ดักเจอทนายที่หน้าศาล
หลังจากหลิวหยูถงกำชับเื่งานที่ต้องทำต่อไปกับพวกอวิ๋นเฉิงเรียบร้อย เธอก็กลับเข้าโรงเรียน
่สามสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย บรรยากาศในโรงเรียนตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ในอากาศยังอบอวลไปด้วยความกดดัน
หลิวหยูถงเองก็กระโจนเข้าสู่บรรยากาศนั้นและตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอย่างจริงจัง
ส่วนพวกจ้าวซู หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลก็สงบเสงี่ยมลงมาก ไม่กล้ามาตอแยเธออีกเลย
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเข็ดหลาบจากการโดนหลิวหยูถงสั่งสอนคราวก่อน หรือเพราะสูญเสียที่พึ่งอย่างหลิวฮ่าวไปกันแน่ ท่าทางเลยเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
สรุปคือ ในที่สุดหลิวหยูถงก็ได้อยู่อย่างสงบและมีสมาธิกับการเตรียมสอบเสียที
ณ หน้าศาลจังหวัด
หม่าต๋ายังคงทำตัวเหมือนเดิม ทุกครั้งที่ว่าง เขาจะมานั่งยองๆ อยู่หน้าศาล คอยสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมา
เขายังคงครุ่นคิดว่า "กฎหมาย" ที่คุณหนูพูดถึงนั้นมันคืออะไรกันแน่
ถึงตอนนี้จะยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งก็ไม่เป็ไร การได้มานั่งดูละครชีวิตหน้าศาลก็เพลินดีเหมือนกัน
อย่างวันนี้ เขาเพิ่งเห็นคุณตาคนหนึ่งกำลังดึงทึ้งทนายของตัวเองพลางโวยวายลงไปนอนดิ้นกับพื้น
ทำเอาทนายความคนนั้นปวดหัวตึบ
“คุณตาครับ เลิกอาละวาดเถอะครับ? ข้อเท็จจริงก็ชัด หลักฐานก็มัดตัวแน่นขนาดนี้ จะให้ผมช่วยยังไงล่ะครับ!”
คุณตา “ข้าไม่สน! ข้าไม่ใช่หัวขโมย ข้าไม่ได้ขโมยของ! ข้าแค่เห็นเชือกเส้นหนึ่งวางอยู่บนพื้นเลยหยิบขึ้นมา ทำไมต้องให้ข้าชดใช้เงินด้วย!”
ทนาย “แล้วทำไมตาไม่บอกด้วยล่ะครับว่าปลายเชือกอีกด้านน่ะ มันผูกควายไว้อยู่ตัวหนึ่ง!”
ไม่ว่าทนายจะหว่านล้อมด้วยเหตุผลยังไง คุณตาก็ไม่ฟัง แถมทำท่าเหมือนจะเป็ลมล้มพับไปจริงๆ
ทนายความจนปัญญา สุดท้ายต้องยอมคืนค่าทนายให้คุณตาไป
พอเห็นเงินปุ๊บ คุณตาก็ลุกพรึบขึ้นมาทันที คว้าเงินพันกว่าหยวนที่ได้คืนมาแล้วเดินจากไปหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทนายความได้แต่ส่ายหัวอย่างระอาแล้วเดินเลี่ยงไป
ก็นะ ต่อให้เป็ทนายความ บางเื่พวกเขาก็อับจนหนทาง
อย่างกรณีคุณตาคนนี้ อายุก็มากแล้ว ถ้าเกิดไปโต้เถียงจนแกเป็อะไรขึ้นมา ตัวทนายเองนั่นแหละที่จะซวย
เพื่อตัดรำคาญ เลยต้องยอมคืนเงินให้เื่จบๆ ไป
หม่าต๋าที่นั่งเฝ้าหน้าศาลมาเกือบทั้งวัน กำลังจะลุกเดินจากไป จู่ๆ ก็มีทนายความท่าทางหนุ่มแน่นคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้
“น้องชาย พี่สังเกตเห็นเรามานานแล้ว มีคดีอะไรที่จัดการยากหรือเปล่า? ปรึกษาพี่ได้นะ” ทนายหนุ่มพูดพลางยื่นนามบัตรให้หม่าต๋าทันที
หม่าต๋ารับนามบัตรมาดู “สำนักงานกฎหมายเทียนอี, ทนายความชื่อดัง จ้าวเทียนอี”
“คุณเป็ทนายเหรอ?”
จ้าวเทียนอีพยักหน้า “ใช่ครับ ผมเป็ทนายความ เชี่ยวชาญคดีอาญาโดยเฉพาะ”
เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าหม่าต๋าคือนักเลงหัวไม้
คนประเภทนี้มาด้อมๆ มองๆ หน้าศาล เื่ที่กังวลคงหนีไม่พ้นคดีอาญาแน่ๆ ไม่แน่ว่าลูกพี่หรือพี่น้องอาจจะเพิ่งโดนจับข้อหาฟันคนไป
เขาเลยอยากลองทักทายดู เผื่อจะได้งาน
ความจริงในฐานะเ้าของสำนักงานกฎหมายส่วนตัว การมาเดินหาลูกค้าหน้าศาลมันดูเสียศักดิ์ศรีไปหน่อย
แต่ก็นะ... สำนักงานของเขาแทบจะไม่มีอะไรตกถึงท้องอยู่แล้ว
เดิมทีจ้าวเทียนอีทำงานอยู่ที่สำนักงานกฎหมายใหญ่ แต่ถูกลูกพี่ที่นั่นเขม่นและกลั่นแกล้งสารพัดจนทนไม่ไหว ประกอบกับถือใบอนุญาตทว่าความครบห้าปีพอดี เลยตัดสินใจลาออกมาเปิดสำนักงานเองด้วยความโมโห
โบราณว่า "โทสะคือปีศาจ" ตอนนี้เขารู้ซึ้งถึงคำนี้แล้วจริงๆ
สำนักงานไม่มีรายได้ที่แน่นอน แต่ต้องเลี้ยงพนักงานอีกสองสามคน แถมวงการทนายความ่ไม่กี่ปีมานี้ก็ไม่ได้ทำเงินมากมายอะไร เขาเลยไม่มีทางเลือก ต้องมาดักรอลูกค้าหน้าศาลแบบนี้ ได้เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี
จ้าวเทียนอีเห็นหม่าต๋ามาปูเสื่อนั่งหน้าศาลบ่อยๆ เลยเดาว่าต้องมีคดีชัวร์ และอาจจะเป็คดีใหญ่ด้วย
ไม่งั้นใครจะขยันมาศาลบ่อยขนาดนี้?
แถมดูจากโหงวเฮ้ง แม้จะดูเป็นักเลงแต่ท่าทางน่าจะเป็คนรักพวกพ้องมาก
ปกติพวกนักเลงที่ไหนจะมาใส่ใจว่าลูกพี่หรือพี่น้องจะโดนตัดสินยังไง?
และเพราะเขารักพวกพ้องนี่แหละ... เงินมันถึงจะหาได้ง่ายขึ้น!
ตอนแรกหม่าต๋าว่าจะปัดรำคาญแล้วเดินหนี แต่พอได้ยินว่าเป็ทนายสาย "คดีอาญา" ดวงตาเขาก็ลุกวาวทันที
หรือว่านี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่คุณหนูให้พวกเรามาดูที่ศาลบ่อยๆ?
หาทนายที่รู้กฎหมายอาญาแม่นๆ มาสักคน แล้วให้เขาติวเข้มให้ จะได้เข้าใจแก่นแท้ของ "กฎหมาย" อย่างถ่องแท้
คิดได้ดังนั้น…
หม่าต๋าก็ยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ “สมองข้านี่มันทึบจริงๆ ทำไมเพิ่งมาคิดออกเอาป่านนี้ว่าคุณหนูวางแผนอะไรไว้!”
จ้าวเทียนอีเห็นหม่าต๋าจู่ๆ ก็ตบหน้าตัวเองโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเดา
คนนี้ต้องเป็นักเลงที่ยึดมั่นในคุณธรรมแน่ๆ แล้วที่พี่น้องหรือลูกพี่ต้องติดคุกไป ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเขาชัวร์ เช่น ติดคุกแทน หรือติดคุกเพราะช่วยเขาไว้…
เพราะความรู้สึกผิด เลยต้องตบหน้าตัวเองระบายอารมณ์แบบนี้แหละ!
แค่เขาใช้ฝีปากที่คมกริบหว่านล้อมอีกนิด รับรองว่าคนนี้เปย์ไม่อั้นแน่
สำนักงานกฎหมายรอดตายแล้วโว้ย!
“น้องชาย พี่ไม่พูดจาโอ้อวดนะ พี่มีประสบการณ์สายคดีอาญามาเกือบสิบปี ทำคดีมานับไม่ถ้วน เลือกพี่รับรองไม่ผิดหวัง!” จ้าวเทียนอีรวบยอดตัวเลขทันที
จากประสบการณ์ทนายความห้าปีเศษๆ ในปากของเขาเลยกลายเป็สิบปีไปเฉยๆ
หม่าต๋าเองก็ไม่รู้เื่พวกนี้ พอได้ยินว่าจ้าวเทียนอีประสบการณ์โชกโชน ก็รีบคว้ามือเขาไว้ทันที “ตกลง เอาพี่นี่แหละ! เดี๋ยวผมโทรเรียกคนขับรถมารับเรานะ”
จ้าวเทียนอีได้ยินว่ามีรถมารับด้วยก็ยิ่งหน้าบาน นึกในใจว่าเจอเศรษฐีเข้าแล้ว!
ต้องเข้าใจว่าสมัยนั้นคนที่มีรถขับถือว่าไม่ธรรมดา คราวนี้กำไรงามแน่นอน
เขาต้องรีบคิดแผนว่าจะเรียกเงินจากพวกนี้ให้ได้มากที่สุดยังไงดี
ไม่นานนัก…
รถตู้สภาพใกล้เคียงกับรถไถเดินตามก็มาจอดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง
จ้าวเทียนอีถึงกับยืนอึ้ง “เอ่อ... นี่... นี่คือรถของพวกคุณเหรอครับ?”
หม่าต๋า “ใช่พี่ ถึงจะดูเยินไปหน่อยแต่สมรรถนะนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่เชื่อเดี๋ยวผมให้พี่ชายคนขับดริฟต์โชว์สักรอบเอาไหม?”
จ้าวเทียนอีรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็ไรครับๆ เื่คดีสำคัญกว่า เราไปที่สำนักงานผมก่อนดีกว่าไหม?”
หม่าต๋าพยักหน้า “ได้ครับ ได้เลย!”
ในที่สุด…
กลุ่มของหม่าต๋าก็มาถึงสำนักงานกฎหมายของจ้าวเทียนอี
พอเห็นภาพสำนักงานตรงหน้า หม่าต๋ากับพวกถึงกับยืนสตั้น
“เดี๋ยวนะ... นี่คือสำนักงานกฎหมายจริงๆ เหรอพี่?”
ในมโนภาพของพวกเขา สำนักงานกฎหมายควรจะดูหรูหรา อลังการ ตกแต่งสวยงาม
แต่สำนักงานของจ้าวเทียนอีกลับมีแค่โต๊ะไม่กี่ตัว คอมพิวเตอร์สองเครื่อง แทบจะไม่มีอะไรเลย แม้แต่ผนังห้องยังเป็ปูนเปลือยที่ยังไม่ได้ฉาบเรียบด้วยซ้ำ
จ้าวเทียนอีหน้าแดงระเรื่อ รีบแก้ตัวพัลวัน“สมัยนี้เขากำลังฮิตสไตล์ 'มินิมอล' กันน่ะครับ”
หม่าต๋าพยักหน้าเออออ “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง! มินิมอลจริงๆ ด้วย!”
จ้าวเทียนอีะโเรียกเข้าไปข้างใน “คุณผู้ช่วยหวัง! มาย้ายเก้าอี้รับรองแขกหน่อย แล้วชงน้ำชามาให้ด้วย”
จากนั้นก็มีผู้หญิงวัยป้าคนหนึ่ง เดินหยิบเปลือกเมล็ดทานตะวันออกจากปากพลางเดินออกมาช้าๆ ท่าทางรำคาญสุดขีด เธอคว้าเก้าอี้พลาสติกที่วางซ้อนกันมาวางโครมลงบนพื้นว่างกลางห้อง
แล้วเธอก็ใช้แก้วกระดาษรินน้ำเปล่ามาให้พวกหม่าต๋า ไม่รู้ไปขุดใบชามาจากไหน โปรยลงไปในแก้วคนละสองสามใบ...
หม่าต๋า “.........”
นี่มัน... จะมักง่ายเกินไปไหม?
