หลันฮวาจำใจกินข้าวเปล่า แม้นในใจลึก ๆ อยากตักกินมากเพียงใด แต่ด้วยความกลัว จึงทำได้เพียงมองยายฝูนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยแต่ผู้เดียว
“ยู่จิน ยู่จิน” เสียงเรียกของไป๋เยี่ยนทำให้หลันฮวาสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อได้สติกลับมา พลันยิ้มกลบเกลื่อนความเ็ปที่ซ่อนอยู่ภายใน
“เหตุใดจึงเหม่อลอยเช่นนั้น มีอันใดไม่สบายใจฤาไม่”
“ไม่เ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ได้เจอกับท่านแม่ เลยเผลอคิดอะไรไปเท่านั้นเอง” คำหวานของหญิงสาว ทำให้ไป๋หลานรู้สึกเอ็นดูนางเพิ่มมากขึ้น ก่อนค่อย ๆ สอนเคล็ดลับในการทำผัดผักปลาแห้งให้ออกมาหอมอร่อยถูกปากหวงซีเหริน ทั้งสามนั่งขลุกอยู่ในครัวจนแสงอาทิตย์ค่อย ๆ เลื่อนคล้อยลงดิน
เสียงเคาะประตูห้องของหวนซีเหรินดังขึ้น ในระหว่างที่เขานั่งอ่านตำราค้าขายท่ามกลางแสงเทียนสีอ่อนสว่างไสว ชายหนุ่มวางตำราลงแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ด้วยคิดว่าเป็อู่เจ๋อ ก่อนใบหน้าของหญิงสาวทำให้เขาชะงักนิ่ง มองนางครู่หนึ่ง
“ข้าเข้าไปได้ฤาไม่” ซีเหรินทำหน้านิ่งแล้วหันกลับเข้ามา พร้อมหญิงสาวเดินตามติด ๆ
“มีอันใด ดึกดื่นเช่นนี้ เหตุใดยังไม่พักผ่อน” เขาพูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่เดิม ก่อนจะสังเกตเห็นในมือของหลันฮวาถือบางอย่างเข้ามา หากแต่ทำทีก้มลงอ่านตำราต่อไม่เอ่ยถาม เพราะรู้ว่านางจะเป็ฝ่ายอธิบายเอง
“คุณชาย..ข้าลองทำผัดผักวานโตว้ของโปรดท่านด้วยหล่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็ที่ถูกปากท่านฤาไม่ ท่านลองชิมแล้วบอกข้าหน่อยได้ฤาไม่ ว่ารสมือของข้าเป็ที่พอใจแก่ท่านเพียงใด” หวงซีเหรินได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมอง เวลานี้หลันฮวานั่งนิ่งพลันส่งยิ้มอ่อนหวานออกมา โดยไม่รู้ถึงความผิดของตัวเองที่ก่อไว้ก่อนหน้า
“คุณชายเ้าคะ” หลันฮวาเรียก พร้อมกับขยับกายเข้ามานั่งใกล้เขามากยิ่งขึ้น พลันยกสองมือขึ้นเท้าคางมองชายหนุ่มพร้อมทำตาปริบ ๆ
“ข้าผิดไปแล้ว..ที่ขโมยของในจวนท่าน ข้ารู้ว่าท่านอาจผิดหวังที่ข้าทำตัวไม่ดี แต่ข้าจะพยายามปรับปรุงตัวใหม่ จะไม่แตะต้องของมีค่าพวกนั้นอีก วันนี้ข้าได้ประจักษ์ในความเมตตาของท่านแม่แล้ว หากข้ายังทำนิสัยเช่นเดิมอีก ข้าคงละอายแก่ใจไปตลอดชีวิต” หวงซีเหรินเลื่อนสายตามองนางครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจหันไปยังจานอาหารที่วางอยู่
“ข้าหวังว่าเ้าจะปรับปรุงตัวได้ เพราะหากเมื่อใดที่เราต้องแยกย้ายจากกัน เ้าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ต้องวนเวียนกลับไปเป็ขโมยให้ทางการตามจับอีก” หวงซีเหรินพูดพร้อมกับหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบไปที่ผัดผักนั้น
“ดีใจจัง ที่เห็นท่านเป็ห่วงข้าเช่นนี้” หลันฮวาพูดอย่างบางเบาพร้อมรอยยิ้ม หาได้สนใจว่าคำพูดนั้น จะสะกิดให้ใครบางคนถึงกลับชะงักนิ่ง
“รสชาติเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ เหมือนที่ท่านแม่ทำให้ท่านฤาไม่” หญิงสาวยังคงใช้มือเท้าคางมองตรงมาหมายเอาคำตอบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะพยักหน้าแล้ววางตะเกียบลงด้านข้าง
ภายใต้เปลวไฟสีอ่อนที่ไหวระริกอยู่ในห้องนั้น หลันฮวาเผลอมองชายหนุ่มจนลืมคิดไปว่าระหว่างนางและเขา หาใช่คู่รักกันจริง ทุกอย่างเป็เพียงข้อตกลงที่เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
“ฝีมือการทำอาหารของเ้า ถือว่าใช้ได้ และหากเ้าพอใจในคำตอบของข้าแล้ว เ้าก็ควรกลับเรือนรับรองไปเพื่อพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ข้าเชื่อเหลือเกินว่าท่านแม่จะสอนเ้า ให้เรียนรู้ในสิ่งที่เ้าไม่เคยทำ” เขาจับจ้องไปยังหญิงสาวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แต่ท่านยังกินผัดผักของข้าไม่หมดเลยนะเ้าคะ”
“ข้าอิ่มแล้วต่างหาก”
“อิ่มแล้ว..แต่ท่านกินผัดผักของข้า เพียงคำเดียวเท่านั้น ในขณะที่ข้าใช้เวลาทำให้ท่านไม่น้อยเลย” หลันฮวาทำเสียงอ่อย แล้วมองผัดผักของตัวเองด้วยความผิดหวัง
“หากพรุ่งนี้ท่านแม่เอ่ยถามข้า แล้วรู้ว่าท่านกินไปเพียงคำเดียว ข้าคงเสียหน้าแย่ เสียงแรงที่ท่านแม่ตั้งใจสอน แต่ข้าทำให้ท่านกินผัดผักจานนี้ได้เพียงคำเดียวเท่านั้น” เมื่อชายหนุ่มเห็นใบหน้าของหญิงสาวบูดบึ้ง เขาจึงจำใจหยิบตะเกียบคีบผักขึ้นมากินต่ออีก
ภายใต้แสงเทียนสีอ่อน สายตาสั่นไหวของหลันฮวานั่งมองหวงซีเหรินกินอาหารฝีมือนางด้วยความภูมิใจ รอยยิ้มหวานค่อย ๆ คลี่ออกมา จนชายหนุ่มชะงักนิ่ง
“เ้ายิ้มอันใด” คำถามของเขาทำให้หญิงสาวรีบหุบยิ้มลงอย่างกะทันหัน พลันอ้ำอึ้งแล้วคิดหาคำแก้ตัว
“ข้าก็แค่ดีใจ ที่ท่านกินผัดผักของข้าจนหมด รุ่งขึ้นจะได้บอกกับท่านแม่ได้อย่างเต็มปาก ว่าท่านชอบผัดผักของข้ามากเพียงใด”
“หึ! ที่แท้ก็แค่้าเอาหน้าจากท่านแม่ของข้า” ชายหนุ่มส่ายศีรษะพร้อมปล่อยยิ้มเล็กน้อย ทว่าใบหน้าหล่อเหลา ทำให้หัวใจของหลันฮวาเริ่มเต้นไม่เป็จังหวะอีกครั้ง ก่อนนางจะเลิกต่อความกับเขา แล้วรีบหยิบจานลุกขึ้น
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน” หลันฮวาทำตัวลุกลี้ลุกลนผิดสังเกต ก่อนร่างเล็กจะรีบเดินออกจากห้องเขาไป โดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้เอ่ยรั้ง
“ช่างเอาแต่ใจ นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะไปก็ไป” หวงซีเหรินพูดจบ เขาจึงหันไปยังตำราต่อ
