หัวคิ้วของปู่รองสกุลเคอขมวดเข้าหากัน ก่อนหัวเราะลั่นพลางเอ่ย “วิธีเพาะปลูกที่สืบทอดกันมาจะผิดพลาดได้อย่างไร?...”
ครั้นเห็นว่าเขายังคิดจะบ่ายเบี่ยง เคอโยวหรานจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นะเืว่า “มิสู้เอาเช่นนี้ หากพวกท่านแพ้ พื้นที่ส่วนกลางภายในหมู่บ้านเถาหยวนจะต้องกลายเป็ของคนสกุลเฉินทั้งหมด เป็อย่างไรเ้าคะ?”
“ไม่มีทาง...” ไม่รอให้ปู่รองสกุลเคอปริปาก คนสกุลเคอก็ไม่ยินยอมเสียแล้ว
เคอโยวหรานแค่นหัวเราะ “อ้อ หรือว่าวางเดิมพันจะให้มีเพียงพวกเราที่ต้องจ่าย ส่วนพวกท่านกลับมิต้องเสียสิ่งใดหรือเ้าคะ? ในใต้หล้ามีเื่ดีๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
เพิ่งสิ้นคำกล่าว ผู้ใหญ่บ้านเฉินก็พาคนหนุ่มร่างกายแข็งแรงของสกุลเฉินมาถึงสถานที่เกิดเหตุ
เคอโยวหรานบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ผู้ใหญ่บ้านเฉินฟังด้วยท่าทางเฉยเมยรอบหนึ่ง
คนสกุลเฉินต่างพากันกำหมัดกัดฟัน เรียกได้ว่าขุ่นเคืองยิ่งนักทีเดียว ล้วนเอ่ยเป็เสียงเดียวกันว่า “เดิมพันก็เดิมพัน ผู้ใดกลัวกัน?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินทอดมองปู่รองสกุลเคอ จากนั้นเปิดปากชี้แนะด้วยความจริงใจ “เ้ารองเคอ สิ่งเหล่านี้ที่เ้าเสนอออกมา ผู้นำสกุลเคอรู้หรือไม่?”
ปู่รองสกุลเคอโบกมือพลางเอ่ย “เื่เล็กน้อยเช่นนี้ไม่จำเป็ต้องให้ผู้นำสกุลที่กำลังป่วยหนักต้องหนักใจ แค่คนส่วนมากของสกุลเคอเห็นด้วยเป็พอ พวกเ้าว่าใช่หรือไม่?”
ขณะเอ่ย พลันหันไปทางคนสกุลเคอที่รวมตัวกัน
“ใช่แล้ว ท่านผู้นำสกุลป่วยหนัก อย่าได้นำเื่เล็กน้อยเช่นนี้ไปรบกวนผู้เฒ่าเช่นเขา” คนสกุลเคอพยักหน้าเห็นด้วย
ผู้ใหญ่บ้านเฉินถอนหายใจ “เฮ้อ จิตใจช่างไม่เป็อันหนึ่งอันเดียวกันเอาเสียเลย ในเมื่อพวกเ้าตัดสินใจเช่นนี้ สกุลเฉินของพวกข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะพูด เอาตามที่พวกเ้าว่ามา ลงนามในสัญญากันเถิด!”
ปู่รองสกุลเคอกับคนสกุลเคอหันมองหน้ากันแล้วเอ่ยว่า “ย่อมได้ เขียนให้ชัดเจน หากพวกเ้าแพ้ นอกจากสกุลต้วนต้องออกจากหมู่บ้านเถาหยวน ทั้งที่ดิน เขาต้าชิง และโรงงานซึ่งกำลังก่อสร้างที่สกุลต้วนซื้อเอาไว้ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดในหมู่บ้านเถาหยวน ล้วนแต่กลายเป็ของคนสกุลเคอทั้งหมด”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินใบหน้านิ่งขรึม จดจ้องดวงตาของปู่รองสกุลเคอก่อนเอ่ย “ได้ ทว่าหากพวกเ้าแพ้ก็เอาตามที่โยวหรานกล่าวมา พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านเถาหยวนจะกลายเป็ของสกุลเฉินของพวกเราทั้งหมด”
คนสกุลเคอที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหันมองหน้ากัน “พวกเราเห็นด้วย วิธีเพาะปลูกที่ตกทอดมาั้แ่บรรพบุรุษจะต้องไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน”
เคอโยวหรานหยักยิ้ม เอ่ยออกคำสั่งว่า “อิ่งเอ้อร์ ไปเอาพู่กันกับน้ำหมึกบนรถม้ามา เขียนสัญญากันตรงนี้”
“ขอรับ ฮูหยินน้อย” อิ่งเอ้อร์รับคำสั่ง
ปู่รองสกุลเคอหรี่ดวงตา ลอบคิดในใจว่า : นึกไม่ถึงว่าสกุลต้วนจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ ทั้งที่อพยพมาแต่กลับซื้อข้ารับใช้ได้ภายในเวลาอันสั้น เคอโยวหรานผู้นี้ช่างออกเรือนได้ถูกคนเสียจริง
หลังอิ่งเอ้อร์เอากระดาษกับพู่กันออกมา ทั้งสามฝ่ายก็เขียนสัญญาร่วมกัน หนึ่งฉบับแยกเป็สามสำเนา แบ่งให้สกุลเคอ สกุลเฉิน และสกุลต้วนเก็บเอาไว้อย่างเหมาะสม
“เฮ้อ จิตใจไม่เป็อันหนึ่งอันเดียวกันจริงๆ...” ผู้ใหญ่บ้านเฉินทอดถอนใจอีกครั้ง ทันใดนั้นก็นึกถึงข้อเสนอที่เคอโยวหรานเคยบอกเขา หากฉวยโอกาสนี้ประกาศให้ทุกคนแยกจวนกันตั้งครอบครัวย่อมถือเป็การดี
ครั้นคิดเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันเอ่ยด้วยความหดหู่ว่า “เฮ้อ สกุลเคอและสกุลเฉินทั้งสองของข้าได้รับการสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่น อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเถาหยวนแห่งนี้มานับพันปีแล้ว
ไม่ว่าจะนานปีเพียงใดล้วนแต่สามัคคีปรองดอง รักใคร่กลมเกลียวกัน ยามนี้กลับกลายเป็เช่นนี้ นับว่ามิใช่สิ่งที่ข้า้าเลยจริงๆ
คนโบราณกล่าวว่าต้นไม้ใหญ่ย่อมแตกกิ่ง คนเราเมื่อเติบโตย่อมแยกจวน กระทั่งในหมู่บ้านยังเป็เช่นนี้ แล้วจะนับประสาอันใดกับในครอบครัวใหญ่ มิสู้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเถาหยวนพากันแยกจวนเถิด!”
“ว่าอย่างไรนะ? แยกจวน? มีสิทธิ์อันใด?” ปู่รองสกุลเคอพลันกระทืบเท้าเอ่ย “คนสกุลเคอของพวกข้าอยู่กันดีๆ เหตุใดต้องแยกจวนด้วยเล่า? ท่านอาเฉิน ท่านแก่จนเลอะเลือนแล้วกระมัง? ผู้ใดจะแยกจวนทั้งที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่กัน?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินรู้ว่ามิอาจเจรจากับปู่รองสกุลเคอได้ จึงเสนอเพียงว่า “ข้าก็แค่เสนอทางเลือก ส่วนจะแยกจวนหรือไม่นั้นล้วนต้องดูความสมัครใจของแต่ละครอบครัว ผู้ใหญ่บ้านเช่นข้ามิได้จะบีบบังคับก้าวก่ายพวกเ้า”
กล่าวจบก็หันไปทางคนสกุลเฉินแล้วเอ่ยต่อ “สกุลเฉินของข้าควรเป็ต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งได้แล้ว แต่ละครอบครัวกลับไปหารือกันสักหน่อย หากสนใจข้อเสนอนี้ก็มาให้ข้าจัดการเื่แยกจวนให้ ทว่าหากไม่เห็นด้วยกับการแยกจวน ควรจะใช้ชีวิตเช่นไรก็ใช้ชีวิตเช่นนั้นต่อไปเถิด”
สิ้นคำกล่าว ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันเผยแผ่นหลังงองุ้ม ชั่วขณะนั้นดูราวกับแก่ลงกว่าเดิมอีกหลายปี เขาเอามือไพล่หลังหมายจะเดินจากไป
คนสกุลเฉินจะหักใจปล่อยให้ผู้นำสกุลของตนเองถูกคนสกุลเคอหัวเราะเยาะได้อย่างไร คนหนุ่มที่อยู่ด้านหลังพลันขวางผู้ใหญ่บ้านเฉินเอาไว้แล้วเอ่ยว่า
“ท่านผู้นำสกุลขอรับ พวกเรายินดีแยกจวน และจะไปหาท่านั้แ่วันนี้ขอรับ ไม่ว่าพวกเราสกุลเฉินจะแยกจวนเป็เช่นไร แต่ยังคงเป็หนึ่งครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันดังเดิมขอรับ”
“ใช่แล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร สกุลเฉินของพวกเราก็ยังคงรักใคร่ปรองดองเป็ครอบครัวเดียวกัน”
คนสกุลเฉินทั้งหมดหันไปถลึงตาจ้องปู่รองสกุลเคอกับผู้เฒ่าเคอ จากนั้นเดินตามผู้ใหญ่บ้านเฉินออกไป
คนสกุลเคอเอ่ยเย้ยหยัน “เฮอะ เห็นทีคนสกุลเฉินจะกลายเป็ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง ะโโลดเต้นได้อีกไม่นาน [1] เสียแล้ว เวลาเช่นนี้กลับเริ่มแยกจวนกัน ภายหน้ายังจะเป็อันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกหรือ? ฮ่าๆๆ...”
“ใช่แล้ว ครอบครัวใดมิใช่คนยิ่งเยอะยิ่งดีบ้าง? คนหนึ่งครอบครัวช่วยกันแบ่งเบาภาระ ชีวิตความเป็อยู่จะได้ดีขึ้นสักหน่อย ทว่าสกุลเฉินกลับประเสริฐนัก เสนอให้แยกจวนงั้นหรือ? สมองมีปัญหาจริงๆ”
“ภายหน้ายังมีเวลาให้พวกเขาต้องเสียใจในภายหลัง พวกเราแค่รอหัวเราะเยาะพวกเขาเป็พอ ฮ่าๆๆ” ปู่รองสกุลเคอเอามือไพล่หลัง หลังหัวเราะเยาะและถลึงตาจ้องเคออู่ฝูก็พาคนสกุลเคอกลับไปอย่างวางก้าม
เคออู่ฝูก้มหน้าลง ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนเอ่ยกับเคอต้าหู่ว่า “ต้าหู่ ข้าคิดดูแล้ว ผู้ใหญ่บ้านเฉินกล่าวได้ถูกต้อง
ทั้งเ้า เอ้อร์หู่ และซานหู่ต่างก็เติบใหญ่ สมควรแก่เวลาที่จะตั้งครอบครัวของตนเองกันได้แล้ว เ้าคอยช่วยงานในทุ่งนา ส่วนเอ้อร์หู่กับซานหู่ล้วนออกไปรับจ้างข้างนอก
สามพี่น้องมีรายรับเป็ของตนเอง แต่ภายในจวนกลับขัดแย้งกันเป็ประจำเพราะแบ่งเงินไม่ทั่วถึง พวกเ้าสามคนควรจะตั้งครอบครัวของตนเองเสียเป็ดี เมื่อเวลานานไปจะได้ไม่ทำลายความปรองดองระหว่างพี่น้องทั้งสามคน”
“ข้าฟังท่านพ่อขอรับ” เคอต้าหู่ไม่มีความเห็นอื่น คิดเพียงว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินเป็ผู้เฒ่าที่ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก
สุภาษิตกล่าวได้ดี เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด เขาเป็คนว่านอนสอนง่ายมาั้แ่เด็ก ดังนั้นครั้นบิดาเอ่ยถึงเื่แยกจวนในยามนี้ เคอต้าหู่จึงเห็นด้วยทันที
สองพ่อลูกประคับประคองกัน หลังบอกลาต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานก็พากันรีบกลับจวนไปหารือเื่แยกจวนเสียแล้ว
ครั้นเห็นผู้คนออกไปจนหมด ต้วนเหลยถิงก็โอบเอวบางของเคอโยวหรานเตรียมจะจากไป
ทว่าทันทีที่คนทั้งสองหันหลัง กลับพบว่าหมาป่าน้อยทั้งสองกำลังเล่นสนุกอยู่ตรงคันนาจนกลายเป็ก้อนโคลน จึงอดหันมามองหน้ากันทั้งรอยยิ้มมิได้
เคอโยวหรานเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ซานหลาง มิสู้พวกเราพาหมาป่าน้อยไปเยี่ยมพ่อหมาป่าดีหรือไม่เ้าคะ? หมาป่าน้อยลืมตาและเดินได้แล้ว พ่อหมาป่ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำเ้าค่ะ!”
“ได้ ล้วนแต่ฟังเ้า” ต้วนเหลยถิงตอบกลับ จากนั้นหันไปออกคำสั่งกับอิ่งเอ้อร์ “เ้าบังคับรถม้ากลับไปก่อนเถิด ข้ากับฮูหยินน้อยมีเื่ต้องไปจัดการ จะกลับจวนช้าสักหน่อย”
“บ่าวรับคำสั่งขอรับ” อิ่งเอ้อร์ประสานมือรับคำสั่งแล้วบังคับรถม้าจากไป
ต้วนเหลยถิงมอง ‘ก้อนโคลน’ ทั้งสองแล้วส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นับว่าวันนี้พวกมันอาบน้ำโดยเปล่าประโยชน์เสียแล้ว
หลังจับลูกหมาป่าทั้งสองใส่ลงในตะกร้า เขาก็โอบเคอโยวหรานเอาไว้ ปลายเท้าออกแรงถีบเล็กน้อยเพื่อทะยานกายขึ้นกลางอากาศ
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็พาลูกหมาป่าเข้ามาในถ้ำ ตรงมายังหลุมศพของหมาป่าขาว ทว่ากลับไม่พบพ่อหมาป่าแต่อย่างใด
เคอโยวหรานนำอ่างไม้สำหรับใช้อาบน้ำลูกหมาป่าออกมาจากมิติวิเศษ จากนั้นตักน้ำพุร้อนมาสองอ่างแล้วตั้งใจอาบน้ำให้เ้าตัวเล็กทั้งสองอย่างพิถีพิถัน
อาจเป็เพราะอาบน้ำบ่อยครั้ง หมาป่าน้อยทั้งสองจึงไม่กลัวน้ำเลยสักนิด อิ๋นเยวี่ยน้อยเห็นน้ำก็ดีอกดีใจยิ่งนัก เอาแต่เล่นสนุกอยู่ข้างในไม่ยอมหยุด ตบน้ำเสียจนกระเด็นใส่หน้าโม่เจวี๋ยไปไม่น้อย
ทางด้านโม่เจวี๋ยกลับนั่งอยู่ในอ่างอย่างสงบนิ่ง ปล่อยให้เคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงอาบน้ำให้มันตามอำเภอใจ ใบหน้าของลูกหมาป่าให้ความรู้สึกสุขุมเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง ะโโลดเต้นได้อีกไม่นาน 秋后的蚂蚱, 蹦跶不了几天 หมายถึง คนที่ไม่สามารถลำพองใจได้นาน และจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีในไม่ช้า
