บทที่ 79 เื่ที่จบอย่างค้างคา
จากคำพูดที่เรียบเฉยในตอนต้น ไปจนถึงการถามคำถามที่มีโทนเสียงดุดันขึ้นในประโยคท้าย ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงเสียงเงียบกริบทันที คนในตระกูลลู่ รู้สึกสะใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ แต่ทางด้านเขาหนิงชุยเฟิง กลับสำลักจนพูดไม่ออกกับคำพูดของลู่อวี่
ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่ง และจงไท่เหยียนจากวังเทพอัคคี ต่างก็มีสีหน้าบึ้งตึง แต่กลับไม่สามารถพูดปฏิเสธอะไรออกมาได้ ดังนั้นตอนที่มาถึงพวกเขาจึงพูดไปแล้วว่ามาที่นี่เพื่อเป็พยานเท่านั้น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่ราวในคราวนี้ มิฉะนั้นพวกเขาจะมีจุดยืนที่จะเป็พยานอะไรได้อีก อย่างไรทั้งสองคนก็เป็บุคคลที่น่านับถือมีหน้ามีตาอยู่ในเทียนตู สิ่งที่พวกเขาเพิ่งพูดไปก็มีอคติเช่นกัน หลังจากถูกลู่อวี่ถามเช่นนี้ ก็ละอายจนไม่กล้าเอาหน้ามาออกรับแทน
ในเวลานี้สวี่จิ้ง ผู้บังคับใช้กฎระดับสูงของตำหนักมหาเทพที่มีสถานะสูงที่สุดในครั้งนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสอบถามว่า “ไม่ทราบว่านายน้อยลู่้าอะไร หากมันไม่มากเกินไป ข้าจะขอเป็ตัวแทนเขาหนิงชุยเฟิงตอบรับ และขอให้สัญญาว่าจะทวงถามความเป็ธรรม นำชื่อเสียงกลับคืนมาให้ตระกูลลู่ทันทีหลังจากกลับไป และรับปากว่าเื่นี้จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงของตระกูลลู่แน่นอน เช่นนี้คิดเห็นว่าประการใด?”
“เื่นี้ท่านพ่อของข้าจะเป็ผู้ตัดสินใจเอง ลู่อวี่เพียงพูดในสิ่งที่ตัวเองควรจะพูด หากมีคำพูดที่ไม่เหมาะสมประการใด ท่านผู้าุโทุกท่านโปรดอภัยให้ด้วย!” ลู่อวี่พูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกรังเกียจ เวลานี้แล้วผู้าุโบังคับใช้กฎของตำหนักมหาเทพ ยังไม่ลืมเล่นลูกไม้อีก ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเื่นี้บิดาของเขาจะเป็ผู้ตัดสิน แต่กลับมาถามเขา!
ประมุขตระกูลลู่ ลู่เหว่ยจุนมองดูบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจ แม้ว่าบุตรชายของเขาจะพูดน้อย แต่เมื่อไรที่ออกปากพูดก็มักตรงเข้าประเด็นหลักทันที ฝีปากเฉียบคมราวกับยอดฝีมือกระบี่ ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะโตเป็ผู้ใหญ่แล้วจริงๆ
เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่เขา ลู่เหว่ยจุนก็ยิ้มเล็กน้อย และพูดขึ้น “แม้ว่าเื่นี้จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตระกูลลู่ของเราแล้ว ทว่าสิ่งที่ตระกูลลู่สูญเสียไป ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังมีศักดิ์ศรีของตระกูลลู่ของเราด้วย ในเมื่อสหายนักพรตสวี่ได้กล่าวไว้แล้วว่าจะนำความเป็ธรรมคืนให้แก่ตระกูลลู่ เช่นนั้นตระกูลลู่ก็มีเพียงคำขอเดียวคือหวังว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะ สามารถขอโทษต่อหน้าผู้คนได้ ข้าคิดว่าคำขอนี้ คงไม่มากเกินไป!”
ทันทีที่เซินหยวนชิงได้ยินเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะเต็มใจเห็นด้วยกับเื่นี้ โดยไม่รอให้สวี่จิ้งพูดก็ชิงพูดออกมาทันที “เื่นี้เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงของเราจะไม่ใหญ่ หรือมีอำนาจเท่ากับตระกูลลู่ของเ้า แต่ก็มีชื่อเสียงในโลกเทียนตู ยิ่งกว่านั้นเื่นี้ยังมีข้อสงสัยมากมายที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แล้วจะสรุปได้อย่างไรว่าเป็ความผิดของเขาหนิงชุยเฟิง”
หวังจือเหอผู้บังคับใช้กฎอีกท่านของตำหนักมหาเทพ ก็พูดคล้อยตามออกมาด้วยเช่นกันว่า “คำขอนี้ดูจะมากเกินไป แม้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะกระทำการเกินงาม แต่ก็ยังอภัยให้ได้ เพราะไม่ได้จงใจหาเื่ตระกูลลู่ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้สหายนักพรตเซินขอโทษตระกูลลู่ต่อหน้าเสียที่นี่ แล้วให้เื่นี้จบกันไปเสีย?”
“เช่นนี้ดียิ่งนัก ข้าก็หมายความเช่นเดียวกัน!” สวี่จิ้งพยักหน้า พร้อมเอ่ยบอก
คนจากตระกูลเมิ่งและวังเทพอัคคีก็แสดงการสนับสนุนทันที
ทว่าทุกคนในตระกูลลู่ส่วนใหญ่ล้วนไม่พอใจ จึงพากันหันไปมองหน้าท่านประมุข โดยหวังว่าลู่เหว่ยจุนจะคัดค้าน
ลู่อวี่เองก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ก็รู้ว่าเื่นี้ควรจะจบกันเท่านี้เป็พอ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่รอการตัดสินใจของบิดาอยู่เงียบๆ เท่านั้น
หลังจากที่ลู่เหว่ยจุนเงียบไปครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าลงช้าๆ และพูดว่า “ได้!” จากนั้นก็หันสายตามองไปที่เซินหยวนชิงที่มีสีหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา
มาถึงตอนนี้เซินหยวนชิงก็เพิ่งเข้าใจ หากเขาไม่ยอมก้มหัวให้ แม้แต่ประตูใหญ่ของตระกูลลู่ก็คงออกไปไม่ได้ด้วยซ้ำ รวมกับคำแนะนำจากผู้บังคับใช้กฎสองท่านของตำหนักมหาเทพ ก็แอบคิดแค้นในใจ ทำได้เพียงระงับความไม่เต็มใจอันแรงกล้าไว้ กัดฟันอย่างฝืนใจพร้อมทั้งความอัปยศอดสู ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ครั้งนี้เป็เพราะเซินหยวนชิงประมาทเลินเล่อ ขอประมุขตระกูลลู่โปรดอภัยให้ข้าด้วย!”
หลังจากพูดจบก็ยืนนิ่งไป เห็นได้ชัดว่านี่คือความประนีประนอมขั้นสุดที่เขามีให้แล้ว
ลู่เหว่ยจุนพยักหน้าช้าๆ และกล่าวว่า “หวังว่าจะไม่มีครั้งต่อไปอีก นิสัยที่ประมาทเลินเล่อของสหายนักพรตเซิน ก็ควรจะแก้ไขมันได้แล้ว เพราะมันไม่ใช่ทุกคนจะเป็เหมือนสหายนักพรตเซิน ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับตระกูลลู่ แล้วดูเหมือนไร้ความเสียหายใด!”
ถ้อยคำนี้แฝงไปด้วยคำสอนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เซินหยวนชิงก็ทำได้เพียงอดทนและกัดฟันโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
เมื่อสวี่จิ้งเห็นว่าเื่นี้ในที่สุดก็จบลง จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและพูดว่า “ เื่นี้รบกวนประมุขตระกูลลู่แล้ว หวังว่าหากประมุขลู่มีเวลาว่าง จะไปเป็แขกของตำหนักมหาเทพ ข้าจะกวาดตำหนักรอ!”
“สหายนักพรตสวี่เกรงใจกันไปแล้ว ปกติทุกท่านก็มาเยี่ยมเยือนตระกูลลู่ของเราน้อยนัก สรรพสิ่งเป็ไปตามธรรมชาติก็ดีแล้ว วันนี้ขอพักผ่อนให้สบายใจอยู่ที่ตระกูลลู่ก่อน ปล่อยให้ตระกูลลู่ของเรา ทำหน้าที่เป็เ้าบ้านสักครั้ง!”
สวี่จิ้งและคนอื่นๆ มีหรือจะยอมอยู่ที่นี่ต่อ รีบพูดขึ้นมาทันทีว่า “อนาคตยังอีกยาวไกล!” จากนั้นก็พาทุกคนลุกขึ้นและขอตัว ลู่เหว่ยจุนในฐานะประมุขตระกูลจึงต้องไปส่งพวกเขาไปที่ประตูทางเข้าูเา ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป!
เมื่อลู่เหว่ยจุนกลับมาที่ห้องโถง สมาชิกจำนวนไม่น้อยของตระกูลลู่ที่กำลังรออยู่ด้านนอกหลั่งไหลกันเข้ามา หลังจากได้ยินการตัดสินใจของประมุขตระกูล ทุกคนก็พากันวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเื่นี้ หลายคนต่างก็มีสีหน้าโกรธแค้น เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้
เมื่อเห็นลู่เหว่ยจุนกลับมาในเวลานี้ ก็พากันซักถามและแสดงความไม่พอใจทันที
“ท่านประมุข จะปล่อยศิษย์ผู้นั้นของเขาหนิงชุยเฟิงไปเช่นนี้หรือ มันดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว ตระกูลลู่ของเราไม่เคยโดนดูถูกเช่นนี้มาก่อน?” คนที่รักในเกียรติของตระกูลอย่างยิ่งพูดขึ้น
“หากไม่มีตำหนักมหาเทพและตระกูลอื่นอีกสองตระกูลหนุนหลังเขาหนิงชุยเฟิงในครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ได้กลับออกไปอย่างแน่นอน ประมุขเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น หรือเ้าอยากให้ประมุขเปิดศึกต่อสู้กับตำหนักมหาเทพหรือ จบด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ ก็มีความสุขกันทุกคนแล้ว!” คนที่สุขุมรอบคอบ และมีประสบการณ์ตอบกลับ
แต่มีผู้เฒ่าผู้พิทักษ์อีกท่านหนึ่งของตระกูลลู่ที่มีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นฟันฝ่ากลับพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ “ตระกูลลู่ของเราเป็ถึงหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู สืบทอดกันมาเป็เวลาหลายพันปีแล้ว ตอนนี้ถูกผู้อื่นมารังแกกันถึงในตระกูล แต่กลับตอบโต้ไม่ได้ กล้ำกลืนฝืนทนไม่ได้จริงๆ!”
ผู้เฒ่าใหญ่ร่างท้วมที่ดูแลบังคับใช้กฎอีกท่านของตระกูลลู่ ซึ่งอยู่ถัดจากเขาฝืนยิ้มและพูดว่า “อย่างไรต้องไว้หน้าของผู้บังคับใช้กฎอยู่บ้าง อย่างไรเสีย ตำหนักมหาเทพ ก็ยังคงเป็เ้าเหนือหัวของเทียนตูอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลลู่ของเราจะสามารถต่อกรด้วยได้ ไม่อย่างนั้น เมื่อครู่นี้อีกฝ่ายคงไม่พูดให้เปลี่ยนจากศัตรูกลายเป็มิตรให้เสียเวลา ตอนนี้อีกฝ่ายเพิ่งจากไป หากเราเอาคืนเขาหนิงชุยเฟิงในทันที นั่นนับเป็การกระทำที่ขลาดเขลา ทั้งยังเหมือนเป็การยื่นกระบี่ให้อีกฝ่ายแทน!”
ลู่เหว่ยจุนไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจที่เหล่าผู้าุโไม่พอใจ ปฏิกิริยานี้แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้คำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูลเป็สำคัญซึ่งเป็การแสดงออกถึงความรู้สึกมีเกียรติของตระกูลอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงเงียบั้แ่กลับมา
ผู้เฒ่าห้าที่เข้าใจประมุขเป็อย่างดี จึงไม่ได้กังวลอะไรนัก ตอนนี้ตระกูลลู่กำลังเติบโตขึ้น ดังนั้นพวกเขาก็ควรทุ่มเทแรงใจช่วยเหลือประมุขและนายน้อยอย่างเต็มที่ก็พอ
แต่จู่ๆ ลู่อวี่ก็พูดขึ้นมา “ทุกคนอย่าได้ท้อแท้ พวกเราไม่จำเป็ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยตรง เพียงความแข็งแกร่งของเขาหนิงชุยเฟิง หากเกิดตระกูลลู่ของเราลงมือโจมตีพวกเขาขึ้นมาจริงๆ ก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเท่านั้น แต่คงหลีกเลี่ยงที่จะถูกผู้อื่นกล่าวหาว่าเผด็จการบ้าอำนาจ และรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาหนิงชุยเฟิงที่มีสถานะไม่ธรรมดาอยู่ในเทียนตู เช่นนั้นตระกูลลู่ของเราคงไม่สามารถเข้าไปรุกรานได้ง่ายๆ”
หลังจากพูดมาถึงตรงนี้ และเห็นว่าทุกคนให้ความสนใจ เขาก็พูดต่อไปว่า “การที่เขาหนิงชุยเฟิงมีสถานะมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความสำเร็จและสถานะในช่องทางการปรุงโอสถ หากเป็ด้านอื่นตระกูลลู่ของเราอาจลงมือได้ไม่ง่าย แต่หากในด้านของยาอายุวัฒนะแล้ว ตระกูลลู่ของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขา ข้าเชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ผู้เฒ่าห้าคงจะก้าวไปสู่ขั้นห้าได้แล้วด้วย เช่นนี้จะกดหัวเขาหนิงชุยเฟิงก็ง่ายเหมือนยกมือ”
จากนั้นก็พูดต่อไปอีก “เมื่อครู่นี้พวกเ้าก็เห็นเคล็ดวิชาลับทั้งสามชนิดที่ข้าแสดงให้ดูกันแล้ว เพราะฉะนั้นนับั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับทั้งสามนี้ให้กับผู้เฒ่าห้า จากนั้นก็ให้ผู้เฒ่าห้าเลือกศิษย์ที่จะสอน”
ทันใดนั้นลู่เหว่ยจุนที่นั่งเงียบๆ อยู่้า ก็พูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้ตระกูลลู่ของเราอยู่ใน่ขาขึ้นเป็่ที่สำคัญนัก เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยบางอย่างเมื่อพันปีก่อนของตระกูลลู่ก็ควรได้รับการปรับแก้เช่นกัน ่นี้ข้าและบรรดาผู้เฒ่ากำลังศึกษาถึงกฎการให้รางวัลและการลงโทษของตระกูลใหญ่กับสำนักอื่นๆ อยู่ เช่นนั้นตระกูลลู่ของเราก็ต้องทำการพลิกแพลงกันบ้างแล้ว”
“โดยใช้เคล็ดวิชาลับทั้งสามชนิดที่ลู่อวี่เสนอให้เป็หลัก หากอยากได้เคล็ดวิชาลับหนึ่งในทั้งสามชนิดนี้ ก่อนอื่นต้องมีสถานะเป็คนปรุงโอสถ อย่างที่สองต้องมีสถานะปรุงโอสถอยู่ในขั้นเจ็ด และสุดท้ายต้องเป็ประโยชน์ต่อตระกูล หากพูดกันตรงตามสองเงื่อนไขแรก จากนั้นจะตัดสินตามขนาดและจำนวนครั้งที่ทำคุณงามความดีต่อตระกูลว่าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับให้หรือไม่ รวมถึงยาอายุวัฒนะและกลยุทธ์ในนั้นด้วย สำหรับการวัดผลงานคุณงามความดีต่อตระกูลนั้น จะมีผู้เฒ่าใหญ่เป็ผู้ตัดสิน สำหรับเื่การอบรมสั่งสอนและรับลูกศิษย์อย่างเป็ทางการ จะมีผู้เฒ่ารองเป็ผู้รับผิดชอบแทน ด้านการบังคับใช้กฎ ยังคงเป็ผู้เฒ่าสามรับหน้าที่ดูแล ส่วนการส่งสารติดต่อกับผู้คนนอกตระกูล เดิมทีจะมีผู้เฒ่ารองรับหน้าที่ดูแลให้ รวมเข้ากับห้องกิจการภายในของผู้เฒ่าสี่ เพื่อจัดตั้งห้องกิจการทั่วไปของตระกูล สำหรับผู้เฒ่าห้านั้น ยังคงให้รับผิดชอบดูแลอุปกรณ์ยาและคลังของตระกูลต่อไป!”
แม้ว่าตระกูลลู่ จะยึดผู้เฒ่าห้าเป็หลักมาโดยตลอด แต่ในความเป็จริงแล้ว สถานะของผู้เฒ่าห้าก็เหมือนกับเสนาบดีทั้งหกในราชสำนักโบราณ ในขณะที่ผู้าุโผู้ดูแลการบังคับใช้กฎระเบียบของตระกูลก็จะเป็นักรบที่มีสถานะต่ำกว่า แม้ว่าที่นี่จะเป็โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่ก็จำเป็ต้องมีคนดูแลเื่จิปาถะในตระกูล เช่นนั้นแม้ว่าสถานะของผู้าุโที่ทำหน้าที่ดูแลบังคับใช้กฎจะมีสถานะและพลังยุทธ์ไม่ต่ำไปกว่าผู้เฒ่าห้า แต่ก็มีอำนาจน้อยกว่านัก แต่ผู้เฒ่าที่ดูแลบังคับใช้กฎเหล่านี้จดจ่อและมุ่งมั่นอยู่แต่กับการฝึกฝน ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจ คล้ายกับว่าพวกเขามีสถานะที่ต่ำกว่า หลังจากปรับเปลี่ยนบางอย่างขึ้นในเวลานี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่มากนัก แต่ก็ได้รวบรวมทรัพยากรของตระกูลลู่บางอย่างเข้าด้วยกัน และยกระดับความสามัคคีในตระกูลขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้สมาชิกระดับกลางและระดับล่างของตระกูลได้รับทรัพยากรมากขึ้น สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในตระกูลใหญ่เช่นนี้ได้ นับว่าไม่ใช่เื่ที่ง่ายดาย
เพราะการเปลี่ยนแปลงของลู่เหว่ยจุนไม่ได้มากนัก อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้ผลประโยชน์ของหลายคนเสียหายมากนัก หลังจากที่เขาพูดจบ ทุกคนจึงะโเสียงดังออกมากันทันที “ท่านประมุขช่างปราดเปรื่อง!”
ลู่เหว่ยจุนจึงได้แต่ยิ้มให้กับสิ่งนี้เท่านั้น หันกลับมามองบุตรชายแล้วถามว่า “อวี่เอ๋อร์ยังมีความคิดอะไรหากพูดออกมาไม่หมด ก็พูดต่อได้ ทุกคนอยู่ที่นี่พอดี พวกเรามาปรึกษาหารือกันดู!”
ลู่อวี่ยิ้มและพูดขึ้น “มันก็ไม่ใช่แผนการที่ยอดเยี่ยมอะไรนัก ตระกูลลู่ของเรากำลังจะเติบโตขึ้น มันก็ต้องมีทรัพยากรมากขึ้นเมื่อมีเคล็ดวิชาลับของข้าที่มอบให้ ปริมาณการผลิตของหญ้าวิเศษและยาวิเศษรวมถึงยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่ก็ต้องเพิ่มขึ้นมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลักแล้ว พวกเราจึงมีข้อได้เปรียบมาแต่เดิม เพียงเราเปิดร้านค้าในพื้นที่ต่างๆ ของเทียนตูมากขึ้น พยายามรักษาราคาขายให้ต่ำกว่าเขาหนิงชุยเฟิง วิธีที่ดีที่สุดคือเปิดใกล้กับร้านของเขาหนิงชุยเฟิง หากทำเช่นนั้นข้าคิดว่าคงกดดันเขาหนิงชุยเฟิงได้มาก นอกจากนี้ยาอายุวัฒนะที่เขาหนิงชุยเฟิงปรุงออกมาได้เราก็ปรุงยาอายุวัฒนะนั้นออกมาได้เช่นเดียวกัน ยาอายุวัฒนะที่เขาหนิงชุยเฟิงไม่สามารถปรุงออกมาได้ แต่ตระกูลลู่ของเราก็กลั่นออกมาได้เช่นกัน พอนานวันเข้า เขาหนิงชุยเฟิงก็จะถูกตระกูลลู่ของเรากดดันจนพ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยที่ไม่ใช่งานยากอะไร!”
