จังหวะที่ฉู่ชีซีดูเหม่อลอยเช่นนี้ ติงเหว่ยจึงรีบจัดการเก็บของในห้องครัว มือหนึ่งถือกล่องอาหาร อีกมือหนึ่งจับมือฉู่ชีซีเดินไปยังห้องห้องโถง
กงจื้อิกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่ขณะคุยกับฟางซิ่น ลุงอวิ๋นก็ไม่รู้ว่าโผล่มาั้แ่เมื่อไร เขายืนอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึง อยากจะอุ้มเ้าเด็กชายตัวอ้วนจริงๆ แต่จะทำอย่างไรได้ วันนี้มีคนเยอะเกินไป รอมาครู่ใหญ่ก็ยังไม่ถึงตาเขาอุ้มสักที
บนโต๊ะกลมใหญ่มีอาหารวางอยู่แปดจาน ข้าวสวย แล้วก็เหล้าแรงอุ่นๆ อัดแน่นเต็มโต๊ะ
เพราะเป็ฤดูหนาวจึงมีอาหารต้มและเนื้อเยอะ ในขณะนี้ไอน้ำพุ่งขึ้นจากอาหารร้อนๆ ทำให้แม้ยังไม่ได้กินก็รู้สึกอุ่นใจแล้ว
ฉู่ชีซีถูกเชิญไปนั่งที่นั่งสำหรับรับรองแขก เมื่อเห็นทั้งชายและหญิงนั่งล้อมรอบโต๊ะ ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนาน กินดื่มอย่างเอร็ดอร่อย นางก็รู้สึกแปลกใจเป็อย่างมาก แม้ว่านางจะได้รับความรักในครอบครัวั้แ่เล็ก แต่ทุกครั้งที่มีแขกมาเยือน นางจะต้องนั่งแยกคนเดียว ไม่เคยมีบรรยากาศการกินอาหารที่ครึกครื้นเช่นนี้มาก่อน
ความขุ่นเคืองที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะไม่สำคัญแล้วในตอนนี้
ติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ ในขณะป้อนโจ๊กให้ลูกชายก็สั่งอวิ๋นหยาที่อยู่ข้างๆ ไปด้วย “ในห้องครัวมีเนื้ออีกสามถ้วย มีถ้วยหนึ่งเป็ของเ้า รีบไปกินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่เถอะ อีกสองชามเป็ของอวิ๋นอิ่งกับเฟิงจิ่ว เอาวางไว้ในเตาอบไม่ต้องขยับ ต้องระวังอย่าให้เย็นชืดเมื่อพวกเขามากิน”
อวิ๋นหยาเอ๋อร์แอบกลืนน้ำลายหลายครั้งั้แ่ตอนที่เนื้อตุ๋นใส่หม้อแล้ว แต่น่าเสียดายในฐานะคนรับใช้นางไม่มีสิทธิ์จะมาแย่งอาหารกับเ้านาย นางรอคอยโอกาสที่ได้รับคำชมจากการทำงาน แล้วจะขอเนื้อสักชามหนึ่งจากแม่นาง นึกไม่ถึงว่าในตอนนี้กลับได้ยินว่าติงเหว่ยเก็บไว้ให้โดยเฉพาะ ทำให้นางรู้สึกทั้งขอบคุณและดีใจ นางยิ้มแล้วพูดขอบคุณ “ขอบคุณแม่นาง!”
พูดจบนางก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัว เหลือเพียงคนอื่นๆ ที่หัวเราะกันขึ้นมา ลุงอวิ๋นนั่งลงข้างๆ ติงเหว่ย เมื่อเห็นคุณชายน้อยกินโจ๊กเสร็จแล้วเขาก็รีบรับไปอุ้ม เขาดึงกระเป๋าใส่เงินของตนเองไปพลางแล้วพูดว่า “แม่นางน้อยคนนี้คือคนที่ถูกพากลับมาจากค่ายทหารคนนั้นใช่ไหม? ดูแล้วนางซื่อสัตย์ดี แต่น่าเสียดายที่มีความตะกละอยู่ไม่น้อย!”
ไม่ทันที่ติงเหว่ยจะพูดอะไร กงจื้อิก็กล่าวตอบอย่างหาได้ยากว่า “ไม่เพียงนางเท่านั้น ยอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินทุกคนต่างก็ชอบเนื้อตุ๋นเช่นนี้ ถ้าวันหนึ่งพวกเขาถูกศัตรูจับ ไม่ต้องทรมานอะไร แค่เอาชามเนื้อมาให้ พวกเขาก็อาจจะยอมสวามิภักดิ์แล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เื่นี้ไม่ผิดแน่!” ทุกคนหัวเราะกันอย่างครึกครื้น ฟางซิ่นมองติงเหวยที่กำลังค่อยๆ เลือกก้างปลาออกอย่างพิถีพิถัน แล้วกล่าวว่า “ดังนั้นต้องปกป้องแม่นางติงให้ดี วันหนึ่งเมื่อทหารบุกถึงเมืองซีจิง แค่ยกหม้อเนื้อตุ๋นไปวางหน้าประตูเมือง เหล่ากองราชองครักษ์ก็อาจเปิดประตูยอมแพ้ทันที”
“ดี! เมื่อถึงเวลานั้นคงต้องลองดูสักหน่อย”
กงจื้อิตักเนื้อตุ๋นขึ้นมากิน เห็นได้ชัดว่าเขาชอบรสชาตินี้มาก เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
เพราะทั้งสองคนพูดจนดูเหมือนจริงเกินไป ทำให้ฉู่ชีซีเงยหน้ามองพวกเขา แล้วก้มลงมองเนื้อตุ๋นในชามของตนเอง ใบหน้าสวยหวานเต็มไปด้วยความสับสน ราวกับนางพลาดกินเมืองซีจิงเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ
ติงเหว่ยป้อนเนื้อปลาให้ลูกชาย แล้วมองกงจื้อิตาขวางพร้อมกับตำหนิว่า “พี่ฟางแค่ล้อเล่นก็เท่านั้น ทำไมนายน้อยถึงต้องทำตัวเช่นเดียวกับเขาด้วย”
พูดจบ นางก็คีบเนื้อตุ๋นให้ฉู่ชีซีเพิ่มอีกหลายชิ้น แล้วพูดว่า “ถ้าเ้าชอบก็กินให้เยอะๆ อย่าไปฟังพวกเขาพูดจาเหลวไหล”
“อ้อ” ฉู่ชีซีพยักหน้าอย่างมึนงง นางอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปิดปากตนเองด้วยเนื้อตุ๋น เนื้อตุ๋นวันนี้ดูเหมือนจะอร่อยกว่าที่เคยกิน ไม่รู้ว่าเป็เพราะคนหรือเพราะบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติกันแน่…
พวกเขากินมื้อเที่ยงที่คึกคักกันยาวนานกว่าหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ทุกคนพูดถึงเื่ราวหลังจากที่แยกจากกัน พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในเมืองซีจิง บางครั้งก็รู้สึกโกรธ บางครั้งก็รู้สึกดีใจ ยิ่งคุยกันยิ่งสนุกสนาน
ไม่รู้ว่าฉู่ชีซียังโกรธที่ฟางซิ่นเข้าใจผิดคิดว่านางตีคนหรือไม่ ทุกครั้งที่เขาพูดนางก็มักจะเถียงขึ้นมา แล้วผลปรากฏว่า “พ่ายแพ้” ไปเสียทุกครั้ง ทำให้นางโมโหจนดื่มเหล้าราวกับเป็เหลียงฉา
รอจนติงเหว่ยส่งลูกชายเข้านอนแล้วกลับมา ในขณะที่ติงเหว่ยรีบเก็บจอกเหล้าไป แม่นางน้อยคนนี้ก็เมาจนแก้มเป็สีแดง ดวงตาพร่ามัว ใบหน้ายิ่งดูสวยงามขึ้น
กงจื้อิยังมีงานที่ที่ว่าการ ฟางซิ่นก็ยังไม่กลับไป ตอนนี้เขาจึงลุกขึ้นเดินกลับไปก่อน แน่นอนว่าลุงอวิ๋นต้องติดตามเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ดูแลน้ำชาและเตี่ยนซิน และคอยต้อนรับผู้คนหลากหลายที่มาที่ว่าการ ดังนั้นเขาก็เลยเดินออกไปพร้อมกัน
เหลือเพียงฉู่ชีซีที่อาศัยความเมางอแงไม่หยุด บางครั้งขอน้ำดื่ม บางครั้งก็ว่าฟางซิ่นชั่วร้าย
ฟางซิ่นอยากจะหลีกเลี่ยงแต่ก็รู้สึกเสียดาย เขาจึงก้มหน้าทำเป็ไม่ได้ยิน บางครั้งมองติงเหว่ยที่ดูเหมือนผอมลงมาก ทำให้ใจเขารู้สึกสงบเป็อย่างมาก
ต่างก็พูดกันว่าเวลาคนเมาจะพูดความจริง ฉู่ชีซีที่ปกติก็เป็คนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว เมื่อบวกกับฤทธิ์เหล้านางก็ยิ่งควบคุมคำพูดไม่ได้
ติงเหว่ยป้อนชาร้อนให้นางไม่กี่คำ ยังไม่ทันได้พูดอะไร นางก็ถูกฉู่ชีซีกอดแขนไว้แน่นแล้วถามว่า “พี่ติง พี่เป็คนดีจริงๆ ใครได้แต่งกับพี่คงจะโชคดีมากๆ และอันเกอเอ๋อร์เป็เด็กที่เก็บมาใช่ไหม? ทุกคนบอกว่าอันเกอเอ๋อร์เป็ลูกของพี่ แต่ข้าไม่เชื่อหรอก พี่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเลย หญิงสาวอย่างพี่จะมีลูกได้ยังไง? ต่อไปพี่จะพาอันเกอเอ๋อร์ไปด้วยแล้วจะแต่งงานกับคนดีๆ ได้ยังไง? ครอบครัวของพี่เทียนเป่า…”
ฟางซิ่นที่กำลังดื่มชาอยู่ พอได้ยินฉู่ชีซีถามถึงอดีตที่แสนเ็ปของติงเหว่ยก็เกือบสำลักชาออกมา เขากระแอมอย่างรุนแรงออกมาในทันที
“แค่กๆ คุณหนูฉู่ แค่กๆ” เขาปิดปากและจมูกด้วยชายเสื้อ แล้วะโเข้ามาคว้าฉู่ชีซีที่กำลังเมามายและดึงนางออกไป “ไปกันเถอะ ข้ามีเื่จะคุยกับเ้า”
“ไม่เอา ข้าจะอยู่คุยกับพี่ติง” ฉู่ชีซีคัดค้านไม่ยอม แต่ก็สู้แรงของฟางซิ่นไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกดึงออกไปด้วยความไม่เต็มใจ
ติงเหว่ยมองทั้งสองคนที่ทะเลาะกันขณะออกไปทางประตูเรือน นางก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำหนึ่งว่า “คู่รักคู่กัด” สองคนนี้ คนหนึ่งะโอยากแต่งงานกับท่านแม่ทัพใหญ่และชื่นชมวีรบุรุษ อีกคนก็อวดตัวว่าเป็ชายหนุ่มเ้าสำราญที่ผ่านหญิงมามากมาย แท้จริงแล้วทั้งคู่ก็เป็มือใหม่ในเื่ความรัก บางทีพรหมลิขิตอาจอยู่ใกล้ตัว แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าต่างคนต่างมีด้ายแดงผูกอยู่ที่ขาของตนเองแล้ว
นางส่ายศีรษะอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร และรีบเรียกแม่ครัวสองคนที่ยืนมองอยู่หน้าประตูครัวอย่างหวาดหวั่นให้เข้ามาเก็บโต๊ะอาหาร ไม่นานห้องโถงก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ในห้องฝั่งตะวันตกมีตี้หรงให้ความอบอุ่น อากาศในห้องจึงอบอุ่นเป็อย่างมาก เ้าเด็กอ้วนนอนหลับสบายกางแขนกางขา อวิ๋นหยาก็นอนกรนเบาๆ อยู่ข้างๆ ติงเหว่ยหาผ้าห่มมาคลุมให้นางแล้วจึงกอดลูกชายและปิดตาลงด้วยความสบายใจ
บางทีในสายตาของคนอื่น นางที่ถูกทำลายความบริสุทธิ์ในความฝัน ต้องเลี้ยงลูกที่ไม่รู้ว่าพ่อของเขาเป็ใครเพียงลำพัง เป็เื่ที่ทุกข์ยากจนต้องบีบน้ำตาจากต้นหวังเหลียนออกมาอย่างขมขื่น แต่นางกลับรู้สึกมีความสุขอย่างที่สุด
เมื่อถูกสลับิญญามายังโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ แม้นางจะเข้มแข็งแค่ไหน นางก็ยังรู้สึกว่างเปล่าและอ้างว้างอยู่บ่อยครั้ง แต่การมาถึงของอันเกอเอ๋อร์กลับทำให้นางเชื่อมต่อกับโลกนี้ได้อย่างแท้จริง หากนางเป็เหมือนผักบุ้ง อันเกอเอ๋อร์ก็คือรากของนาง ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนในอนาคตนางก็ไม่กลัว เพราะนางไม่ได้อยู่คนเดียว อีกทั้งตอนนี้ยังมีชายคนนั้นที่มีแผงอกกว้าง และไหล่ที่แข็งแรงมากพอที่จะให้พวกนางสองแม่ลูกคู่นี้พึ่งพาได้…
ไม่ต้องพูดถึงติงเหว่ยที่กอดลูกชายแล้วหลับฝันไป เพียงพูดถึงฟางซิ่นที่ดึงฉู่ชีซีออกจากเรือนและเดินผ่านประตูไปอย่างยากลำบาก เมื่อมาถึงตรอกที่ไม่มีคนอยู่เขาถึงได้ปล่อยแขนนาง
ฉู่ชีซีถูแขนที่แดงช้ำ แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “เ้าหนอนหนังสือบ้า เ้าเป็บ้าหรือยังไง ข้าคุยกับพี่ติง ไหนเลยจะกระทบเ้าไปด้วย?”
ฟางซิ่นที่ห่วงว่าหญิงสาวที่เขารักอาจกำลังหลบอยู่ที่ไหนสักแห่งและร้องไห้ออกมาเพราะความโศกเศร้า ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายดั่งไฟไหม้ในใจ คำที่พูดจึงออกมาอย่างรุนแรง
“แม่นางฉู่ แม้เ้าจะอยากรู้เื่มากแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรพูดถึงความเ็ปของคนอื่นง่ายๆ เช่นนี้ เ้าไม่ได้บอกว่าพี่ติงปฏิบัติต่อเ้าเป็อย่างดีงั้นหรือ แล้วทำไมเ้าถึงพูดถึงเื่ที่น่าเ็ปของนางด้วย?”
ฉู่ชีซีที่ถูกตำหนิก็ทำหน้างง นางขมวดคิ้วและะโออกมาว่า “เ้าพูดอะไรกันแน่ ข้าเสียมารยาทตรงไหนกัน?”
“เหอะ แม่นางฉู่ เ้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจทำอะไรก็ได้ดั่งใจเ้าไปเสียหมด แล้วเ้าจะเคยเห็นความทุกข์ของคนอื่นอยู่ในสายตาได้ยังไง!” ฟางซิ่นที่ใจร้อนจะไปหานางเพื่อปลอบโยนก็ไม่อยากพูดมาก เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วจะเดินจากไป “ข้าขอเตือนเ้าเอาไว้เลย คราวหน้าอย่าทำแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครปฏิบัติต่อเ้าเป็อย่างดีอีก!”
“เ้าไปไม่ได้นะ มาอธิบายให้ข้าฟังให้ชัดเจนก่อน!”
ฉู่ชีซีโมโหจนกระทืบเท้า ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าหยาบคายและใจร้ายอย่างไร้เหตุผลย่อมต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ นางตามไปคว้าแขนเสื้อของฟางซิ่นไว้ไม่ยอมปล่อย และกำลังจะเปิดปากเถียงต่อ แต่ทันใดนั้นนางก็ลื่น…
“โครม!” ทั้งสองล้มลงด้วยกัน โดยที่นางอยู่ข้างบนและเขาอยู่ข้างล่าง ท่าทางแปลกๆ นี้ทำให้ทั้งคู่หน้าแดงด้วยความอับอาย และพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีไปชั่วขณะ
เื่ในโลกนี้มักจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญเสมอ ขณะที่ทั้งสองอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดนั้น จู่ๆ ท่านแม่ทัพาุโฉู่ก็เดินเข้ามาในตรอกพร้อมกับลูกชายสองคนของเขา เดิมทีเรือนที่อยู่ติดกับที่ว่าการนั้นเคยเป็ของครอบครัวเ้าเมืองมาก่อน ตรอกนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เดินไปมาระหว่างกันได้อย่างสะดวก
เมื่อครู่ฟางซิ่นที่กำลังโมโหและไม่คุ้นเคยกับทางในที่ว่าการ เขาจึงดึงฉู่ชีซีที่ไม่คุ้นเคยเช่นกันเข้ามาในตรอกแห่งนี้ คงต้องบอกว่าเื่นี้จึงกลายเป็ “ความเข้าใจผิด” ที่ยากจะแก้ไข!
“พวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่!” ท่านแม่ทัพาุโฉู่โกรธจนหนวดกระดิก หากไม่ห่วงเื่ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของลูกสาว เขาคงอยากจะะโใส่คนที่บังอาจมาล่วงเกินลูกสาวของเขาจนตายไปเลย
ฉู่ชีซีและฟางซิ่นต่างก็ตัวสั่นเทา พวกเขารีบพยายามลุกขึ้น แต่ก็ล้มลงไปอีกครั้ง หลังจากพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ใบหน้าของทั้งสามพ่อลูกสกุลฉู่ก็เคร่งขรึมดำคล้ำราวกับก้นหม้อสีดำไปแล้ว…
“ท่านพ่อ เอ่อ ข้าไม่ได้…” ฉู่ชีซีพยายามจัดผมและเสื้อผ้าด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามอธิบายให้พ่อและพี่ชายฟัง แต่สมองของนางยุ่งเหยิงจนคิดหาคำพูดไม่ออก
ฟางซิ่นยิ่งรู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย ทั้งๆ ที่เขาเป็คนถูกดึงและถูก “กด” ไว้โดยไม่รู้เื่อะไรเลย แต่ตอนนี้กลับเกือบถูกเผาจนเป็เถ้าถ่านด้วยสายตาโกรธแค้นจากพ่อลูกสกุลฉู่
“ท่านแม่ทัพาุโฉู่ เื่เมื่อครู่เป็เพียงความเข้าใจผิด!”
“หึ ความเข้าใจผิดงั้นหรือ?” ท่านแม่ทัพาุโฉู่หัวเราะอย่างเ็าแล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ ดูเหมือนเขาจะลืมท่าทาง “องอาจ” ของลูกสาวไปแล้ว เขามองลูกสาวจากหัวจรดเท้าอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่านางไม่ได้รับาเ็ใดๆ สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
“คุณชายฟาง เ้าลองบอกข้ามาซิว่าเื่นี้เป็ความเข้าใจผิดยังไง ทำไมเ้าถึงล้มลงไปกับชีซี ถ้าเ้าอธิบายไม่ได้เห็นทีข้าคงจะต้องส่งจดหมายไปถามท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเองว่าที่ผ่านมาเขาสอนบุตรชายเช่นไร?”
ฟางซิ่นที่ตอนแรกยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่หลายส่วน พอได้ยินคำพูดนี้ก็สีหน้าเ็าในทันที เขาปัดเสื้อคลุมฝ้ายของตนสองครั้งแล้วพูดอย่างไม่แยแสว่า “ท่านแม่ทัพาุโฉู่ ถ้าท่านอยากส่งจดหมายก็รีบทำเลย ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเื่นี้มันเกี่ยวอะไรด้วย!”
หลังจากพูดจบ เขาก็คำนับอย่างเกียจคร้านแล้วหันหลังเดินจากไปทันที
