เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของแม่นมจ้าว หานอวิ๋นซีก็คิดว่ามีข่าวจากพระราชวัง แต่แม่นมจ้าวกลับหายใจหอบและส่ายหัวซ้ำๆ
หานอวิ๋นซีกระวนกระวายอย่างมาก “แม่นมจ้าว เ้าพูดมาสิ!”
แม่นมจ้าวกระหืดกระหอบ “หวังเฟย อี้ไท่เฟย...พระนางกำลัง...พระนางกำลังจะเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากองค์หญิงหรงเล่อ!”
“อะไรนะ?” หานอวิ๋นซีร้องด้วยความใ แทบไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง
“จริงเพคะ! มามาที่ลานดอกโบตั๋นบอกมา...หวังเฟยเพคะ จะทำเื่แบบนี้ไม่ได้นะเพคะ มันน่าอายเกินไป!” แม่นมจ้าวทั้งโกรธทั้งกังวล
หานอวิ๋นซีโกรธยิ่งกว่าเดิม และไปที่ลานดอกโบตั๋นโดยไม่พูดอะไร
แม้แต่คนรับใช้ยังรู้ว่ามันน่าอายที่จะทำเช่นนี้ อี้ไท่เฟยเสียสติหรือโง่กัน ที่คิดวิธีแบบนี้ออกมา
ในฐานะชายผู้หนึ่ง แม้แต่สามัญชนธรรมดา การถูกบังคับให้แต่งงานเป็สิ่งที่น่าขายหน้าอย่างยิ่ง นับประสาอะไรกับหลงเฟยเยี่ยผู้สูงส่ง?
หลงเฟยเยี่ยเองก็ต่อต้านกฤษฎีกาไปแล้ว หากอี้ไท่เฟยเปิดโปงเื่นี้กับองค์หญิงหรงเล่อ จะไม่เป็การทำให้ตัวเองขายหน้าหรอกหรือ?
หากองค์หญิงหรงเล่อเปิดเผยเื่นี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้หลงเฟยเยี่ยเสียหน้า แต่ยังทำให้อาณาจักรเทียนหนิงเสียหน้าด้วย หากยอมถอยหนึ่งก้าว แล้วบอกว่าองค์หญิงหรงเล่อตกลงที่จะไม่บังคับการอภิเษก หลงเฟยเยี่ยคงจะยอมรับการอภิเษกนี้ใช่หรือไม่? ฮ่องเต้เทียนฮุยจะปล่อยเขาออกมาอย่างง่ายดายหรือ? สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องโดนดูถูกก็คือหลงเฟยเยี่ย!
หานอวิ๋นซีรีบเข้าไปในลานดอกโบตั๋นด้วยความโกรธ ในเวลานี้ อี้ไท่เฟยกำลังเขียนจดหมายอยู่ในห้องตำรา
หานอวิ๋นซีที่ไม่สนใจเื่นั้นมากนัก พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวทันทีที่นางเข้าประตูว่า “หมู่เฟย ท่านคงไม่อยากทำร้ายท่านอ๋องหรอก!”
มือของอี้ไท่เฟยสั่นเทาจนวาดหมึกเป็เส้นยาวบนจดหมาย ทำให้จดหมายนั้นเสียหาย
“หมู่เฟย ท่านอ๋องไม่มีทางเห็นด้วยกับเื่นี้ ก็แค่ถูกบังคับให้อภิเษกเท่านั้น ถึงกับต้องไปร้องขอให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะอภิเษกเลยหรือ? นี่มันอะไรกัน?” หานอวิ๋นซีพูดอย่างโกรธเคือง
โดยไม่คาดคิด อี้ไท่เฟยวางพู่กันลงอย่างแรงและพูดอย่างโกรธเคืองว่า “หานอวิ๋นซี เมื่อครู่เ้าพูดออะไรออกมา? ใครกันแน่ที่ทำร้ายเฟยเยี่ย? คิดไม่ถึงว่าเ้าจะมากล่าวหาข้าถึงที่นี่เลยจริงๆ?”
“ใครกันที่ทำร้ายเฟยเยี่ย?”
อี้ไท่เฟยที่พูดพลางเดินออกมา และเข้ามาหาหานอวิ๋นซีทีละก้าว “เ้าพูดมาสิ! เป็ใครที่ทำร้ายเฟยเยี่ย?”
ในที่สุดหานอวิ๋นซีที่โกรธก็สงบลง หลุบตาลงและเงียบ
อี้ไท่เฟยผลักนางอย่างรุนแรง จนนางถอยหลังไปหลายก้าวและเกือบจะล้มลง
“หานอวิ๋นซี ทั้งหมดเป็เพราะเ้า! เ้ามันไร้ยางอาย! ถ้าเ้าไม่เข้ามาอย่างไร้ยางอายในตอนนั้น หลายสิ่งหลายอย่างในวันนี้คงไม่เกิดขึ้น!”
“หานอวิ๋นซี เ้ารู้หรือไม่ว่าฮ่องเต้จะขังเขาตลอดชีวิต และฮ่องเต้ก็กำลังกังวลว่าจะไม่มีโอกาสนี้อีกต่อไป!”
หลังจากที่อี้ไท่เฟยพูดจบ นางก็ถอยหลังออกมา ถอยหลังไปหลายก้าวจนชนเข้ากับโต๊ะที่อยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งของนางวางลงบนโต๊ะ มืออีกข้างจับระหว่างคิ้วด้วยความรู้สึกปวดอย่างมาก
นางไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่านางเองก็รู้ด้วยว่าการเขียนจดหมายขอร้ององค์หญิงหรงเล่อเป็สิ่งที่โง่ที่สุด แต่นางก็ไม่มีทางออก
ตอนนี้นางไม่แม้แต่จะเจอฉินอ๋องได้ ไม่รู้ว่าเื่ทั้งหมดมันเกิดอะไรขึ้น หากฮ่องเต้เทียนฮุยตั้งใจแน่วแน่ที่จะขังฉินอ๋องไปตลอดชีวิต เช่นนั้นฮ่องเต้เทียนฮุยก็คงทำต่อไปอย่างแน่นอน
อำนาจของฉินอ๋องจะค่อยๆ สลายไป และจวนฉินอ๋องจะค่อยๆ สูญเสียสถานะในราชวงศ์ไป
ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่นางรับไม่ได้
ฮ่องเต้องค์ก่อนจากไปแล้ว นอกจากไท่เฮาและนาง นางสนมทั้งหมดต่างถูกฝังไม่ก็เฝ้าพระศพ และสิ่งเดียวที่นางพึ่งพาคือบุตรชายคนนี้
เมื่อเห็นอี้ไท่เฟยผู้ที่สูงส่งและสง่างามอยู่เสมอ เวลานี้ดูสิ้นหวังอย่างมาก หานอวิ๋นซีก็รู้สึกเ็ปอย่างสุดจะพรรณนาในหัวใจ
ทั้งแม่สามีและลูกสะใภ้ต่างเงียบ หลังจากนั้นไม่นาน อี้ไท่เฟยก็มองมาอีกครั้งและถามอย่างใจเย็นว่า “หานอวิ๋นซี หากไม่ขอร้ององค์หญิงหรงเล่อ เ้ามีทางเลือกอื่นหรือไม่?”
นี่…
หานอวิ๋นซีอยากจะตอบนางจริงๆ แต่เมื่อนางเปิดปาก กลับไม่สามารถตอบออกมาได้
นางมีวิธีหรือไม่อย่างนั้นหรือ?
ในชีวิตที่แล้วและในชีวิตนี้ นางมักจะไม่ให้ค่ากับสถานะหรือภูมิหลังของครอบครัวเสมอ ที่สำคัญที่สุดคือนางดูถูกการใช้เส้นสายในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ นางกลับปรารถนาอยากจะมีภูมิหลังที่สูงส่ง มีตระกูลที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง และมีเส้นสายในการทำสิ่งต่างๆ!
น่าเสียดายที่นางไม่มีอะไรสักอย่าง...
ตระกูลของนางเองก็ยังต้องพึ่งพานางให้แบ่งเบาภาระอยู่เลย!
อี้ไท่เฟยไม่ตำหนิหานอวิ๋นซีอีกต่อไป หันหลังกลับและฉีกจดหมาย ยิ้มเบาๆ แล้วออกไป
หานอวิ๋นซีเดินออกมาอย่างสติหลุดลอย เดินอย่างไร้จุดหมายในลานบ้าน และในเวลาเดียวกัน พ่อบ้านเซี่ยก็วิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “หวังเฟย หวังเฟยพ่ะย่ะค่ะ!
หานอวิ๋นซีที่ยังเหม่อลอยหลังจากสิ่งที่อี้ไท่เฟยพูด ตอนนี้นอกจากการประนีประนอมของหลงเฟยเยี่ยแล้ว จะไปมีข่าวดีอะไร ด้วยนิสัยของชายผู้นั้นแล้ว เขาจะประนีประนอมได้อย่างไร?
พ่อบ้านเซี่ยรีบวิ่งมาตรงหน้าหานอวิ๋นซี “หวังเฟย เกิดเื่แล้ว เกิดเื่ใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหาไท่เฟยไม่พบ จึงทำได้แค่มาหาท่าน!”
“เกิดเื่อะไรขึ้น?” หานอวิ๋นซีที่เพิ่งจะได้สติกลับมา
ใครจะรู้ พ่อบ้านเซี่ยกลับพูดว่า “ฮูหยินรองของจวนกั๋วจิ้วกลับไปเยี่ยมญาติใน่เทศกาลหยวนเซียว หลังจากติดโรคระบาดกลับมา จวนกั๋วจิ้วก็ไม่กล้ารายงานและกักตัวอย่างลับๆ ใครจะรู้ว่า คุณชายสามของจวนก็ล้มป่วยเมื่อวานนี้ ได้ยินมาว่าเขาติดเชื้อจากโรคระบาด!”
หานอวิ๋นซีที่ในที่สุดก็ตั้งสติได้ ต้องรู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสมัยโบราณไม่ใช่า ความอดอยากหรือน้ำท่วม แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือโรคระบาด!
ในความเป็จริง นับประสาอะไรกับสมัยโบราณ แม้แต่ในยุคปัจจุบัน โรคระบาดแค่พูดถึงก็ทำให้ทุกคนหน้าซีดกันแล้ว
“มีโรคระบาดนอกเมืองอย่างนั้นหรือ? เื่ใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ?” หานอวิ๋นซีถาม
“หวังเฟย ฮูหยินรองแห่งจวนกั๋วจิ้วอาศัยอยู่ที่จวิ้นเฉิงซึ่งห่างไกลจากเมืองหลวง ได้ยินมาว่ามีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ที่นั่น มีโรคระบาดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่มันก็ถูกค้นพบั้แ่เนิ่นๆ เลยไม่ได้แพร่ระบาดออกมา ราชสำนักเองก็ปิดเป็ความลับ...”
พ่อบ้านเซี่ยไม่ได้พูดต่อ เพียงแต่ทำท่าทาง “ฆ่า” และหานอวิ๋นซีก็เข้าใจได้ในทันที
ในยุคปัจจุบัน ผู้คนที่ติดโรคระบาดจะถูกกักตัว จนไปถึงการได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างมืออาชีพฟรี ในสมัยโบราณ พวกเขาจะถูกกักตัวเช่นกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถช่วยชีวิตได้ ทำได้เพียงถูกเผาทั้งเป็ และไม่ว่าใครก็ตามที่ัักับพวกเขา แม้ว่าจะไม่ติดเชื้อก็ตาม แต่ก็ไม่รอดเช่นกัน
เป็เื่น่าเศร้าและสิ้นหวังกับความล้าหลังของการแพทย์ สันนิษฐานว่าตอนนี้หมู่บ้านคงกลายเป็เถ้าถ่านไปแล้ว
ฮูหยินรองป่วย ดังนั้นหมายความว่าโรคระบาดยังไม่ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ และยังมีการแพร่ระบาดอยู่
“พ่อบ้านเซี่ย เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไร?” หานอวิ๋นซีถามอย่างจริงจัง
“หวังเฟย คุณชายสามเป็บุตรคนเดียวของจวนกั๋วจิ้ว! เป็หลานชายของฮองเฮา! เขาป่วยแบบนี้ จะปิดบังได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? เมื่อคืนคนของสำนักหมอหลวงต่างไปตรวจดูอาการกันพ่ะย่ะค่ะ!”
พ่อบ้านเซี่ยพูดพลางหยิบสมุนไพรสองสามห่อออกมาแล้วพูดเสียงเบาว่า “สิ่งนี้หมอหลวงหลี่แอบให้คนนำมาส่งให้ลับๆ มันถูกนำไปต้มเป็ยา และไม่ว่าใครที่อยู่ในจวนต้องดื่มมัน หมอหลวงหลี่ได้รับคำสั่งให้ทำความสะอาดบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยระบายอากาศให้ดี ถ้าไม่มีธุระสำคัญก็อย่าออกไปไหน! ยิ่งจวนกั๋วจิ้ว ยิ่งห้ามไปอย่างเด็ดขาด!”
จวนเกือบทุกหลังมีหมอหลวงโดยเฉพาะ หมอหลวงหลี่ที่มารายงาน ก็คงเหมือนกับหมอหลวงคนอื่นๆ เื่โรคระบาดนี้ไม่สามารถปกปิดได้
โรคระบาดมีระยะฟักตัว การดื้อยาของแต่ละคนจะต่างกันออกไป ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการก็ต่างกันด้วย แต่โดยพื้นฐานแล้วจะไม่เกินสิบวัน เนื่องจากโรคระบาดได้แพร่กระจายในจวนกั๋วจิ้ว เดาว่าคงไม่ใช่คุณชายสามคนเดียว และสถานที่นั้นฮูหยินรองและคุณชายสามเคยไปมาก่อน คนที่เคยเจออาจจะติดเชื้อได้ หนึ่งไปสิบ สิบไปร้อย พระเ้ารู้ดีว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีคนป่วยอีกกี่คน
หากไม่ได้รับการควบคุม เมืองหลวงทั้งเมืองจะเป็อันตรายอย่างมาก คิดไปแล้วเวลานี้สำนักหมอหลวงคงต้องชุลมุนอย่างแน่นอน
“รู้หรือไม่ว่ามันคือโรคอะไร?” หานอวิ๋นซีถามอย่างจริงจัง
พ่อบ้านเซี่ยที่ตื่นตระหนก “หมอหลวงหลี่ไม่ได้พูดอะไร แต่หวังเฟย ในเมื่อมีโรคระบาด แน่นอนว่า...ควรรีบรายงานไท่เฟยโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า จวนของเราควรจะป้องกันแต่เนิ่นๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
หานอวิ๋นซีตรวจสอบสมุนไพรยาที่หมอหลวงหลี่ส่งมา แต่ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามาจากไหน อย่างไรก็ตาม นางไม่รู้เื่นี้มากนัก
“หมู่เฟยอยู่ที่สวนหลังจวน เ้าไปเถอะ”
หานอวิ๋นซีเองก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเื่นี้ นางยังคงหมกมุ่นอยู่กับเื่ของหลงเฟยเยี่ย สำหรับนางแล้วนั่นถือเป็เื่ใหญ่เื่เดียว
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งและบอกให้พ่อบ้านเซี่ยรายงานจดหมายที่จวนตระกูลหานอย่างลับๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในสวน
อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ เกินความคาดหมายของหานอวิ๋นซี
ไม่กี่วันต่อมา จวนกั๋วกง จวนผิงเป่ยโฮ่ว จวนเซียงและหลายตระกูลใหญ่ จนไปถึงในพระราชวังเองก็รายงานว่ามีคนติดโรคระบาด
โรคระบาดนี้แพร่กระจายในเมืองหลวง และการแพร่ระบาดเกินการควบคุมของสำนักหมอหลวง แม้แต่กู้เป่ยเยวี่ยก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็โรคอะไร น้อยคนนักที่กล้าจะออกไปนอกบ้าน
ด้วยเพราะโรคระบาดที่ทำให้เื่กักบริเวณของฉินอ๋องซาลงไปโดยธรรมชาติ ทางฝั่งฮ่องเต้เทียนฮุยเองก็ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนไหวในสนามรบซานถู ทางฝั่งเมืองหลวงก็ถูกทำลายโดยโรคระบาด แม้ว่าหลงเฟยเยี่ยจะไม่ปล่อยมือและยอมแพ้มาเป็เวลานาน แต่เวลานี้ฮ่องเต้เทียนฮุยก็คงไม่สนใจเขา
ในเวลานี้ ฮ่องเต้เทียนฮุยกำลังครุ่นคิดอยู่ในห้องตำราหลวง เซวียกงกงที่ตัวยังไม่ทันมาถึงแต่เสียงนำลอยมาก่อน “ฮ่องเต้ แย่แล้ว! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้เทียนฮุยจ้องไปที่ประตูด้วยสายตาโกรธเคือง และเห็นเซวียกงกงกำลังคลานเข้ามา ก่อนที่เขาจะะเิความโกรธ เซวียกงกงก็รายงานทันทีว่า “ฮ่องเต้ ในวังของไท่เฮามีนางกำนัลคนหนึ่งป่วยตายพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ!” ฮ่องเต้เทียนฮุยแทบจะะโขึ้นด้วยความใ แล้วพูดด้วยความโกรธว่า “เรียกกู้เป่ยเยวี่ยมาเดี๋ยวนี้!”
“ฮ่องเต้ เวลานี้หมอหลวงกู้อยู่ที่วังไท่เฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซวียกงกงรายงานตามความจริง
ฮ่องเต้เทียนฮุยที่้าไปที่นั่นทันที แต่เซวียกงกงกลับหยุดเขาไว้ “ฮ่องเต้ อย่าดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงกู้กำลังเผายาด้วยตัวเองให้ตำหนักคังหนิงเพื่อกำจัดิญญาชั่วร้าย ทางฝั่งนั้นไม่ปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หากมีคนป่วยในสถานที่หนึ่ง แสดงว่าสถานที่นั้นอันตราย แต่เื่นี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของท่านแม่ ฮ่องเต้เทียนฮุยจะไม่ไปเยี่ยมได้อย่างไร เขารีบไปที่ตำหนักคังหนิงและถามว่า “ทำไมอยู่ๆ ถึงได้มีโรคระบาดเกิดขึ้น?”
ต้องรู้ว่าคนหลายคนที่ป่วยในวังเคยติดต่อกับจวนกั๋งจิ้วมาก่อนและก็ได้แยกตัวออกไปนานแล้ว
เซวียกงกงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ฮ่องเต้ หลายวันก่อนไท่เฮาแอบไปที่จวนกั๋วจิ้วพร้อมกับนางกำนัลหนึ่งคน และคนที่ป่วยก็คือนางกำนัลคนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จวนกั๋วจิ้วเป็ตระกูลของฮองเฮา อันที่จริงก็เป็ตระกูลของไท่เฮาด้วยเช่นกัน และฮองเฮาเป็หลานของไท่เฮา ดังนั้นคุณชายสามของจวนกั๋วจิ้วจึงต้องเรียกฮองเฮาว่าท่านอาหญิงและเรียกไท่เฮาว่าท่านป้า!
แม้จะรู้ว่าจวนกั๋วจิ้วเป็สถานที่ที่แย่ที่สุด แต่ลูกคนเดียวในครอบครัวของนางป่วยหนักและกำลังจะตาย ไท่เฮาก็ทนไม่ได้!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้เทียนฮุยก็โกรธจัดและะโใส่เซวียกงกงว่า “ไร้สาระ! ไร้สาระที่สุด!”
ในตอนที่ฮ่องเต้ฮุ่ยมาถึงตำหนักคังหนิง ดูเหมือนว่ากู้เป่ยเยวี่ยกำลังพูดคุยกับไท่เฮาอยู่ ทว่าทันทีที่ฮ่องเต้เข้ามา กู้เป่ยเยวี่ยก็หยุดพูด ในขณะที่ไท่เฮาขมวดคิ้วและเผยสีหน้าโศกเศร้า
