บทที่ 1 ลมหายใจสุดท้ายสู่ร่างกาลกิณี
ท่ามกลางเสียงกัมปนาทของะเิที่ดังสนั่นหวั่นไหวเหนือสมรภูมิชายแดน กลิ่นเขม่าดินปืนคละคลุ้งผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเืที่ข้นคลัก ไป๋ลู่ ศัลยแพทย์สนามมือหนึ่งในวัยยี่สิบแปดปี สองมือของเธอยังคงอาบไปด้วยโลหิตของนายพลผู้หนึ่งที่เธอกำลังพยายามยื้อชีวิตไว้อย่างสุดกำลัง
เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมผ่านหน้ากากอนามัย แววตาของเธอสงบนิ่งดุจผิวน้ำที่ไร้กระเพื่อม แม้รอบกายจะคือความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในรูปแบบของห่าะุ นี่คือสไตล์การทำงานแบบเ็า เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพขั้นสูงสุด ในหัวของเธอไม่มีความกลัว มีเพียงแผนผังหลอดเืและตำแหน่งของสะเก็ดะเิที่ต้องกำจัดออก
“หมอไป๋! หลบไป!”
เสียงะโสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกับแสงสีขาวสว่างจ้าที่กลืนกินทุกโสตประสาท แรงอัดมหาศาลกระแทกร่างของเธอจนรู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นแหลกสลายไปในอากาศธาตุ ลมหายใจสุดท้ายของไป๋ลู่ดับวูบลงพร้อมกับความเสียดายเพียงอย่างเดียว เคสนี้เธอยังเย็บแผลไม่เสร็จ
...
ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าถึงกระดูก เป็ความรู้สึกแรกที่ปลุกสติของเธอให้ฟื้นคืน
ไป๋ลู่พยายามปรือตาขึ้น สิ่งแรกที่ััได้ไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคย แต่เป็กลิ่นอับชื้นของฟางเน่าและกลิ่นเหม็นสาบของเชื้อราที่เกาะกินฝาผนังไม้ผุๆ แสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านหลังคาขาดวิ่นตกลงมาบนร่างของเธอ ให้ความรู้สึกหม่นหมองทว่าสวยงามอย่างประหลาด เป็บรรยากาศที่ดูเหมือนฝันร้ายทว่ากลับมีความนุ่มนวลของความเหงาแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศ
เธอกระพริบตาถี่ๆ พยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงราวกับเป็เพียงตุ๊กตาผ้าที่ไส้ในขาดวิ่น ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอไหลบ่าเข้ามาดุจน้ำป่าพัดหลาก
ไป๋ซู่หลาน
นั่นคือชื่อของเ้าของร่างนี้ คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพโหย่วผู้มีชะตากรรมรันทดเสียจนสุนัขยังต้องหลั่งน้ำตา เธอถูกขนานนามว่าเป็ตัวกาลกิณี เพียงเพราะปานแดงฉกรรจ์ที่พาดผ่านใบหน้าซีกซ้าย ราวกับรอยแผลเป็ที่์กรีดทิ้งไว้เพื่อย้ำเตือนถึงบาปและความโชคร้ายของเธอ
ชีวิตของไป๋ซู่หลานคือบทละครแห่งการกดขี่ มารดาแท้ๆ จากไปอย่างปริศนา บิดาผู้เป็แม่ทัพใหญ่ละเลยมัวแต่กรำศึกอยู่ชายแดน ทิ้งนางไว้ในเงื้อมมือของ ฮูหยินหลู แม่เลี้ยงผู้มีรอยยิ้มอาบยาพิษ ฮูหยินหลูวางแผนกำจัดนางให้พ้นทางด้วยการยกนางให้แต่งงานเป็ เมียบ่าว ของใต้เท้าหาน ขุนนางเฒ่าวัยหกสิบที่มีรสนิยมวิปริต ชื่นชอบการทรมานสตรีจนตายคามือมาแล้วหลายศพ
ไป๋ซู่หลานผู้ไร้ทางสู้จึงตัดสินใจดื่มยาพิษปลิดชีพตนเองในกระท่อมร้างหลังจวนแห่งนี้ เพื่อหนีชะตากรรมที่เลวร้าย
“โง่เง่าจริงๆ” ไป๋ลู่พึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“การตายเพื่อหนีปัญหา คือการปล่อยให้คนชั่วฉลองชัยชนะเหนือหลุมศพเรา”
เธอยกมือที่ผอมบางจนเห็นเส้นเืขึ้นลูบใบหน้าซีกซ้าย ความรู้สึกขรุขระและร้อนผ่าวของิับริเวณนั้นบอกให้เธอรู้ว่ามันไม่ใช่ปานแดงธรรมดา ในฐานะแพทย์ เธอวินิจฉัยได้ทันทีว่านี่คืออาการของ พิษแทรกซึมิั ที่ถูกวางติดต่อกันเป็เวลานานจนทำให้เนื้อเยื่อผิดรูปและเปลี่ยนสี
เธอพยายามยันกายลุกขึ้นไปที่อ่างน้ำเก่าๆ ที่มุมห้อง เงาที่สะท้อนอยู่ในผิวน้ำนิ่งคือดรุณีน้อยที่มีดวงตาคมซึ้งทว่าแฝงด้วยความโศกเศร้าล้ำลึก ใบหน้าซีกขวางดงามล่มเมือง ผิวพรรณขาวละเอียดดุจหยกชั้นเลิศ ทว่าซีกซ้ายกลับแดงก่ำราวก้อนโลหิตที่เน่าเสีย ดูน่าสยดสยองขัดตา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไป๋ลู่ต้องขมวดคิ้ว
สายตาของเธอสะดุดเข้ากับสิ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือขวา มันคือกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ดูเรียบง่ายทว่ากลับแผ่ไออุ่นจางๆ ออกมา นี่คือกำไลที่ปู่ของเธอซึ่งเป็แพทย์แผนจีนโบราณมอบให้ก่อนตาย และเธอก็สวมมันติดตัวมาตลอดจนกระทั่งนาทีที่เกิดะเิ
ทำไมมันถึงตามมาที่นี่ได้?
จังหวะที่หัวใจเต้นรัวด้วยความสงสัย นิ้วมือของเธอก็แตะััที่เนื้อหยกที่เรียบลื่น ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะหมุนเคว้าง แสงสีเขียวนวลตาห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้ ก่อนที่ความรู้สึกหนักอึ้งจะมลายหายไปแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่แสนบริสุทธิ์
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ไป๋ลู่ถึงกับหยุดหายใจ
เบื้องหน้าของเธอไม่ใช่กระท่อมร้างที่หนาวเหน็บอีกต่อไป แต่มันคือห้องแล็บและคลังเวชภัณฑ์ขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ในช่องว่างมิติสีขาวสะอาดตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ กลิ่นสมุนไพร และเสียงเครื่องจักรการแพทย์ที่ทำงานเบาๆ ทำให้เธอยิ้มออกมาอย่างเสียสติเป็ครั้งแรกในร่างใหม่นี้
“นี่มัน คลังแสงของฉัน!”
มันคือ มิติหีบโอสถ ที่เก็บรวมรวมยาจากทุกยุคทุกสมัย ั้แ่ยาปฏิชีวนะรุ่นล่าสุด ยาถอนพิษหายาก ไปจนถึงเครื่องมือผ่าตัดเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดที่เธอเคยพัฒนาขึ้น ไป๋ลู่เดินสำรวจด้วยสัญชาตญาณแพทย์ เธอหยิบ เอพิเนฟริน และ กลูโคส ออกมาเพื่อกู้สภาพร่างกายที่อ่อนแอถึงขีดสุดนี้ก่อนเป็อันดับแรก
เธอใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กจิ้มลงที่เส้นเืหลังมืออย่างชำนาญ ความเจ็บจี๊ดเพียงนิดเดียวแลกกับพลังงานที่เริ่มไหลเวียนกลับมาในร่างที่เย็นชืด ไป๋ลู่มองดูเครื่องสแกนร่างกายแบบพกพาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์หยก เธอหยิบมันขึ้นมาสแกนใบหน้าซีกซ้ายของตัวเองทันที
ผลวิเคราะห์: พิษหญ้ากลืนิญญาผสมชาดแดง
ระดับความเสียหาย: ผิวชั้นนอกและชั้นแท้ถูกทำลาย 70%
แนวทางการรักษา: เซรั่มล้างพิษเข้มข้น และการผลัดเซลล์ผิวใหม่
“หามันจนเจอสินะ” ไป๋ลู่พึมพำ แววตาของเธอกลายเป็ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว
“ฮูหยินหลู ท่านไม่ได้แค่อยากให้ข้าดูอัปลักษณ์ แต่ท่านอยากให้ข้าค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ จากพิษที่ซึมเข้าสู่กระแสเืผ่านใบหน้านี้ต่างหาก”
ไป๋ลู่หยิบเซรั่มฟื้นฟูเนื้อเยื่อระดับนาโนและยาถอนพิษสกัดผสมเข้าด้วยกัน เธอทามันลงบนปานแดงอย่างแ่เบา ความรู้สึกเย็นวาบซ่านเข้าไปในิัทำให้เธอผ่อนคลายลง
ในขณะที่เธอกำลังก้าวออกจากมิติเพื่อกลับไปยังโลกความจริง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นที่หน้ากระท่อมร้าง
“มันตายหรือยัง? ใต้เท้าหานจะมารับตัวตอนรุ่งสางแล้วนะ ถ้ามันยังไม่ตายก็กรอกยาให้มันสลบแล้วหามขึ้นเกี้ยวไปเลย อย่าให้เสียฤกษ์ของฮูหยินรอง!”
เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามนั้นคือ แม่สื่อหลี่ ผู้สมรู้ร่วมคิดคนสำคัญ ไป๋ลู่กลับออกมาสู่กระท่อมร้างในชั่วพริบตา เธอรีบเอาผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มาคลุมใบหน้าไว้ดังเดิมและล้มตัวลงนอนในท่าเดิม แสร้งทำเป็ศพที่ไร้ิญญา
ประตูไม้ผุๆ ถูกถีบออกจนกระแทกฝาผนังดังกังวาน
แม่สื่อหลี่เดินบิดเอวเข้ามาพร้อมกับบ่าวชายร่างกำยำสองคน กลิ่นแป้งผัดหน้าของนางเหม็นฉุนจนไป๋ลู่ต้องแอบกลั้นหายใจ
“ตายแล้วหรือนี่? หน้าตาซีดเซียวปานศพค้างคืน” แม่สื่อหลี่ยื่นมือที่ประดับด้วยแหวนทองเก๊มาอังที่จมูกของไป๋ลู่
“เอ๊ะ! ยังมีลมหายใจเบาๆ อยู่ ฮึ! นังเด็กกาลกิณีนี่ดวงแข็งนักนะ ขนาดกินยาพิษเข้าไปยังไม่ตายทันใจ”
นางหันไปสั่งบ่าวชาย
“พวกเ้าสองคน หามมันขึ้นไปบนแคร่ แล้วเอาผ้าแดงคลุมหน้าไว้ อย่าให้ใต้เท้าหานเห็นปานเน่านั่นก่อนจะเข้าหอ เดี๋ยวเขาจะใจนทำกิจไม่ลง แล้วพวกเราจะไม่ได้เงินรางวัล!”
บ่าวชายคนหนึ่งยื่นมือหยาบกร้านมาหมายจะคว้าไหล่ของดรุณีน้อย ทว่าในวินาทีนั้นเอง ดวงตาที่เคยหลับสนิทของไป๋ซู่หลานกลับลืมโพลงขึ้น
มันไม่ใช่แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังของคนเดิม แต่มันคือแววตาของเพชฌฆาตสาวในชุดกาวน์ที่ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“ถ้าไม่อยากให้มือคู่นี้หลุดออกจากข้อมือ ก็ลองแตะดู!”
เสียงนั้นเย็นเยียบและราบเรียบราวกับกระซิบจากขุมนรก บ่าวชายคนนั้นชะงักงันไปราวกับถูกคำสาป แม่สื่อหลี่ถึงกับสะดุ้งสุดตัวถอยหลังไปหลายก้าว
“จะ เ้า! เ้ายังไม่ตายรึ!”
ไป๋ลู่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ท่วงท่าของนางดูสูงส่งและทรงอำนาจอย่างประหลาด แม้จะอยู่ในชุดผ้าป่านที่ขาดรุ่งริ่ง นางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ราวกับกำลังเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัดชั้นนำ
“ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับข้า แม่สื่อหลี่” ไป๋ลู่เอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยสั่นเทากลับนิ่งสนิทดุจเสาหิน
“ไปบอกฮูหยินหลูว่า ข้าไป๋ซู่หลานกลับมาจากปรโลกแล้ว เพื่อทวงหนี้ที่นางสร้างไว้ และสำหรับใต้เท้าหาน”
นางเว้นวรรค พร้อมกับสะบัดมือนิดเดียว เข็มยาสลบขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ (ซึ่งหยิบมาจากมิติ) ก็พุ่งเข้าปักที่ลำคอของบ่าวชายทั้งสองอย่างแม่นยำจนพวกเขาล้มตึงลงโดยไม่มีโอกาสแม้จะร้องออกมา
แม่สื่อหลี่ตาค้าง ขาสั่นพับๆ
“เ้า! เ้าทำอะไรคนของข้า! เ้ามันปีศาจ!”
ไป๋ลู่ก้าวเข้าไปหานางช้าๆ แต่ละก้าวเหมือนเหยียบลงบนหัวใจ นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้แม่สื่อหลี่จนนางได้กลิ่นจางๆ ของสมุนไพรประหลาดที่ระเหยออกมาจากผิวหน้าของไป๋ลู่
“กลับไปบอกนายของเ้า! ถ้ายังกล้าส่งคนมารบกวนข้าที่กระท่อมนี้อีกครั้ง ครั้งหน้าสิ่งที่ปักอยู่บนคอพวกเ้าจะไม่ใช่แค่เข็มที่ทำให้หลับ แต่จะเป็เข็มพิษที่ทำให้เนื้อเน่าเฟะจนไม่ต้องฝัง!”
ไป๋ลู่กระชากผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นปานแดงที่เริ่มมีรอยร้าวและลอกออกเป็แผ่นบางๆ เผยให้เห็นผิวขาวนวลใต้อย่างน่าอัศจรรย์ ความงามที่ผสมผสานกับความสยดสยองในยามค่ำคืนทำให้แม่สื่อหลี่กรีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญและวิ่งหนีออกไปจากกระท่อมราวกับเห็นผี
ไป๋ลู่ยืนมองตามเงาของนางไป แววตาของนางนิ่งเฉียบดุจัที่ตื่นจากการหลับใหล
“ไป๋ซู่หลาน ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว ข้าจะทำให้คนพวกนั้นรู้ว่า การพยายามส่งหมอเทวดาลงนรก คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของพวกมัน”
เธอยกข้อมือขึ้นมองกำไลหยกิญญาที่ส่องแสงเรืองรองนวลตา ความอบอุ่นจากมิติโอสถไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย สัญญาณแห่งการเกิดใหม่เริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้
นี่คือปฐมบทของ หัตถ์เทวะ ที่จะพลิกทุกอำนาจในใต้หล้า และล้างทุกความแค้นด้วยคมเข็มที่พระเ้าประทานมาให้!
