เล่มที่ 6 บทที่ 170 ฝีมือระดับเซียน
“ทุกอย่างก็เพื่อปากท้อง...” หลังจากถูกตำหนิ เย่วซานก็พูดด้วยสีหน้ากระดากอาย
“อีกอย่างร้านหลอมอาวุธฟานซื่อนั่นก็ชั่วช้ามาก พวกมันทำจนข้าเกือบถูกธาตุไฟเข้าแทรกเลยทีเดียว...”
“พอๆ ข้าไม่อยากฟังเื่ขัดแย้งของพวกเ้าแล้ว ไหนเอายาที่ว่ามาดูหน่อย”
“ก็ได้...”
เย่วซานได้ยินดังนั้น ก็รีบมอบยาให้อีกฝ่ายดู
หลังจากรับมา นักพรตซ่งก็พินิจอยู่ชั่วครู่ ขณะที่กำลังเอ่ยตอบ จู่ๆก็เกิดชะงักไป จากหน้าสีหน้าเรียบเฉยก็แปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด แววตาที่เบื่อหน่ายก็เปลี่ยนเป็แน่วแน่ขึ้นมา
“สุดยอด...”
“หื้อ?”
“คนที่อยู่เื้ัยานี่ จะต้องเป็ยอดฝีมือแน่ๆ...” นักพรตซ่งส่ายหัวแล้ววางยาลูกกลอนลงอย่างเบามือ ก่อนจะหันมามองเย่วซาน
“ทางที่ดีเ้าอย่าไปหาเื่เขาเลยดีกว่า...”
“ทำไมเล่า!” เย่วซานไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายแนะนำ จึงขึ้นเสียงถามกลับทันที
“ก็เพราะอีกฝ่ายมีปรมาจารย์หลอมยาลูกกลอนช่วยอยู่...”
“ช้าก่อน ปรมาจารย์หลอมยาลูกกลอนอะไรงั้นหรือ?” เย่วซานได้ยินเช่นนั้นก็ใจเต้นระรัวขึ้นมาทันที เพราะเขารู้จักความสามารถของนักพรตซ่งดี ทำให้กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าที่วันนี้เขาสามารถบรรลุขั้นมิ่งหุนเคราะห์หกมาได้ ล้วนเป็เพราะยาลูกกลอนของนักพรตซ่ง แต่ตอนนี้นักพรตซ่งกลับบอกว่าร้านนั่นมีปรมาจารย์หลอมยาลูกกลอนอยู่เื้ั...
‘แล้วปรมาจารย์ผู้นี้มีความสามารถระดับไหนกันแน่?’
“เห็นยานี่ไหม...” นักพรตซ่งพูดพลางชี้ไปยังยาลูกกลอนที่วางอยู่บนโต๊ะ
“นี่เป็ยาลูกกลอนเผยหยวนที่ราคาหนึ่งหินิญญาต่อขวด”
“บ้าเอ๊ย!” เย่วซานได้ยินดังนั้นก็แทบจะสติแตก ‘นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ!’
ข้าไม่ปล่อยพวกเ้าไว้แน่!
‘ยาลูกกลอนเผยหยวนที่มีค่าแค่หนึ่งหินิญญา กลับหลอกขายถึงสามหมื่น บัดซบจริง แถมเขายังโง่ซื้อมาสองเม็ดอีก พวกเ้าจะชดใช้หินิญญาของข้า!’
“อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังให้จบก่อน...” นักพรตซ่งถลึงตาปรามคนตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อ
“แต่ยานี่มีบางอย่างแฝงอยู่...”
“อะไรหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...”
“หา?”
“เ้าดูนี่สิ ภายนอกดูธรรมดา ไม่มีไอิญญาแม้แต่น้อย ปรมาจารย์ผู้นี้จะต้องใช้วิธีบางอย่าง ไม่ให้ไอิญญาในยารั่วไหลออกมา และข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร...”
“เื่นี้ง่ายมาก...” เย่วซานแค่นหัวเราะเ็าออกมา หลังจากคว้ายามาได้ก็โคจรพลังเข้าใส่ทันที ทันใดนั้นยาลูกกลอนก็ถูกบีบจนแตกละเอียด
“ดูสิ แค่นี้ก็...”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ เย่วซานก็รู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือขึ้นมา ก่อนจะมีปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งตามมา...
“แย่แล้ว!” เย่วซานก้มดูฝ่ามือตนเองทันที บัดนี้มือข้างที่บีบยาลูกกลอนถูกปราณกระบี่พุ่งทะลุจนเป็รู ทำให้ขณะนี้มีเืไหลออกมาเป็สาย...
แต่ถึงอย่างไรเย่วซานก็เป็ถึงยอดฝีมือขั้นมิ่งหุนเคราะห์หก กายเนื้อถือว่ามีความแข็งแกร่งเป็อย่างมาก ถือว่าทนต่อน้ำไฟและฟันแทงไม่เข้า ต่อให้รับมือกับอาวุธหยางฝูที่พุ่งเข้ามาเต็มแรงเช่นนี้ ก็เกรงว่าจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
แต่บัดนี้กลับถูกปราณกระบี่ที่ซ่อนอยู่แทงทะลุฝ่ามือ...
หากแทงทะลุมือได้ ที่อื่นก็ย่อมทำได้เช่นกัน เช่น ที่หัว...
เย่วซานตะลึงงันอยู่กับที่ มือเท้าเย็นเฉียบราวกับตนเองเพิ่งก้าวผ่านประตูนรกมาหยกๆ เวลาผ่านไปถึงหนึ่งเค่อเต็มๆ เขาจึงได้สติคิดได้ว่าต้องรีบโคจรพลังห้ามเืเสียก่อน หลังจากห้ามเืแล้วก็กลับมายืนคอตกอยู่กับที่...
ทว่านักพรตซ่งกับกล่าวด้วยความเสียดาย
“น่าเสียดายเหลือเกิน...”
“หื้อ ว่าไงนะ?” เย่วซานได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจทันที ‘บ้าบอ น่าเสียดายที่ว่านี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่ ทั้งๆที่เขาเกือบจะไปเยือนประตูผีแล้วแท้ๆ บัดนี้มาพูดว่าน่าเสียดายเนี่ยนะ ตาเฒ่านี่หมายความว่าอย่างไรกัน น่าเสียดายที่ไม่ทะลุหัวใช่ไหมล่ะ?’
“น่าเสียดายยาลูกกลอนเม็ดนั้นซะแล้ว...” นักพรตซ่งประคองเศษยาที่แตกกระจายขึ้นมา หลังจากพิจารณาดูอีกครั้งก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะวางเศษยาไว้บนโต๊ะตามเดิม
เย่วซานเห็นดังนั้นก็ยิ่งงงเป็ไก่ตาแตก
“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ปราณกระบี่นั่นหมายความว่าอย่างไร?”
“เ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ...” นักพรตซ่งพูดพลางชี้ไปที่เศษยาบนโต๊ะ
“ยอดฝีมือที่อยู่เื้ัร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ จะต้องเป็ปรมาจารย์ด้านการหลอมยาลูกกลอนเป็แน่ ดูท่าคงใช้เคล็ดลับบางอย่าง แฝงปราณกระบี่เอาไว้ในตัวยา หากกินเข้าไป ก็จะสามารถอาศัยปราณกระบี่นี้ฝึกฝนเคล็ดวิชากระบวนท่าที่สอง แต่หากคิดจะทำลายยาก็ไม่ต่างอะไรกับแกว่งเท้าหาเสี้ยน ปราณกระบี่นั่นเปรียบกับยันต์เร่งตายชั้นดีเลยทีเดียว...”
“นี่...” เย่วซานได้ยินก็ตะลึงอีกครั้ง หัวใจเต้นระส่ำราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพียงความฝัน...
ทันใดนั้นเย่วซานก็งุนงงจนไม่รู้จะทำอะไรต่อดี หากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อมียอดฝีมือหนุนหลังอยู่จริงๆละก็ การที่หาเื่อีกฝ่ายเช่นนี้ จึงดูไม่เจียมตัวในความสามารถของตนเองเลย…
‘จะว่าไปเมืองวั่งไห่ก็มีร้านหลอมอาวุธตั้งมากมาย ในบรรดาสี่ร้านใหญ่ นอกจากตนเองแล้วยังมีอีกสามร้าน แล้วทำไมเขาจะต้องเป็ตัวตั้งตัวตีด้วยเล่า?’
พอคิดได้ดังนั้น เย่วซานก็มีแผนการบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ หลังจากคารวะนักพรตซ่งอย่างรีบร้อนแล้ว ก็รีบเดินออกจากโรงหมอทันที
“ช้าก่อน…” นักพรตซ่งกลับเอ่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน
“เ้าส่งยาลูกกลอนนี้มาให้หน่อยสิ ข้าอยากศึกษาดู…”
“ได้ ไม่มีปัญหา” เย่วซานได้ยินเช่นนั้นก็รีบตอบรับทันที เพราะทั้งคู่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาช้านาน เพียงหินิญญาราคาหลักหมื่น จึงถือว่าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
หลังจากที่กลับมาถึงร้าน เย่วซานก็สั่งให้ศิษย์ตนเองไปซื้อยาลูกกลอนเพิ่มอีกสองเม็ด เขาไม่หงุดหงิดเมื่อถูกลูกศิษย์นินทาว่าติดใจในรสชาติของธาตุไฟเข้าแทรกอีกต่อไป จึงสั่งให้ลูกศิษย์ไปซื้อมาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่เห็นลูกศิษย์เดินจากไปแล้ว เย่วซานก็หยิบกระบอกหยกสำหรับบรรจุสาส์นขึ้นมา โดยข้อความในสาส์นนั้นล้วนมีเนื้อหาแบบเดียวกันหมด หลังจากโคจรพลังใส่แล้ว กระบอกหยกทั้งสามก็บินไปยังร้านหลอมใหญ่อีกสามร้านทันที…
“ในเมื่อข้าเสียเปรียบ มีหรือจะยอมให้พวกเ้าอยู่อย่างสุขสบาย…” เมื่อพูดจบเย่วซานก็แค่นหัวเราะอำมหิตออกมา
ถึงอย่างนั้นเย่วซานก็ไม่คิดจะไปหาเื่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่ออีก ไม่ว่าอีกสามร้านที่เหลือคิดจะทำอะไร ก็ไม่ใช่ธุระของเขาอีกต่อไป…
เวลาล่วงเลยไปแล้วสองวัน
กิจการของร้านหลอมอาวุธฟานซื่อรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเจียงหลีก็ประกาศขายกระบวนท่าที่สาม และก็เป็เช่นเดิม กระบวนท่านี้ต้องใช้พร้อมกับยาลูกกลอน แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่มีคนกล้าลองดีเท่าครั้งก่อนแล้ว เพราะธาตุไฟเข้าแทรกนั้นไม่ใช่เื่เล็กๆ ต่อให้หินิญญาจะสำคัญเพียงใด แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตทั้งชีวิตหรอก…
และก็เป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากกระบวนท่าที่สามก็เปลี่ยนไปขายกระบวนท่าที่สี่และห้าต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งขายถึงกระบวนท่าที่สิบสอง เทศกาลไห่หุ้ยที่จัดปีละครั้งก็ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
