเป็ของเหลวสีขาวเงินข้นเหนียว ติดแน่นอยู่บนแผ่นแก้ว กระจกก็เป็อันเสร็จสมบูรณ์
“หลักการของกระจกก็คือการสะท้อนแสง ที่จริงแล้วกระจกที่ฉาบด้วยปรอทก็ไม่ได้สะท้อนแสงได้ดีมากนัก แต่ด้วยเงื่อนไขที่เรามีในตอนนี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยมองกระจกที่กำลังทำปฏิกิริยาอยู่ในแม่พิมพ์ ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “หลังจากที่เราทำเครื่องกลั่นออกมาได้ เราก็จะสามารถสกัดซิลเวอร์ไนเตรตออกมาได้ ก็จะมีวิธีที่สะดวกกว่านี้ และทำกระจกที่ดีกว่านี้ได้”
ถึงแม้ซูเส้าเหวินจะทำแก้วมาได้่หนึ่งแล้ว แต่ความรู้ทางเคมีแบบนี้เพิ่งจะเคยได้ััเป็ครั้งแรก เขาฟังด้วยความตั้งใจ ยิ่งฟัง ก็ยิ่งรู้สึกนับถือหวาชิงเสวี่ยอย่างไม่มีที่เปรียบ
“ท่านอาจารย์ ท่านเก่งจริงๆ ทำได้ทุกอย่างเลย” ซูเส้าเหวินกล่าวอย่างจริงใจ
เมื่อเทียบกับความใจแคบของท่านอาจารย์ซ่งแล้ว หวาชิงเสวี่ยนับว่าเป็ผู้ที่ไม่ปิดบังอะไรจากเขาเลย ไม่ว่าจะเป็ปัญหายากๆ อะไรก็ยินดีสอนเขาทุกอย่าง
เหลียงเหวินเฉิงที่ความจริงแล้วอายุมากกว่าหวาชิงเสวี่ยหนึ่งปี ก็ชื่นชมหวาชิงเสวี่ยไม่แพ้กัน “ใช่แล้ว! ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรที่ท่านทำไม่ได้!”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ “ความจริงแล้วมันง่ายมาก รอให้พวกเ้าคุ้นเคยกับความรู้เหล่านี้แล้ว ก็จะเข้าใจว่าโลกที่เราอยู่นี้ สิ่งต่างๆ ล้วนประกอบไปด้วยธาตุทั้งสิ้น เพียงแค่เข้าใจคุณสมบัติของธาตุเหล่านี้ แล้วเอามาผสมกันด้วยฝีมือของมนุษย์ ก็จะได้ผลลัพธ์ที่เรา้า”
นางสุ่มหยิบเครื่องแก้วข้างๆ ที่ซูเส้าเหวินทำไว้เกือบสำเร็จแล้วขึ้นมา “เช่นแก้วนี้ ในสายตาคนทั่วไปมันก็คือวัตถุโปร่งใสที่แตกง่าย แต่ในสายตาข้า มันก็คือซิลิคอนไดออกไซด์”
นางวางแก้วลง แล้วหยิบถ้วยเครื่องเคลือบที่ซูเส้าเหวินใช้ดื่มน้ำขึ้นมา “นี่คืออะไร? ถ้วยใบหนึ่ง แต่สำหรับข้าแล้ว มันคือสารประกอบอะลูมิโนซิลิเกต ที่มีส่วนประกอบหลักคืออะลูมิเนียมออกไซด์”
เหลียงเหวินเฉิงเข้าใจในทันที “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงให้พวกเราท่องตารางธาตุ ที่แท้ก็เพื่อทำให้พวกเราเข้าใจถึงส่วนประกอบของสิ่งของในชีวิตประจำวัน!”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “การเรียนวิชาเคมีไม่มีทางลัด หลังจากท่องตารางธาตุได้แล้ว ค่อยไปทำความรู้จักและเข้าใจคุณสมบัติของแต่ละธาตุ แต่ตอนนี้เงื่อนไขของเรามีจำกัด ไม่สามารถสอนพวกเ้าทีละอย่างได้...”
จะอย่างไรก็ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน ที่ของใช้ทางเคมีหลายอย่างสามารถหาซื้อได้โดยตรง อย่างเช่นซิลเวอร์ไนเตรต โรงงานยาทั่วไปก็มีขาย และมีทุกระดับความบริสุทธิ์ด้วย
แต่อยู่ที่นี่ หวาชิงเสวี่ยต้องคิดหาวิธีสกัดมันด้วยตนเอง
ยังมีธาตุอีกหลายอย่างที่หายากในสมัยโบราณ แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะหาเจอ
แต่จะว่าอย่างไรดี...ถึงแม้ว่าจะยาก แต่เมื่อเห็นเหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินตั้งใจพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเื่ธาตุ หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
นางรู้สึกว่าตนเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และการเดินทางข้ามมิติอย่างไม่คาดฝันครั้งนี้ ก็ดูเหมือนจะมีความหมายขึ้นมา
——————————————————————
[1]การอบอ่อน(退火)คือการปรับลดอุณหภูมิลงอย่างช้าๆ ให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิปกติ มีวัตถุประสงค์หลักในการลดความเค้นที่ผนังแก้วและการที่ผิวแก้วออกมาไม่สม่ำเสมอ
