“ลุกขึ้นยืนเถอะ”
ต้วนหวู่หยากล่าวพร้อมกับโบกมือของตนเล็กน้อย จากนั้นผู้คนก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่ในใจกลับไม่อาจสงบลงได้โดยง่าย เนื่องจากผู้บัญชาการองครักษ์หลวงถือเป็ตำแหน่งที่สำคัญมาก จึงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งกะทันหันเช่นนี้
ในสายตาของต้วนหวู่หยานั้นไม่เห็นถึงความผันผวนใดๆ ราวกับว่าแค่ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์หลวงย่อมไม่สามารถทำให้เขาสั่นคลอนได้
“อวี๋จี้ ตอนนี้เ้าเป็ผู้บัญชาการองครักษ์แล้ว คงรู้นะว่าตัวเองต้องทำอะไร” ต้วนหวู่หยากล่าวอย่างเฉยชา
อวี๋จี้พยักหน้าก่อนจะโค้งคำนับและกล่าวว่า “ฝ่าา งั้นข้าอวี๋จี้จะนำเหล่าองครักษ์ไปตรวจดูความปลอดภัยของเมืองหลวงนะขอรับ”
“อืม ไปเถอะ”
ต้วนหวู่หยากล่าว จากนั้นเหล่าองครักษ์นับหมื่นคนก็จากไป เหลือไว้เพียงกองทัพทหารของเมืองต้วนเริ่นที่ยังยืนล้อมเวทีปะาอยู่ ตอนนี้ไม่มีใครสามารถข่มขู่พวกเขาได้แล้ว
ใบหน้าของต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาเริ่มบิดเบี้ยวยิ่งขึ้น ต้วนเทียนหลาง้าสังหารหลิ่วชั่งหลัน แต่ใน่เวลาสำคัญหลินเฟิงและต้วนซินเยี่ยได้ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งทำให้เื่ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนไป ในที่สุดพวกเขาก็สังหารหลิ่วชั่งหลันไม่สำเร็จ
ทางด้านต้วนหานนั้น เขาหวังในตัวหลิ่วเฟยมาก จึงข่มขู่หลิ่วเฟยด้วยชีวิตของหลิ่วชั่งหลัน ว่าหากหลิ่วเฟยยอมไปกับเขาล่ะก็ เขาอาจไว้ชีวิตบิดาของนาง แต่หลิ่วเฟยนั้นเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่กลายเป็ผู้หญิงของเขาเลยแม้แต่น้อย
คนที่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึกหดหู่ใจคือหลินเฟิง ซึ่งตอนนี้กลายเป็ขุนนางโลหิตและยังได้ศักดินา นอกจากนี้ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์ก็ยังถูกพรากไปจากเขา นับได้ว่าวันนี้ต้วนเทียนหลางพ่ายแพ้หมดสภาพ
เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็เพราะคนคนเดียว นั่นก็คือหลินเฟิง
ในตอนนั้นเอง ต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาต่างจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาทิ่มแทง
เมื่อหลินเฟิงหันกลับไปจึงสบตากับพวกเขาพอดี ทว่าแววตาของหลินเฟิงกลับเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“หลินเฟิง เื่ที่เกิดขึ้นก็จงลืมมันไปซะเถอะ”
ต้วนหวู่หยากล่าวเสียงเบาเมื่อััได้ถึงจิตสังหารอันเยือกเย็นของหลินเฟิงที่ถูกปลดปล่อยออกมา ต้วนเทียนหลางนั้นมีสถานะเป็ถึงเทียนหลางอ๋อง เป็ลุงต้วนของเขาและยังมีสายเืของตระกูลต้วน จึงไม่ใช่เื่ง่ายเหมือนเิหานที่นึกจะฆ่าก็ฆ่าได้
การสังหารต้วนเทียนหลางนั้นต้องมีจังหวะและโอกาส แต่ตอนนี้หลินเฟิงยังไม่มีสักอย่าง
“ขอรับ แน่นอนว่าหลินเฟิงเข้าใจฝ่าา สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะจบลงเพียงเท่านี้”
หลังจากหลินเฟิงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย ทางด้านเหล่าทหารเองก็ถอนหายใจออกมา ส่วนต้วนเทียนหลางก็ยังคงมีชีวิตอยู่ แล้วเื่ทหารนับแสนที่ต้องหลั่งเืไปล่ะ?
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้โทษหลินเฟิง และสิ่งที่เขาทำไปมันก็ไม่ใช่เื่ง่าย หากไม่ได้หลินเฟิงล่ะก็ หลิ่วชั่งหลันก็คงต้องถูกปะาชีวิต ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจถูกกล่าวหาว่าเป็พวกฏก็ได้
“แต่…” ในตอนนี้เองหลินเฟิงก็หันไปมองต้วนเทียนหลางและต้วนหาน จากนั้นก็กล่าวว่า “แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะยุติลงไปแล้ว แต่ครั้งที่ต้วนเทียนหลางนำทัพไปกวาดล้างนิกายหยุนไห่ ทำให้นิกายหยุนไห่ต้องหลั่งเืเป็สายน้ำ สำหรับข้าที่เป็ศิษย์ของนิกายหยุนไห่แล้วแค้นนี้ต้องชำระ ดังนั้นเื่ระหว่างข้ากับต้วนเทียนหลางและต้วนหานนั้น มันยังไม่จบ”
ฝูงชนต่างประหลาดใจ ยังไม่จบหรือ? ไม่คิดเลยว่าหลินเฟิงจะเคยเป็ศิษย์ของนิกายหยุนไห่มาก่อน ด้วยเหตุนี้หลินเฟิงจึงไม่มีทางปล่อยต้วนเทียนหลางไปแน่นอน!
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ต้วนเทียนหลางได้ยกทัพบุกทำลายนิกายหยุนไห่ ยิ่งหลินเฟิงเป็ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ด้วยแล้ว ความเกลียดชังนี้ย่อมมากกว่าสิ่งอื่นใดจนไม่อาจลืมได้ ความแค้นระหว่างเขากับต้วนเทียนหลางนั้นช่างล้ำลึก เกรงว่าเื่คงไม่จบลงง่ายๆ แน่ แล้วเหตุผลเขาเอ่ยออกมานั้น แม้แต่องค์ชายรองต้วนหวู่หยาก็ไม่อาจแทรกแซงได้”
ผู้คนต่างครุ่นคิดไปต่างๆ นานา ตอนนี้เองพวกเขากลับเห็นหลินเฟิงกวาดสายตามองทหารที่อยู่รอบๆ จนในที่สุดก็มองไปที่เริ่นชิงขวัง
“ท่านผู้บัญชาการเริ่น รบกวนท่านช่วยนำทัพออกจากเมืองหลวงที แล้วรอข้าอยู่ด้านนอก หลังจากข้าจัดการเื่นี้เสร็จแล้วก็จะตามไปสมทบทันที”
หลินเฟิงกล่าวกับเริ่นชิงขวัง แต่ทันใดนั้นเสียงะโของเหล่าทหารได้ดังขึ้น
“พวกเราไม่ไป ถ้าผู้บัญชาการอยู่ที่นี่ พวกเราก็จะอยู่ด้วย!”
“ใช่ พวกเราจะติดตามผู้บัญชาการไปทุกที่!”
เมื่อเหล่าทหารม้าโลหิตส่งเสียงดังเช่นนี้ ย่อมทำให้ฝูงชนต้องตกตะลึง หลินเฟิงนั้นยังเยาว์วัยนัก คาดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถนำกองทัพทหารได้อย่างน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ ฝูงชนรอบด้านเมื่อเห็นฉากตรงหน้าแล้ว พวกเขาต่างรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก
คาดว่าต่อให้หลิ่วชั่งหลันจะไม่ได้มอบตำแหน่งผู้บัญชาการให้แก่เขา ทหารเหล่านี้ก็ยังคงนับถือหลินเฟิงเหมือนเป็แม่ทัพของพวกเขาอยู่ดี
“ออกไปให้หมด ใครไม่ไปจะถือว่าเป็การขัดคำสั่งของข้า!”
หลินเฟิงตะคอกออกไปอย่างเยือกเย็น ซึ่งทำให้ผู้คนต่างตัวแข็งทื่อไปตามๆ กัน
“ท่านผู้บัญชาการเริ่น ต้องรบกวนท่านแล้ว”
หลินเฟิงปรายตามองเหล่าทหารอย่างเ็า หากพวกเขายังอยู่ที่นี่ล่ะก็ เื่ในวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นจากความเกลียดชังของหลิ่วชั่งหลัน ถึงแม้จะเป็การแก้แค้นต้วนเทียนหลางเหมือนกัน ทว่าในเื่นี้ต้วนหวู่หยาไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยได้
ต้วนหวู่หยาได้ปล่อยหลิ่วชั่งหลันไปและมอบตำแหน่งเสนาบดีให้แก่เขา แล้วยังแต่งตั้งหลินเฟิงให้เป็ขุนนางโลหิต ซึ่งทั้งหมดนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากหลินเฟิงยังคงดันทุรังแก้แค้นต่อไปล่ะก็ มันอาจกลายเป็การหักหน้าต้วนหวู่หยาเอาได้
ดังนั้นหลินเฟิงจึงหาเหตุผลใหม่ขึ้นมา เหตุผลนั่นคือเื่ที่นิกายหยุนไห่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหล่าทหารม้าโลหิต
“อืม”
เริ่นชิงขวังพยักหน้า เขาเข้าใจเจตนาของหลินเฟิงดี จากนั้นเริ่นชิงขวังก็ะโสั่งทหารว่า “ทหารจงฟัง! ตามข้าออกไปนอกเมืองเดี๋ยวนี้!”
หลังจากออกคำสั่งเสร็จ เริ่นชิงขวังก็หันหลังและจากไป แม้ว่าเหล่าทหารจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่พวกเขาก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งและเคลื่อนทัพจากไปทันที ไม่นานหลังจากนั้นกองทัพทหารนับหมื่นก็หายไปจากสายตาผู้คน
บรรยากาศในตอนนี้เปลี่ยนไปเป็จากเดิมมาก
ตอนนี้เหลือเพียงหลินเฟิง เมิ่งฉิง กองกำลังดาบนภาโลหิต ต้วนหวู่หยา ต้วนซินเยี่ย ต้วนเทียนหลางและต้วนหาน
ขณะนี้รูม่านตาของต้วนเทียนหลางหดแคบลง ขณะจ้องมองหลินเฟิงอย่างชั่วร้าย เ้าหมอนี่ช่างไม่รู้จักยอมแพ้เลยจริงๆ
ต้วนหวู่หยาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะดื้อรั้นขนาดนี้ อย่างไรก็ตามหลินเฟิงได้บอกว่าต้วนเทียนหลางเป็คนทำลายนิกายหยุนไห่ และเขาก็เป็ถึงศิษย์ของนิกายหยุนไห่ แน่นอนว่าหัวใจของเขาต้องเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“หลินเฟิง” ขณะนั้นต้วนหวู่หยาได้ะโเรียกหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงหันมามอง จากนั้นต้วนหวู่หยาก็กล่าวว่า “หลินเฟิง ต้วนเทียนหลางเป็ถึงเทียนหลางอ๋อง เขามีสถานะเป็ถึงขุนนางาุโ เกรงว่าเ้าคงไม่อาจกระทำสิ่งใดได้”
“ข้ารู้”
หลินเฟิงหยักหน้าเล็กน้อย ทำให้ต้วนหวู่หยาประหลาดใจ หลินเฟิง้าอะไรกันแน่?
“ฝ่าา ต้วนเทียนหลางเป็ถึงท่านอ๋องที่มีสถานะสูงศักดิ์ นั่นจึงเป็เหตุผลที่ข้าไม่อาจโจมตีเขาได้”
หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย ทำให้ฝูงชนยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม
ตอนนี้เองหลินเฟิงยังกล่าวต่อว่า “อย่างไรก็ตาม ในอดีตต้วนเทียนหลางได้พาต้วนหานไปเพื่อทำลายล้างนิกายหยุนไห่ ต้วนหานนั้นมีนิสัยหยิ่งผยองและชอบดูถูกผู้อื่นอย่างมาก ขณะที่ต่อสู้กับข้า เขายังบอกว่าข้าไม่อาจหยุดยั้งดาบของเขาได้ วันนี้ต้วนหานก็อยู่ที่นี่ ตอนนี้หลินเฟิงผู้นี้ก็ได้เป็ถึงขุนนางแล้ว น่าจะมีสิทธิ์พูดกับอ๋องน้อยได้ งั้นตอนนี้ข้าจึง้าท้าอ๋องน้อย”
เมื่อฝูงชนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเป้าหมายของหลินเฟิงไม่ใช่ต้วนเทียนหลาง แต่เป็ต้วนหานต่างหาก
หลินเฟิงกำลังท้าทายต้วนหาน!
อย่างไรก็ตามต้วนหานในตอนนี้ยังไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้ เขายังจำวันที่อยู่ในนิกายหยุนไห่ได้ดี เขาคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งมาก แต่การต่อสู้กับหลินเฟิงครั้งนั้น ทำให้ชะตาชีวิตของเขาเปลี่ยนไป
จนถึงวันนี้หลินเฟิงก็แข็งแกร่งกว่าเขามากมาย แม้แต่ความกล้าที่จะต่อสู้กับหลินเฟิงก็ยังไม่มี
ใบหน้าของต้วนหานดูน่าเกลียดขณะจดจ้องไปที่หลินเฟิง เขาจะกล้ายอมรับคำท้าของหลินเฟิงได้อย่างไร?
“ไม่จำเป็ ข้ากับต้วนหานยังมีธุระต้องทำ”
ต้วนเทียนหลางตอบกลับหลินเฟิงอย่างเ็า
“มีธุระ?” หลินเฟิงยิ้มเยาะ “ต้วนเทียนหลาง เ้าได้นำทัพไปทำลายนิกายหยุนไห่ แล้วคิดว่าพวกเราจะยอมถอยเหรอ?”
ต้วนเทียนหลางหรี่ตาลงเล็กน้อย เื่นี้มันช่างไร้สาระสิ้นดี แล้วเขาจะยอมรับได้อย่างไร
“ต้วนเทียนหลาง หลังจากที่องค์หญิงถูกจับตัวไป คนของเ้าก็ล้อมขัดขวางข้าไว้ และยังพยายามสังหารข้า ตอนนั้นเ้าได้ถามข้ามั้ยว่าข้ามีเวลาหรือไม่?”
หลินเฟิงไม่สนใจต้วนเทียนหลางอีก จากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า “อีกอย่าง เ้าและบุตรชายของเ้า เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วถึงกับทำให้ทหารนับแสนต้องถูกฆ่าตาย แต่ตัวเองกลับวิ่งหนีหางจุกตูด หลังจากเื่นั้นเ้าก็ใส่ร้ายป้ายสีหลิ่วชั่งหลัน ้าสังหารหลิ่วชั่งหลัน ในตอนนั้นเ้าได้ถามผู้คนเ่าั้หรือไม่ว่าพวกเขาเห็นด้วยกับเ้าหรือไม่?”
เสียงของหลินเฟิงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเจตจำนงแห่งการสังหารอันหนาวเหน็บก็ค่อยๆ เบ่งบาน จากที่หลินเฟิงนิ่งเงียบมาโดยตลอด ทว่าในที่สุดเปลวไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวก็ปะทุออกมา
ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูดโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
หลินเฟิงจ้องเขม็งไปที่ต้วนหาน มุมปากของเขาพลันเกิดรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้น จากนั้นก็กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ต้วนหาน การต่อสู้ระหว่างเ้ากับข้าในวันนั้นมันยังไม่จบ วันนี้ข้าหลินเฟิงได้กลับมาแล้วและจะขอท้าสู้กับเ้า”
เมื่อหลินเฟิงกล่าวจบ เขาก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งการท้าสู้นั้นมันเป็เพียงข้ออ้าง ส่วนต้วนหานนั้น… ต่อให้เขาไม่อยากสู้ก็ต้องสู้
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ทักษะยุทธ์และการต่อสู้เท่านั้นที่อยู่เหนือทุกสิ่งทั้งมวล