“ทำไมถึงไม่ขายเล่า” เสี่ยวอวี้ถามไม่ลดละ
“อย่าถามเลย รีบไปเถอะ” เถ้าแก่เอ่ยอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังกลับไปทำงานต่อ ไม่สนใจทั้งสองคนอีก
เสี่ยวอวี้ทำได้เพียงยอมถอย หันหลังกลับไปดึงลู่เต้าพลางกล่าว “ไม่ต้องกลัว ข้ายังมีร้านที่รู้จักอยู่”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะไปยังหมุดหมายต่อไป เสียงต้อนรับของเ้าของร้านก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “นี่! ลูกค้า้าหาอะไรหรือ”
ลู่เต้าหันกลับไปมอง หลังจากที่พวกเขาเพิ่งเดินจากไป ก็เห็นเถ้าแก่กลับมาขายตามปกติ จึงพึมพำ “บอกว่าไม่ขายแล้วไม่ใช่หรือ”
เสี่ยวอวี้ไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ในใจกลับรู้สึกย่ำแย่นัก ในเวลานี้ นางเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชน และค่อยๆ รู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ปรปักษ์กำลังจ้องมองนางอยู่ในความมืด
หลังจากฝ่าฝูงชนมาถึงอีกร้านด้วยความยากลำบาก ในครั้งนี้เสี่ยวอวี้เพิ่งจะปรากฏตัว ยังไม่ทันได้เอ่ยวาจา อีกฝ่ายก็ถือไม้กวาดไล่นาง “ไป! ไป! รีบไป! ข้าไม่ขายให้เ้า!”
ร้านขายไก่หลายร้านต่างก็ปฏิบัติต่อเสี่ยวอวี้ด้วยวิธีการที่รุนแรงเช่นเดียวกัน มีเพียงเถ้าแก่เนี้ยหลังค่อมที่ค่อนข้างสนิทกับนางเท่านั้นที่แอบบอกทั้งสองคนว่า “อวี้เอ๋อร์ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยาก แต่ข้าไม่กล้า”
“เถ้าแก่เนี้ย เกิดเื่อันใดขึ้นหรือเ้าคะ” เสี่ยวอวี้เอ่ยถามอย่างกระวนกระวาย
เถ้าแก่เนี้ยหลังค่อมเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง จึงเอ่ยความจริง “วันนี้ท่านเ้าเมืองมา เขาบอกว่าทุกคนในตลาดสดห้ามค้าขายกับเ้า ฝ่าฝืนจะถูกปรับเงินค่าเช่าห้าเท่า เพื่อมิให้เป็เยี่ยงอย่าง ดังนั้น...ขออภัยด้วยนะอวี้เอ๋อร์”
หลังจากทั้งสองคนจากไป ลู่เต้าเอ่ยถามอย่างสงสัย “เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับท่านเ้าเมืองได้ หรือว่าท่านมีเื่บาดหมางกับเขา”
เสี่ยวอวี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ต้องเป็ฝีมือของหูเอ้อร์แน่ๆ เขาเป็หลานชายของท่านเ้าเมือง”
เมื่อนางเผยความสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้องออกมา ลู่เต้าจึงเข้าใจเหตุและผลได้ในทันที
ลู่เต้าคิด ‘สู้ไม่ได้ จึงใช้วิธีสกปรกเช่นนี้สินะ’
เป็ดังเช่นที่เถ้าแก่เนี้ยกล่าวไว้จริงๆ เมื่อทุกคนในตลาดสดเห็นเสี่ยวอวี้ก็เหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ เงินค่าปรับที่มองไม่เห็นนั้นราวกับคมมีดที่แขวนอยู่บนหัวของพ่อค้าแม่ค้าทุกแผง
เสี่ยวอวี้เดินทั่วทั้งตลาดก็ไม่พบผู้ใดยินดีขายของให้นาง แม้แต่นางที่เป็คนร่าเริงมองโลกในแง่ดีก็ยังอดเป็กังวลไม่ได้
“ไม่มีวัตถุดิบ พวกมันคิดจะกำจัดข้าให้สิ้นซากเลยสินะ” นางนั่งลงข้างทางด้วยสีหน้าหดหู่
“ค่าเช่าจะทำอย่างไร...แล้วค่าใช้จ่ายจิปาถะเล่า...” เสี่ยวอวี้ที่แบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากมายในที่สุดก็ทนไม่ไหว น้ำตาเริ่มไหลรินไม่หยุด
นางเหมือนกับเรือลำน้อยที่หลงทางกลางทะเลหาทิศทางไม่พบ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
“วันหนึ่งใช้ไก่กี่ตัวหรือ” เสียงของลู่เต้าราวกับแสงสว่างที่ส่องทะลุความมืด ชี้ทางสว่างให้แก่เสี่ยวอวี้ผู้สับสน
“เอ๋”
“ข้าก็เป็นายพราน ขึ้นเขาล่าสัตว์ไม่ใช่เื่ยากสำหรับข้า” ลู่เต้ากล่าวต่อ “ขอเพียงแก้ปัญหาเื่วัตถุดิบได้ ร้านอาหารโทรมๆ นั่นก็สามารถเปิดต่อไปได้ ถูกต้องหรือไม่”
เสี่ยวอวี้พยักหน้า “ประมาณเจ็ดแปดตัวก็พอขายได้ทั้งวันแล้ว”
ลู่เต้าตบหน้าอกมั่นใจ “เื่วัตถุดิบวางใจข้าได้เลย!”
เสี่ยวอวี้ที่แบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง ในที่สุดก็พบคนที่เต็มใจช่วยแบ่งเบาภาระ ความรู้สึกทั้งหมดพลันเทไปทางลู่เต้า เมื่อได้ยินว่าลู่เต้ารับรองว่าจะจัดหาวัตถุดิบให้ นางก็ดีใจจนโผเข้ากอด และจุมพิตไปที่แก้มของเขา
“ขอบใจเ้า”
ลู่เต้าที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับยืนนิ่งราวกับรูปปั้น กว่าจะได้สติก็ผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว
*****
หลังจากกลับไปถึงร้านอาหารโทรมๆ แล้ว เสี่ยวอวี้ก็นำธนูและลูกศรออกมาจากห้องด้านใน แล้วยื่นให้ลู่เต้า “นี่เป็ธนูและลูกศรที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้เสี่ยวไฉ ขึ้นเขาไปมือเปล่าอันตรายเกินไป เ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะ”
ลู่เต้ารับมาดูอย่างละเอียด ขนที่ใช้ทำลูกศรเป็ขนส่วนหางเหยี่ยว ซึ่งช่วยให้ลูกศรพุ่งไปได้ไกลและแม่นยำยิ่งขึ้น
หัวลูกศรโลหะถูกเสี่ยวอวี้ทาด้วยน้ำมันอย่างพิถีพิถันเพื่อบำรุงรักษา แสงสะท้อนเย็นเยียบ คมมีดที่แหลมคมไม่เพียงแต่สามารถตัดผ่านอากาศได้เท่านั้น แต่ยังแทงทะลุเนื้อหนังของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย
ลู่เต้าลองดึงสายธนูดู ต้องใช้แรงอย่างน้อยสามร้อยจินถึงจะดึงได้ เขาจึงกล่าวว่า “สำหรับน้องชายเ้าแล้ว ยังเร็วเกินไป”
“ดังนั้นฝากเ้าดูแลก่อนก็แล้วกัน”
ลู่เต้าสะพายธนูไว้บนหลัง แขวนแล่งลูกศรไว้ที่เอว ขยับร่างกายเล็กน้อย การเคลื่อนไหวไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย
หลังจากถามทางขึ้นเขาเซียนจากเสี่ยวอวี้แล้ว ลู่เต้าก็แบกตะกร้าขึ้นเขาไป
“ข้าจะรอเ้ากลับมาที่ร้าน!” เสี่ยวอวี้โบกมือให้ร่างที่ค่อยๆ หายไป
เมื่อเทียบกับเขายักษาที่มีแต่เส้นทางขรุขระแล้ว เส้นทางบนเขาเซียนราบเรียบกว่ามาก ลู่เต้าเดินจากเชิงเขาไปถึงกลางเขาโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก
ขณะที่เขากำลังเดินไป ทันใดนั้นเขาก็นั่งลงแล้วแหวกหญ้ารกออก กลิ่นเหม็นโชยตีเข้าจมูก
ลู่เต้าดมแล้วกล่าวด้วยความดีใจ “ขี้ไก่นี่!”
ดูเหมือนจะยังใหม่อยู่ แสดงว่ามีไก่ป่าหากินอยู่แถวนี้
เพื่อตามหาร่องรอยของไก่ป่า ลู่เต้าหลับตาเพ่งสมาธิอย่างเต็มที่ ภายใต้พลังิญญา ประสาทััทั้งหมดแผ่ขยายออกไปโดยมีเขาเป็ศูนย์กลาง ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็ส่วนขยายของร่างกาย
ไม่นาน ลู่เต้าก็ได้ยินเสียงไก่ขันมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้ม ก่อนจะเดินตามเสียงไก่ขันไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดทางเต็มไปด้วยขี้ไก่และรอยเท้า เสียงที่เดิมต้องตั้งใจฟังจึงจะได้ยินก็ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก ฝูงไก่ป่าก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา
ลู่เต้าย่อตัวลงหลังต้นสนโบราณ แล้วสังเกตการณ์อย่างรอบคอบ ฝูงไก่มีประมาณห้าสิบหกสิบตัว มีไก่ตัวผู้หงอนแดงสามตัวกำลังจิกกินอาหารและยืนเฝ้าอยู่รอบนอกฝูงไก่ มีแม่ไก่ประมาณสิบตัวนอนกกไข่อยู่บนรังที่ทำจากฟางแห้ง ส่วนไก่ป่าตัวอื่นๆ ก็กำลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขภายใต้การคุ้มครอง
ไก่ป่าที่โตกำลังพอดีนี่แหละคือเป้าหมายของลู่เต้า เพราะหากนำไปย่าง ไก่ตัวผู้ที่ยังไม่ได้ตอนเนื้อจะเหนียว เมื่อย่างเสร็จแล้วจะแห้งและแข็งเคี้ยวยาก แม่ไก่ก็เช่นกัน มีเพียงไก่ที่โตกำลังพอดีเท่านั้นที่ย่างแล้วจะนุ่มลิ้น
ไก่ป่าเหล่านี้ตื่นตัวง่ายนัก ขอเพียงมีลมพัดหญ้าไหว พวกมันก็จะบินหนีไปคนละทิศละทาง เมื่อถึงเวลานั้น หากจะจับทีละตัวก็คงจะลำบากมาก
ด้วยเหตุนี้ ลู่เต้าจึงเตรียมข้าวสารไว้ถุงเล็กๆ เพื่อใช้เป็เหยื่อล่อ และก็มีไก่ป่าหลงกลิ่นข้าวสารมาจิกกินเมล็ดข้าว แล้วค่อยๆ เดินออกห่างจากฝูงโดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่ไก่ป่ากำลังเพลิดเพลินกับการจิกข้าว ลู่เต้าที่ซุ่มซ่อนอยู่ในพงหญ้าก็พุ่งตัวออกไปอย่างว่องไว เขาใช้มือข้างหนึ่งจับขาของมันไว้แล้วยกขึ้น ไก่ป่าใดิ้นรนพยายามหลบหนี แต่ก็ไร้ผล
เนื่องจากมันเดินออกมาไกลเกินไป ไก่ตัวอื่นๆ จึงไม่ทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย
“ได้ผล!” ลู่เต้ายิ้มพลางใส่ไก่ป่าลงในตะกร้า ทันทีที่มันไม่ได้ถูกจับตัวไว้ มันก็สงบลงมาก
ลู่เต้าใช้กลอุบายเดิม ล่อไก่ป่ามาได้อีกห้าตัว เมื่อเห็นว่าตะกร้าที่แบกมาเกือบเต็มแล้ว เขาก็ดีใจอย่างที่สุด
“จับอีกตัวเดียวก็ครบแล้ว” เขายิ้ม
ลู่เต้ากังวลว่าตะกร้าที่เต็มไปด้วยไก่ป่าจะตกเป็เป้าหมายของสัตว์ป่าตัวอื่นๆ บนูเา เขาจึงนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ ก่อนจะใช้ข้าวสารล่อไก่ต่อไป
ไก่ป่าฝูงนั้นดูเหมือนจะรู้ตัวว่าจำนวนเพื่อนๆ ลดน้อยลง พวกมันจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น ลู่เต้ารออยู่นานก็ไม่มีไก่ป่าหลงกลอีก
ในขณะที่เขากำลังรอคอยอยู่นั้น หมอกสีขาวก็คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน ทัศนวิสัยลดลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีแสงสว่าง แต่ก็มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
ลู่เต้ารู้ว่าเมืองเซียนมักจะมีหมอกลงจัด แต่่เวลานี้ก็ไม่น่าจะเป็ไปได้
รอบข้างขาวโพลนไปหมด ทำให้ผู้คนหลงทิศหลงทาง
ลู่เต้ากล่าวจนใจ “ช่างเถอะ ลงจากเขาก่อนก็แล้วกัน”
ในเวลานี้ กระบี่อสูรก็สั่นอย่างรุนแรง!
