ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9% ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็พลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไป สามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาที เมื่อเปลี่ยนเป็พลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้
เดิมทีไป๋หยุนเฟยเพียงคิดจะป้องกันการโจมจากผลึกน้ำแข็งเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงว่าจะโชคดีกระตุ้นให้เกิดผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 ได้สำเร็จ พลังธาตุน้ำแข็งถูกดูดซับเข้าสู่ปลอกแขนมีดเพลิงก่อนจะส่งผ่านเข้าสู่แขนขวา แน่นอนว่าไป๋หยุนเฟยย่อมไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ให้สูญเปล่า รีบโคจรพลังลงสู่สองขาจากนั้นถีบเท้าจนพื้นยุบเป็รอยเท้าลงไปครึ่งนิ้ว พริบตาเดียวก็ทะยานถึงเบื้องหน้าจ้าวซีลั่ว หมัดขวากำแแ่ก่อนจะชกใส่ทรวงอกอีกฝ่ายโดยปราศจากการพลิกแพลง
ดวงตาจ้าวซีลั่วทอประกายวูบ ทั้งไม่หลบและไม่หลีก เพียงขยับร่างถอยเท้าซ้ายครึ่งก้าวพร้อมกับวาดมือ มือขวาอยู่บนมือซ้ายอยู่ล่างราวกับประคองวัตถุไว้ตรงหน้าโอบใส่กำปั้นของไป๋หยุนเฟย มือทั้งสองข้างคล้ายไม่คิดจะป้องกันทรวงอกของตนแม้แต่น้อย
จากนั้นวาดมือทั้งสองครึ่งรอบ มือซ้ายขวาก็สลับตำแหน่งพร้อมกับหมอกสีน้ำเงินปรากฏขึ้นตามจังหวะเคลื่อนไหวของมือ หมัดที่พุ่งเข้าถึงตัวจึงถูกหมอกน้ำเงินห่อหุ้มเอาไว้
ไป๋หยุนเฟยจู่โจมใส่ด้วยความดุดันและฉับไว แต่เพียงพริบตาที่กำปั้นเคลื่อนเข้าสู่หมอกสีน้ำเงินนั้น สภาวะก็อ่อนโทรมลงอย่างชัดเจน ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับกระแทกหมัดใส่ของเหลวหยุ่นเหนียว ยิ่งหมัดขวาล่วงลึกเท่าใด โดยเฉพาะเมื่อห่างจากทรวงอกราวสามนิ้วความรู้สึกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น จนไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้ว่าพลังหมัดถูกบั่นทอนลงถึงสามส่วน ขณะที่หมอกสีน้ำเงินมีสีเข้มขึ้นก็แปรสภาพกลายเป็ลูกโป่งวารีกระพริบแสงห่อหุ้มหมัดของไป๋หยุนเฟยเอาไว้ระหว่างมือทั้งสองของจ้าวซีลั่ว
หนึ่งวินาที!
เพียงลมหายใจเดียวหมัดขวาของไป๋หยุนเฟยก็ถูกบั่นทอนพลังลงเกือบครึ่ง ซึ่งมันเองก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าลูกโป่งวารียิ่งมายิ่งอัดแน่นและเย็นลงทุกที เชื่อว่าอีกไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ พลังหมัดคงถูกสลายไปหมดสิ้นพร้อมกับที่กำปั้นถูกแช่แข็ง!
ท่าทีของจ้าวซีลั่วยังคงปลอดโปร่งไม่เปลี่ยนแปลง มันยิ้มแย้มราวกับไม่ลำบากกินแรง ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียงแ่เบาพร้อมกับบิดกำปั้นขวา
สองวินาที!
“ตูม!”
แขนขวาของไป๋หยุนเฟยเปล่งแสงสีแดงฉานเจิดจ้า จากนั้นบังเกิดเปลวไฟฉีกทำลายลูกโป่งวารีราวกับถูกะเิจนกระเซ็นซ่านไปรอบทิศ เพียงพริบตาเดียวน้ำทั้งหมดก็ถูกเผาจนระเหยเป็ไอลอยขึ้นสู่อากาศ
สามวินาที!
ชั่วขณะที่จ้าวซีลั่วตะลึงงัน หมัดขวาที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงก็กระแทกใส่ไหล่ซ้ายอย่างถนัดถนี่
“ปัง!”
จ้าวซีลั่วกระเด็นล่าถอยออกไปถึงหกก้าว มิหนำซ้ำทุกก้าวที่เหยียบย่ำยังปรากฏรอยแตกร้าวที่พื้นใต้ฝ่าเท้า ยามััถึงพลังมหาศาลที่แล่นผ่านมาตามไหล่แววตาจ้าวซีลั่วก็ยิ่งตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม มันรู้สึกราวกระดูกไหล่จะแตกร้าว --- แม้ว่าพลังหมัดจะถูกลดทอนลงไปแล้ว แต่ยังสามารถทำให้บรรพิญญาระดับกลางาเ็ได้ถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำท่าจู่โจมนี้ถึงกับมาจากภูติญญาระดับปลายอีกด้วย!
แน่นอนว่านี่เป็เพราะความตื่นตะลึงจ้าวซีลั่วจึงไม่ทันตั้งรับเต็มกำลัง แต่ด้วยเื่ที่เกิดขึ้นก็เพียงพอให้มันต้องกลับมามองไป๋หยุนเฟยใหม่อีกครั้ง
หลังจากออกกระบวนท่าจู่โจมด้วยพลังหมัดเก้าทบผสานกับพลังโจมตีที่ได้จากผลกระทบเพิ่มเติมของปลอกแขนมีดเพลิงแล้ว ยามจ้าวซีลั่วเงยหน้าขึ้นก็พบว่าไป๋หยุนเฟยรุกไล่เข้ามาจู่โจมหมัดที่สองแล้ว
จ้าวซีลั่วเขม้นมองโดยไม่หลบเลี่ยงเช่นเดิม มันรวบกำหมัดขวาก่อนจะชกออกโดยแรง
“ปัง!!”
ยามที่หมัดทั้งสองปะทะกัน ก็บังเกิดพลังสีแดงและน้ำเงินแตกปะทุออก จ้าวซีลั่วพลิ้วถอยหลังไปสองก้าว แต่ไป๋หยุนเฟยกลับต้องกระเด็นออกไปถึงห้าก้าว
แววตาไป๋หยุนเฟยเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่ต่อสู้ ร่างมันส่ายโงนเงนสองคราค่อยทรงตัวอยู่ หลังจากสะบัดมือขวาเบาๆ ก็เร่งเร้าพลังิญญาขึ้นเตรียมรุกจู่โจมอีกครั้ง
มิคาดว่าขณะที่ไป๋หยุนเฟยจะพุ่งเข้าหา จ้าวซีลั่วกลับยิ้มออกมาพร้อมกับโบกมือ “ฮ่า ฮ่า พอแล้ว พอแล้ว ไม่ต่อยตีแล้ว”
กล่าวจบก็คลายพลังธาตุน้ำที่อยู่รอบกายออก พร้อมกับรั้งพลังิญญากลับคืน เพื่อแสดงท่าทีว่าตนเองไม่คิดจะประมืออีกแล้ว
ไป๋หยุนเฟยหอบหายใจจากการฝืนรั้งพลังิญญาเพื่อหยุดกระบวนท่าอย่างกะทันหัน มันมองไปที่จ้าวซีลั่วด้วยสีหน้าไม่พอใจ --- นี่มันเื่อะไรกัน? เมื่อครู่เพิ่งอบอุ่นร่างกายเสร็จ ตอนนี้กลับจะไม่สู้ต่อ? หรือท่านจงใจกลั่นแกล้งกัน?
ที่จริงไป๋หยุนเฟยคิดจะกล่าวว่า ‘ข้ายังไม่สมใจ พวกเรามาต่อกันอีกกระบวนท่าเถอะ’ แต่เมื่อมองดูท่าทีของคนรอบข้าง ประกอบกับจ้าวซีลั่วที่ยิ้มแย้มมองมาโดยไม่มีทีท่าจะลงมือต่อ มันก็จำใจรั้งพลังิญญากลับคืนพร้อมกับมองดูอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
“หลานซีลั่ว ไฉนเ้าจึงทำเช่นนี้? คุณชายไป๋เป็แขกคนสำคัญของตระกูลเย่ เ้ากลับลงมือต่อเขาเช่นนี้?” เย่ถิงที่เดินมาถึงข้างกายไป๋หยุนเฟย ขมวดคิ้วจ้องมองจ้าวซีลั่วพร้อมกับปลดปล่อยพลังิญญาของผู้บรรลุด่านบรรพิญญาออกมา ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูท่าจะไม่พอใจไม่น้อย
“ฮ่า ฮ่า! ท่านอาเย่โปรดระงับโทสะ ผู้หลานไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด เพียง้าเห็นฝีมือของน้องไป๋ที่ผู้คนร่ำลือกันเท่านั้น อายุยังน้อยแต่กลับบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับปลายได้แล้ว จึงอยากจะขอแลกเปลี่ยนวิชาดูสักหน่อยเท่านั้น” จ้าวซีลั่วประสานมือคารวะ พร้อมกับยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่น้องแซ่ไป๋ช่างสมเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์จริงๆ ไม่เพียงมีพร์อันโดดเด่น ยังมีฝีมือร้ายกาจ ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
ไป๋หยุนเฟยเบะปากคิดในใจว่า เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้น อาวุธที่ผ่านการอัพเกรดของข้าก็ยังไม่ทันได้ใช้ออกแม้แต่ชิ้นเดียว ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าฝีมือร้ายกาจ แต่มันก็ไม่สนใจต่อ ‘การแลกเปลี่ยนวิชา’อีก เพียงถามกลับด้วยความสงสัย “ฟังจากคำพูดของคุณชายจ้าว คล้ายกับว่าท่านรู้จักข้ามาก่อน? ไม่ทราบว่าท่านทราบจากผู้ใด?”
“ฮ่า ฮ่า น้องไป๋ไม่ต้องสงสัย บอกตามตรงข้าเองได้รับทราบมาจากผู้าุโหยิวชิงเฟิงแห่งสำนักธาตุไม้ ระหว่างที่ข้าเดินทางกลับมาที่นี่บังเอิญได้พบกับท่านและได้รับฟังเื่ของน้องไป๋มา จึงคาดว่าเ้าน่าจะต้องผ่านมาที่เมืองเกายี่แห่งนี้ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากท่านอาหลิวว่าเ้าพักอยู่ที่บ้านตระกูลเย่ วันนี้ข้าจึงได้แวะมาพบกับเ้า คนหนุ่มมากความสามารถที่ผู้าุโหยิวให้การสนับสนุน” จ้าวซีลั่วอธิบาย
“ท่านผู้าุโหยิว...” สีหน้าไป๋หยุนเฟยผ่อนคลายลง ยามนี้จึงคลายความเคลือบแคลงสงสัยต่ออีกฝ่าย มันพยักหน้ากล่าวว่า “เป็เช่นนี้นี่เอง คิดไม่ถึงว่าพี่ใหญ่จ้าวจะรู้จักกับผู้าุโหยิวเช่นกัน...”
“อืม ท่านผู้าุโหยิวยังฝากข้ามาว่า หากได้พบกับเ้าให้บอกว่าถ้ามีโอกาสให้ไปที่สำนักธาตุไม้ ท่านพาเด็กสาวที่ชื่อฉู่อวี้เหอไปที่สำนักธาตุไม้แล้ว นางเป็น้องร่วมสาบานกับเ้ากระมัง?”
“อวี้เหอไปที่สำนักธาตุไม้แล้ว?” ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็พยักหน้ากล่าวว่า “จริงหรือ? ขอบคุณพี่ใหญ่จ้าวที่บอกกล่าว”
“ฮ่า ฮ่า! ที่แท้เป็เช่นนี้ หลานซีลั่วเ้าขู่ขวัญข้าแทบตายแล้ว ข้าเข้าใจว่าเ้ากับคุณชายไป๋มีเื่บาดหมางอันใดต่อกันเสียอีก ทุกคนอย่ามัวแต่ยืนสนทนากันด้านนอกเช่นนี้เลย เข้าไปด้านในค่อยพูดคุยกันเถอะ” เย่ถิงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา ยามนี้ค่อยปรากฏรอยยิ้มและเอ่ยปากขึ้น
จ้าวซีลั่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ขอบคุณท่านอา แต่ผู้หลานบรรลุวัตถุประสงค์ในการมาครั้งนี้แล้ว อีกอย่างที่บ้านยังมีเื่ราวให้สะสางจึงไม่อาจรั้งอยู่นานได้ วันหลังค่อยมาเยี่ยมคารวะท่านอาเย่อีกครั้ง”
