ทุกคนเพิ่งตระหนักได้ว่าพอฉินซือเจิงปรากฏตัวทีไร หน้าจอก็จะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและเสียงหัวเราะเสมอ ทำเอาหลายคนสงสัยสายตาตัวเอง เขาช่วยทบทวนสถานะของตัวเองหน่อยได้ไหม
[ลูกเอ๊ย สัญญากับแม่นะ ปีนี้หนูเพิ่งอายุสิบแปด ไม่ใช่แปดสิบ ลืมเื่นี้ไปซะ แล้วไปเต้นอะไรที่มันสมวัยหนูเถอะ]
[เด็กสาววัยขบเผาะอย่างฉันควรจะไปดูพี่สาวคนสวยกับน้องชายสุดหล่อเต้นสิ ไม่ใช่มานั่งดูน้องชายวัยสิบแปดสอนคนแก่รำไทเก๊กกับเต้นสแควร์แดนซ์อยู่ตรงนี้]
[ฉินซือเจิงน่ารักเกินไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ โตมาด้วยอะไรเนี่ย ไม่ไหวแล้ว ฉันอยากจะลุกจากเตียงมาเรียนกับเขาเลย ท่าบริหารอะไรเนี่ยโคตรน่าสนุก เอ๊ะ นั่นลิงเหรอ]
ฉินซือเจิงสอนไปกว่าชั่วโมง รู้สึกว่าทุกคนน่าจะพอทำได้แล้ว เขาจึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก
"ท่าพวกนี้ดีต่อสุขภาพมากเลยนะครับ ถ้ามีเวลาก็ลองฝึกดู ผู้ใหญ่เด็กก็เรียนได้หมดครับ"
ชาวบ้านพากันรุมล้อมถามนู่นถามนี่ ฉินซือเจิงถูกชาวบ้านล้อมไว้ตรงกลาง ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนตากล้องแทรกเข้าไปไม่ได้ ต้องยืนถ่ายอยู่ไกลๆ ทำให้ภาพสั่นไปมาอย่างรุนแรง
ฉินซือเจิงไม่มีท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย เขาบอกให้ทุกคนอย่าเบียดกันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วค่อยๆ ตอบคำถามทีละคนอย่างใจเย็น
หลังจากทุกคนถามเสร็จอย่างเป็ระเบียบ คุณป้าคนหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น
"พ่อหนุ่มน้อย หน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้มีแฟนหรือยังจ๊ะ ต้องมีสาวๆ มาชอบเยอะแน่เลย"
ฉินซือเจิงใจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
"มะ ไม่มีเลยครับ ไม่มีใครชอบผมหรอก แล้วผมก็ยังไม่เคยมีความรักด้วย คุณป้าอย่าพูดเล่นสิครับ"
[ใครบอกว่าไม่มีคนชอบหนู แม่รักหนูได้ยินไหม แม่จะรักหนูตลอดไป]
[ไม่รู้จะถามใคร นี่คือการอวดแบบเนียนๆ หรือเปล่าเนี่ย]
[ฉินซือเจิงยังมีคนชอบอีกเหรอ ขยะแบบนี้ควรจะไสหัวไปจากวงการบันเทิงได้แล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยังโผล่หน้ามาให้เห็นต่อหน้าสาธารณชนได้อีก แถมยังมีแฟนคลับเยอะขนาดนี้ น่าสมเพชจริงๆ ]
[คนข้างบนมีปากก็สักแต่จะพูดเหรอ อยากด่าก็ไปด่าที่อื่นได้ไหม มาตดอะไรตรงนี้ ไสหัวไปเลย]
ฉินซือเจิงถูกพวกคุณป้าซักไซ้ว่าชอบผู้หญิงแบบไหน เขาหน้าแดงก่ำไม่รู้จะตอบยังไงดี ประจวบเหมาะกับที่น้องมะเขือเทศเริ่มง่วงพอดี เขาจึงรีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแล้วหนีพวกคนแก่ราวกับวิ่งหนีตาย
"งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ พรุ่งนี้ค่อยมาถามผมใหม่ได้ครับ"
"เดี๋ยวก่อนสิ"
คุณป้าคนหนึ่งหิ้วตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามา ข้างในมีส้มสองสามลูกกับแตงโมลูกเล็กๆ เพื่อให้เขาเอากลับไปกิน
"ไม่ต้องหรอกครับไม่ต้อง คุณป้าเก็บไว้กินเองเถอะครับ" ฉินซือเจิงรีบปฏิเสธ คราวที่แล้วก็ให้ลูกท้อมาแล้ว คราวนี้จะรับของคนอื่นอีกไม่ได้
"รับไปเถอะน่ารับไป" คุณป้ายัดตะกร้าใส่มือเขาโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน แล้วผลักเขาเบาๆ "เด็กง่วงแล้ว รีบกลับบ้านไปเถอะ"
ฉินซือเจิงกล่าวขอบคุณ มือหนึ่งอุ้มเด็กอีกมือหนึ่งหิ้วตะกร้าเดินกลับ
หมู่บ้านเย่หูไม่ใหญ่มาก มีไม่ถึงร้อยหลังคาเรือน ูเาล้อมรอบแม่น้ำ วิวทิวทัศน์สวยงาม บ้านเรือนก็ปลูกสร้างตามใจชอบ ซอกซอยเล็กๆ จึงมีเยอะแยะไปหมด
การบันทึกเทปของวันนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เฉินเยว่ยิ้มพลางบอกเขาว่าวันนี้เขาทำได้ดีมาก การสอนคนแก่รำมวยเพื่อสุขภาพต้องดึงดูดแฟนคลับได้แน่นอน ไม่ต้องไปสนว่าคนในเน็ตจะพูดอะไร จงเป็ตัวของตัวเองต่อไป
ฉินซือเจิงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เธอถึงพูดแบบนี้ แต่พอได้ยินว่าเธอชื่นชม เขาก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
"ทางกลับไม่ไกล ผมกลับเองได้ครับ"
เฉินเยว่พยักหน้า พอเธอคล้อยหลังไป เจียงซีก็ตามมาติดๆ เขาเพิ่งจะเอ่ยปากก็เห็นเจียงซีทำหน้าเคร่งเครียด หัวใจเขากระตุกวูบ หรือว่าข้อความพวกนั้นจะส่งมาอีกแล้ว
น้องมะเขือเทศหลับซบอยู่บนไหล่ของฉินซือเจิง เขาส่งตะกร้าให้เจียงซี รับโทรศัพท์มาดู ข้อความบนหน้าจอชัดเจนกว่าเดิมมาก
-- ฉันไม่ชอบฟังนายบอกว่าชอบคนอื่น มันทำให้ฉันอยากจะฆ่าพวกมัน อย่าทำให้ฉันต้องทำร้ายนายเลยนะ เด็กดี
-- นายเป็ของฉัน
-- ถ้าคราวหน้าทำมือเจ็บอีก ฉันจะสอนนายเองว่าการเป็เด็กดีต้องทำยังไง แต่วันนี้นายเชื่อฟังฉันมาก เพราะงั้นฉันจะยกโทษให้ครั้งหนึ่ง
ฉินซือเจิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่ที่ประโยค 'แต่วันนี้นายเชื่อฟังฉันมาก' เขารู้สึกลางๆ ว่าอาจจะเป็คนของทีมงานรายการ
จะเป็ใครกัน
แขกรับเชิญ ตากล้อง ผู้กำกับ ผู้ช่วย คนขับรถ หรือโปรดิวเซอร์ หรือว่าจะเป็ใครสักคนที่ปรากฏตัวอยู่ที่นี่
วันนี้เขาคุยกับคนมากมาย ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ส่งข้อความแบบนี้มาในมุมมืด แอบดูเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"ไม่อย่างนั้นพวกเราแจ้งความเลยดีไหมครับ แบบนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว" เจียงซีกระซิบ นี่มันไม่ใช่แค่ซาแซงแฟนธรรมดาแล้ว
"อย่าเพิ่งบอกใครเลย นายคอยจับตาดูว่าตอนที่ข้อความส่งมามีใครกำลังเล่นมือถืออยู่บ้าง รอถ่ายรายการเสร็จค่อยว่ากัน" ฉินซือเจิงส่ายหน้า ถ้าแจ้งความ รายการก็จะต้องหยุดถ่ายทำ เขาไม่อยากให้คนอื่นได้รับผลกระทบเพราะตัวเอง
เจียงซีอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
"แต่คนแบบนี้มาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเรามันน่ากลัวเกินไปแล้วนะครับ ถ้าเกิดเขาทำร้ายคุณขึ้นมาจะทำยังไง ควรให้ตำรวจจับตัวเขาไปซะ"
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังแว่วมาเบาๆ คล้ายเสียงเตะถังไม้ล้ม เจียงซีตึงเครียดขึ้นมาทันที
"ใครน่ะ"
ฉินซือเจิงก็ได้ยินเหมือนกัน
"เหมือนจะมีคนอยู่ตรงนั้น าเ็หรือเปล่านะ"
เจียงซีรีบห้าม
"อย่าไปสนใจเลยครับ เผื่อมีอันตราย กลับไปบอกทีมงานให้เขามาดูดีกว่า อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลยครับ"
ฉินซือเจิงลังเลเล็กน้อย แต่เสียงที่ได้ยินนั้นแ่เบาและเ็ป ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับเื่เลวร้ายอย่างที่สุด ราวกับจะขาดใจตายในวินาทีถัดไป
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไป
"ไม่เป็ไร ผมรับมือได้"
ฉินซือเจิงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปข้างใน เขารู้สึกเลือนลางว่าเหมือนมีคนกำลังคลำหาอะไรบางอย่างอยู่ ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจนก็ได้ยินเสียงไม้ไผ่ล้มระเนระนาด ชายคนนั้นเซถลาเกือบจะล้มลงไป เอามือคลำกำแพงสะเปะสะปะจนกระทั่งยืนทรงตัวได้
ถึงแม้ตอนนี้ท้องฟ้าจะมืดมิด แต่ก็ยังมีแสงจันทร์สาดส่องลงมาบ้าง หรือว่าคนคนนี้จะตาบอดงั้นเหรอ
ฉินซือเจิงหลบถังไม้และก้อนหินที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เดินข้ามสิ่งกีดขวางไปจนถึงด้านหลังของอีกฝ่าย ก่อนจะพบว่าคนคนนี้คือลู่เซี่ยนชิง
เขามีอาการตาบอดกลางคืนเหรอ
ฉินซือเจิงโบกมือไปมาตรงหน้าอีกฝ่าย ลู่เซี่ยนชิงคว้าข้อมือเขาไว้แน่น แววตาที่พร่ามัวแฝงไปด้วยความอำมหิตและเย็นเยียบจนแทบจะจับต้องได้ ร้ายกาจและหนาวเหน็บ
"ใคร"
[จบแล้ว]
