“ผู้ใดจะกล้าขัดคำสั่งของรัชทายาท อีกอย่างเื่งานบ้านงานเรือน เยว่ซินก็ทำมาั้แ่เด็ก งานพวกนี้เป็งานง่าย ๆ สำหรับนางอยู่แล้วล่ะ” พระชายาพูดจบ ก็หันมายังเยว่ซินแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ครั้งก่อนรัชทายาทโกรธเ้าไปสี่ปีเต็ม ครั้งนี้พระองค์เห็นเ้าพลอดรักกับองค์ชายสามเต็มสองตาเช่นนั้น ก็คงโกรธเ้าไปร้อยปี” พูดจบหลินหยางก็เดินเอาสำรับอาหารวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันมายิ้มให้กับพระชายาอย่างมีเล่ห์ั์
“รัชทายาทมอบหมายให้ข้าดูแลอาหารการกินของเ้า แต่ก็กำชับไว้ ว่าอย่าดูแลเ้าดีเกินบ่าวไพร่ในเรือน อาหารมื้อนี้หากเ้ากินได้ก็กินไป แต่หากกินไม่ได้ ก็เททิ้งให้หมด” พูดจบพระชายาก็ลุกขึ้น แล้วทอดสายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา แล้วเดินจากไปในที่สุด
เมื่อฮั่นหยูแน่ใจแล้วว่าพวกนางออกไปจนหมด จึงออกจากที่ซ่อน แล้วเดินมายังพระสนมที่นั่งมองอาหารอย่างเงียบ ๆ หญิงสาวตัดสินเปิดสำรับดู พบว่ามีแต่ผักเพียงหนึ่งถ้วย และข้าวเพียงหนึ่งถ้วยเท่านั้น ก่อนฮั่นหยูจะเบิกตากว้าง
“บ่าวไพร่ ยังได้กินดีกว่านี้เลย เหตุใดจิตใจของรัชทายาทจึงโหดร้ายเช่นนี้” ฮั่นหยูพูดพลางทำหน้าเง้า ก่อนเยว่ซินจะน้ำตาเอ่อขึ้น
“ข้าไม่ควรมอบหัวใจให้เขาแต่แรก”
“คุณหนู อย่าโทษตัวเองเลยนะเ้าคะ” ฮั่นหยูพูดปลอบ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นแปลก ๆ ลอยมาจากอาหารตรงหน้า นางตัดสินใจขึ้นหยิบดม แล้วเหลือบมองเยว่ซินก่อนจะรีบเก็บเข้าสำรับดังเดิม
“มีอะไรเหรอ”
“เปล่าเ้าค่ะ” ฮั่นหยูรีบปิดสำรับนั้น หากแต่ท่าทางมีพิรุธของนาง ทำให้เยว่ซินตัดสินใจหยิบอาหารขึ้นดม ก่อนจะพบว่าอาหารทุกถ้วย ล้วนเป็อาหารบูดแล้วทั้งสิ้น นางก้มหน้าแล้วค่อย ๆ วางถ้วยลงยังสำรับ
“คุณหนู...ทุกอย่างหาใช่ความผิดของคุณหนูนะเ้าค่ะ แต่เป็เพราะความโหดร้ายของรัชทายาท จึงทำร้ายคุณหนูของข้า ข้าวบูดเช่นนี้เหตุใดรัชทายาทจึงไม่นึกถึงเด็กในครรภ์ จะโกรธอย่างไรก็ไม่ควรให้กินของบูดเน่าเช่นนี้” คำพูดของฮั่นหยูทำให้เยว่ซินน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบปาดมันทิ้งแล้วหันมายังฮั่นหยู
“เ้ากลับไปเถอะ หากมีใครมาพบเข้า เ้าจะเดือดร้อนไปด้วย”
“เหตุใดคุณหนู ไม่บอกรัชทายาทไปตรง ๆ ว่าคุณหนูโดนพระชายาหลอกให้ออกไปพบองค์ชายสาม เหตุใดจึงปล่อยให้นางลอยนวลเช่นนั้นเ้าคะ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่หากคุณหนูไม่กล้าบอก เดี๋ยวข้าจะไปบอกเอง”
“ไม่จำเป็หรอกฮั่นหยู ต่อให้เ้าพูด ต่อให้ข้าพูด คนอย่างรัชทายาทก็ไม่มีวันเชื่อ ตอนนี้เขาคิดไปแล้ว ว่าลูกในท้องของข้าเป็ลูกขององค์ชายสาม ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ให้พระชายานำอาหารบูดมาให้ข้ากิน” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยความเ็ปอย่างถึงที่สุด ก่อนฮั่นหยูจะเอื้อมมาปาดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
“อดทนหน่อยนะเ้าคะ ข้าจะหาทางช่วยคุณหนูเอง” นางพูดพลางหันไปถ่ายอาหารจากภาชนะที่พระชายาใส่มาให้ ก่อนสายตาของเยว่ซินจะมองกิริยาของนางด้วยความแปลกใจ
“เ้าทำอันใด”
“ข้าจะถ่ายอาหารออกจากภาชนะของพระชายา แล้วนำไปทิ้ง จะได้ทำเหมือนว่าคุณหนูกินอาหารบูดนั่นแล้ว พวกเขาจะได้ไม่สงสัย แล้วตอนเย็นข้าจะแอบเอาอาหารมาให้คุณหนูใหม่นะเ้าคะ” เยว่ซินมองการกระทำของฮั่นหยู เงียบ ๆ ก่อนนางจะรีบจ้ำอ้าวออกจากตำหนักเย็นไป หลงเหลือเพียงความเงียบเหงาและความว่างเปล่าอยู่ตรงหน้า เยว่ซินก้มมองท้องของตัวเอง แล้วปาดน้ำตาออก แม้ตอนนี้หัวใจอ่อนล้าเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ แต่นางยังคำนึงถึงลูกน้อยในท้องที่ต้องลืมตาดูโลกในไม่ช้า
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะพยายามอดทนให้มาก” นางพูดเบา ๆ กับลูกน้อยในท้อง พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมาเป็ระยะ ก่อนฝีเท้าของใครบางคนจะเดินเข้ามา ให้เยว่ซินค่อย ๆ หันใบหน้ามองไปยังต้นเสียง
“รัชทายาท” หญิงสาวเห็นวรกายของเขายืนอยู่ นางจึงลุกขึ้นในทันทีด้วยความหวาดหวั่น ก่อนเขาจะเดินเข้ามา แล้วเลื่อนสายตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า พร้อมยิ้มมุมปาก
“สภาพของเ้าในตอนนี้ ไม่ต่างจากหญิงข้างถนน” เยว่ซินก้มมองเสื้อผ้าของตัวเองที่อยู่ในชุดสีขาว อาภรณ์สวยงามและเครื่องประดับราคาแพงถูกเขาริบคืนจนหมด สองเท้าของรัชทายาทเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า แล้วจับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแน่นิ่ง
“เ้าอย่าคิดว่าการที่เ้าหักหลังข้าในครั้งนี้ จะทำให้ข้าใจอ่อนเหมือนครั้งที่ผ่านมา สิ่งที่เ้าทำ เป็สิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้ากระทำ จริงอยู่ที่ข้าเคยรักเ้า แต่นับจากนี้ไป...เ้าจะเป็แค่คนธรรมดาที่ข้าจะไม่มีวันเหลียวตากลับไปมอง เ้าจะเป็เพียงแค่เศษดิน เศษฝุ่นสำหรับข้า” เขาพูดพลางค่อย ๆ เดินเข้ามาหา พร้อมน้ำตาแห่งความเสียใจของเยว่ซินจะเอ่อล้นออกมา
“ตำหนักเย็น เป็ตำหนักที่เหมาะแก่เ้าที่สุด เพราะในนี้ทั้งอับชื้น ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก เหมือนจิตใจของเ้า” เขาพูดพร้อมมองใบหน้าสวยหวานนั้น ก่อนน้ำตาของนางจะหยดลงพื้น แล้วก้มหน้าลงไม่ตอบโต้ใด ๆ เขาเอื้อมมากำมือนางแน่น แล้วเอื้อมมาจับหน้านางเงยขึ้น เผยให้เห็นแววตาแข็งแกร่งของจ้าวเฉินลู่
“ในเมื่อเ้ารักกันมากนัก ข้าจะให้เ้าอยู่ที่ตำหนักเย็นไปจนตาย! อย่าหวังว่าพวกเ้าจะได้พบกันอีก” พูดจบเขาก็สะบัดมือออกจากใบหน้าสวยหวานนั้น ก่อนนางจะทิ้งตัวลงนั่ง น้ำตาไหลพราก หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้มีเมตตาต่อนาง เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
