เล่มที่ 5 บทที่ 126 ประตูพิภพ
“ทะเลอูไห่ไม่เหมือนกับหน้าผาอวิ๋น เพราะที่นี่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ในอดีตที่ประตูแห่งพิภพได้เปิดออก สำนักเชียนซานไม่สามารถรักษาประตูพิภพเอาไว้ได้ เพราะถูกอสุรกายขั้นกุ่ยหวังถึงเจ็ดตนร่วมมือ่ชิงไป สำนักเชียนซานจึงไปขอความช่วยเหลือกับสำนักกระบี่หลีซานและสำนักโยวิ ภายใต้การร่วมมือของสองสำนักใหญ่ทำให้สามารถกำจัดอสุรกายขั้นกุ่ยหวังทั้งเจ็ดไปได้ ทว่า…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหวังหยวนก็ดูแปลกไปจากเดิม
“ประตูพิภพกลับถูกทำลายไปด้วย…”
“…” เมื่อหลินเฟยได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักลงไปทันที
สำหรับชาตินี้ั้แ่ที่เขาฟื้นคืนชีพขึ้นที่หอดาบ หลินเฟยก็ไม่เคยออกมาจากสำนักเวิ่นเจี้ยนอีกเลย แม้จะรู้เื่เป่ยจิ้งมาบ้าง แต่ก็กลับไม่รู้เื่ของสำนักเชียนซานเลยแม้แต่น้อย…
ประตูพิภพถึงกับถูกทำลายไปเลยทีเดียว!
‘ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ…’
หลินเฟยจำได้ว่าเมื่อชาติที่แล้วตอนที่สำนักเวิ่นเจี้ยนยึดครองพิภพชางหลาง ประตูพิภพในตอนนั้นก็ถูกผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินทั้งสี่ทำลายจนแตกเป็เสี่ยงๆ โดยสำนักเวิ่นเจี้ยนสามารถตามกลับมาได้สิบสามชิ้น ส่วนอีกสามชิ้นที่เหลือตกอยู่ในมือของสามสำนักเล็กๆ และทั้งสามสำนักนี้เองก็ได้ลักลอบเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากพิภพชางหลางไปไม่น้อย
กระทั่งพันปีต่อมา ตาเฒ่าที่เป็อาจารย์ของหลินเฟยได้รู้เื่นี้เข้า จึงตามไปเก็บชิ้นส่วนที่เหลือทั้งสามชิ้นกลับมา
จริงๆแล้วประตูพิภพไม่ใช่ประตูแต่อย่างใด หากแต่เป็ศาสตราวุธชิ้นหนึ่งต่างหาก
เป็สมบัติล้ำค่าที่ถือกำเนิดจากพิภพน้อย
และพลังของมันก็ไม่ได้มีอะไรเป็พิเศษ นอกจากสามารถใช้เพื่อเข้าออกพิภพที่มันเกิดได้เท่านั้น
ว่ากันว่าพิภพซ่างจงมีประตูพิภพอยู่สี่ชิ้น ทั้งหมดล้วนกระจายอยู่ตามทิศทั้งสี่ของพิภพซ่างจง ทางเหนืออยู่ที่สำนักไท่เสวียน ทางใต้อยู่ที่สำนักเชียนซาน ถึงแม้สำนักเวิ่นเจี้ยนและสำนักกระบี่หลีซานจะอยู่ทางเหนือและใต้เช่นกัน แต่กลับจำเป็ต้องอาศัยพลังของผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินเพื่อเปิดประตูพิภพถึงจะเข้ามาที่พิภพซ่างจงได้
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…
ประตูพิภพของสำนักเชียนซานจะถูกทำลายไปแล้ว!
“ได้ยินว่าหลังจากประตูพิภพถูกทำลาย สำนักเชียนซานก็ใช้เวลานับพันปีตามหาชิ้นส่วนของมันกลับมาครึ่งหนึ่ง ต่อมาก็ใช้ชิ้นส่วนที่ตามกลับมานี้ หลอมเป็ประตูพิภพน้อย ส่วนชิ้นส่วนที่เหลือก็จมอยู่ใต้น้ำวนทะเลอูไห่…”
“น้ำวนทะเลอูไห่?” หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นทันที
เื่นี้ดูจะลำบากใช่ย่อยแล้วสิ…
น้ำวนทะเลอูไห่คือบริเวณที่มีพลังกล้าแกร่งที่สุดก็ว่าได้
สถานที่แบบนี้ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันเองก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปด้วยซ้ำ หากพลาดพลั้งขึ้นมาละก็ มีแต่ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น จึงต้องมีขั้นบำเพ็ญฟ่าเซี่ยงเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าไปได้
แต่ว่า…
พิภพซ่างจงกลับมีข้อบกพร่องั้แ่บุกเบิกฟ้าดิน ทำให้มันไม่อาจรองรับผู้บำเพ็ญที่สูงกว่าจิงตันได้ หากไม่มีผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงที่ยอมเสียสละบางอย่างเพื่อเข้ามาพิภพซ่างจงแล้ว ก็คงไม่มีใครล้วงเอาชิ้นส่วนประตูพิภพขึ้นมาจากน้ำวนทะเลอูไห่ได้ ส่วนผู้บำเพ็ญฟ่าเซี่ยงจะต้องเสียสละอะไรนั้นกลับไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆจะต้องเป็การเสียสละที่หนักหนาเลยทีเดียว
หรือจะกล่าวได้ว่า ทั่วทั้งพิภพหลัวฝูแห่งนี้ไม่มีใครสามารถเข้าไปที่น้ำวนทะเลอู่ไห่ได้เลย…
“ฮ่าๆ สงสัยศิษย์พี่คงจะไม่รู้ว่าน้ำวนทะเลอูไห่นั้นไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะทุกๆร้อยปีมันจะปะทุขึ้นมาจนเกิดไอหยินจำนวนมาก ทำให้เหล่ามารปีศาจคลุ้มคลั่ง พากันเข่นฆ่ากันเอง ได้ยินมาว่ามีครั้งหนึ่งถึงกับมีปีศาจเสวียนิขั้นเยาหวังถือกำเนิดขึ้นมาเลยทีเดียว…”
พอพูดถึงเื่นี้หวังหยวนก็หยุดชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “บางครั้งชิ้นส่วนประตูพิภพที่แตกไปเมื่อหลายพันปีก่อน ก็อาจจะพวยพุ่งออกมาด้วยก็ได้…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็ตาเป็ประกายทันที
“หมายความว่า…”
“เมื่อปีที่แล้ว น้ำวนทะเลอูไห่ได้พ่นชิ้นส่วนออกมานับร้อยชิ้น ว่ากันว่าหากนำชิ้นส่วนอย่างน้อยสามชิ้นมาหลอมก็จะได้เป็ประตูพิภพน้อย ทำให้สามารถเข้าออกพิภพน้อยได้ หากศิษย์พี่หลินสนใจ ก็ลองไปสอบถามที่เมืองวั่งไห่ที่อยู่ทางเหนือของหุบเขาเสินมู่ดู ว่าชิ้นส่วนเ่าั้ตอนนี้ตกอยู่มือใครบ้าง”
“ได้เลย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” หลินเฟยพยักหน้าตอบรับ ขณะที่กำลังจะกล่าวลา จู่ๆก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อ้อ จริงสิ เ้าไม่คิดจะกลับไปดูวารีหมื่นบุปผาหน่อยหรือ?”
“ไม่รีบๆ ศิษย์พี่หลินอุตส่าห์มาทั้งที ข้าขออยู่ต้อนรับก่อน…”
“ไม่ใช่ เพราะเมื่อกี้ตอนที่ออกมา เหมือนจะเห็นลำแสงสีรุ้งเจ็ดสีที่มีไออสูรแฝงอยู่ด้วยนะ…” หลินเฟยชี้ไปยังทิศที่มีการหลอมวารีหมื่นบุปผา
ทว่าชั่วขณะที่หลินเฟยชี้ไป ก็มีไออสูรเข้มข้นพวยพุ่งขึ้นมา จากนั้นก็มีเปลวไฟลุกโชนตามมาอีก
“แย่แล้ว!” หวังหยวนหน้าซีดเผือดลงไปทันที เพราะเปลวไฟนั่นเป็สัญญาณขอความช่วยเหลือของสำนักหลิงติ่ง พริบตานั้นเองเขาลืมแม้กระทั่งกล่าวลาหลินเฟย หวังหยวนรีบโคจรพลังให้กระถางหลิงติ่งคุ้มกายเอาไว้ ก่อนจะรีบเหาะไปยังจุดเกิดเหตุด้วยความรวดเร็ว
เมื่อเหาะมาถึง หวังหยวนก็เห็นกระถางหลอมที่ถูกถีบกระเด็นออกไป วารีหมื่นบุปผาก็ไหลเจิ่งเต็มพื้น เมื่อเขาเห็นภาพตรงหน้าก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาให้ได้
“อ้อ จริงสิ ข้าลืมบอกไปว่าไออสูรนั่นอาจจะเกิดจากข้าก็ได้…” เมื่อเห็นไออสูรที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลินเฟยก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา
ไม่นานก็เห็นหมอกควันดำที่แซมไปด้วยแสงสีรุ้งโฉบผ่าน
“จะหนีไปไหน!” อสุรกายสิบกว่าตนปรากฏขึ้นมาท่ามกลางหมอกควันดำ อสูรที่คาดว่าเป็หัวโจกนั้น มีรูปร่างสูงกว่าสิบจ้าง ใบหน้าอัปลักษณ์ แถมยังมีเขางอกที่หัว มีง่ามโลหะหนาอยู่ในมือดูจะหนักใช่เล่น ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยไออสูรเข้มข้น และนี่ก็คืออสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงนั่นเอง
เพียงชั่วครู่ อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็เรียกบรรดาลูกสมุนออกมาจากกลุ่มควันดำ ก่อนจะะโออกมาเสียงดัง
“เ้าหนูหนีเก่งไม่เบา ข้าตามหามาตั้งหลายเดือน เหนื่อยล้าจนร่างกายผอมแห้งหมดแล้ว ยอมให้ข้าจับเสียโดยดีจะดีกว่า ข้าจะได้ไปรายงานท่านอสุรกายกุ่ยหวังเสียที ไม่เช่นนั้น ข้าคงต้องให้เ้าลิ้มรสง่ามโลหะในมือดูหน่อยแล้วล่ะ!”
หลินเฟยที่กำลังเรียงหินิญญาบนพื้นอยู่นั้น เมื่อได้ยินเสียงโวยวายของอสุรกายกุ่ยเจี้ยง ก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจอะไร เขาทำเพียงเอ่ยตอบเพื่อตัดรำคาญเท่านั้น
“หุบปากก่อน รอเดี๋ยว…”
“หา?” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงได้ยินเช่นนั้นก็มึนงงกับท่าทีของหลินเฟยขึ้นมาทันที
“ให้รออะไร?”
“ไม่มีอะไร…” หลินเฟยส่ายหัวน้อยๆ บัดนี้หินิญญาทั้งเจ็ดก็ถูกเรียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงล้วงมือไปหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา ก่อนจะเริ่มโคจรพลัง ทันใดนั้นไอิญญาในหินก็ะเิออก เกิดเป็เขตแดนขวางกั้นระหว่างพวกเขากับโลกภายนอก
จากนั้นหลินเฟยจึงชักกระบี่หงส์คำรนออกมา และชี้ไปทางอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่เป็หัวโจก
“เอาล่ะ เข้ามาได้!”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
