“เสียดายจัง… มาถึงช้าไปหน่อย นี่ใกล้ค่ำแล้วพวกกูคงอยู่ได้ไม่นาน”
อีกคนที่ชื่อ ‘หมี’ กล่าว
“ตอนนี้เย็นมากแล้ว… ฝนครึ้มเหมือนจะตกแล้วว่ะ พวกมึงนอนค้างคืนที่นี่ก็ได้นะ”
ชาติชักชวนเพื่อนๆ ห่วงว่าการขับรถกลับตอนค่ำนั้นอันตรายนัก สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางระหว่างหุบเขาอันคดเคี้ยว
“จะรบกวนหรือเปล่า… ”
เพื่อนชื่อ ‘คมน์’ กล่าวด้วยท่าทางเกรงใจ
“ในบ้านมีห้องว่าง… นานๆ พวกมึงจะมาโว้ย… โอกาสดีแบบนี้ใช่ว่าจะมีบ่อยๆ คืนนี้กูนึกอยากชนแก้วกันให้หายอยาก”
ชาติกล่าวอย่างนึกครึ้มอกครึ้มใจ เหมือนคนเหงาที่ได้เจอเพื่อนเก่า อาจเป็เพราะว่ายังไม่เคยมีเพื่อนๆ คนไหนแวะมาหาเลยสักครั้ง นับั้แ่ชาติได้รับอุบัติเหตุจนต้องพาเมียกลับมาอยู่บ้านนอก ตอนนั้นสายบัวกำลังตั้งท้องได้สองเดือน
“ว่าแต่มึงดื่มไหวนะโว้ย”
คมน์ถามเพื่อน
“ไหวสิวะไอ้เหี้ย… กูพิการขา… แต่ไม่ได้พิการใจนะโว้ย”
สรรพนามเก่าๆ ที่คุ้นเคยใช้เรียกขาน คำพูดจาสนิทสนมไปจนถึงหยาบโลนของหมู่เพื่อนถูกขุดขึ้นมาใช้อีกครั้ง ชาติตอบเพื่อนอย่างมีอารมณ์ขัน
นี่แหละนิสัยของชาติที่เพื่อนๆ รู้จักดี ชาติชอบสนุกสนานเฮฮา พูดจาเสียงดัง คำพูดที่ได้ยินเรียกเสียงหัวเราะดังลั่นไปทั้งบ้าน ก่อนที่วงเหล้าเล็กๆ จะถูกเนรมิตขึ้นที่ม้าหินอ่อนภายใต้ต้นมะม่วงหลังครัว
“มึงมีลูกกี่คนแล้ววะชาติ… ”
คมน์ถามด้วยความสงสัย…
อย่าว่าสัปดน แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเหลือบมองไปทรวงอกของแม่ลูกอ่อน
คมน์นึกอิจฉาชาติที่ได้เมียสวยหยาดบาดใจเช่นนี้ ทรวดทรงสุดอะร้าอร่าม… จะมองตรงไหนก็งดงามไม่มีที่ติ ทำเอาใจเต้นระทึก มันนึกเปรียบผู้หญิงคนนี้เหมือนดอกไม้งามที่โดนเก็บซ่อนเอาไว้ในป่าลึก
‘โอ้ว… ’
