บทที่ 8 คำพยากรณ์ที่สอง
"ผมไม่ใช่แมวบ้านที่แสนเชื่อง แต่ผมคือเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่บังอาจมาขู่คำรามใส่หน้าต่างหาก"
คำรามต่ำในลำคอของ เฟิ่งอู่เหิน ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลิงเว่ย แม้สติของเธอจะเลือนรางเต็มที แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับตื่นตัวขึ้นมาปะทะกับแรงกดดันมหาศาลนั้น
เธอยอมจำนนต่อสังขาร ปล่อยให้เขาอุ้มพาเดินไปยังรถสปอร์ตคันหรู แต่ดวงตายังคงจดจำทุกรายละเอียด... กลิ่นกายของเขา จังหวะการเต้นของหัวใจที่มั่นคง และไอพลังจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่าง
"เฮ้ยๆ! เดี๋ยวก่อนสิเพื่อน!"
เสียงโวยวายของ อวี๋เฉิงหาว ดังขัดจังหวะขึ้น เขาเดินแกมวิ่งตามมาขวางหน้ารถปอร์เช่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก สายตามองสลับระหว่างเพื่อนรักกับ 'ตัวปัญหา' ในอ้อมแขน
"นายจะพายัยหนูนี่ไปไหน? กลับคฤหาสน์เฟิ่งเหรอ? นายบ้าไปแล้วรึเปล่า! ถ้านายท่านรู้เข้าว่านายพาผู้หญิงไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเข้าบ้าน นายโดนเล่นงานหนักแน่!"
เฟิ่งอู่เหินหยุดเดิน ปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเ็าที่ทำให้เฉิงหาวต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"หลีกไปเฉิงหาว รถพยาบาลมาช้าเกินไป ฉันจะพาเธอไปรักษาเอง"
"รักษา? นายเนี่ยนะ?" เฉิงหาวร้องเสียงหลง
"นายเป็มาเฟียคุมท่าเรือนะว้อย ไม่ใช่หมอเทวดา! แล้วดูสภาพยัยหนูนี่สิ แน่ใจหรือว่านายสามารถช่วยเธอได้ ฉันว่าพาเธอไปโรงพยาบาลเหมือนเดิมเถอะ"
คำพูดของเฉิงหาวทำให้หลิงเว่ยที่ซบหน้าอยู่กับอกแกร่งขมวดคิ้ว แม้จะไม่มีแรงขยับตัว แต่ริมฝีปากบางก็ขยับพึมพำออกมาเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สามคน
"...คนรวยนี่มันน่ารำคาญเหมือนกันทุกยุคจริง ๆ"
"ฮะ? เมื่อกี้เธอว่าไงนะ?" เฉิงหาวหูผึ่ง
เฟิ่งอู่เหินกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่สนใจเสียงคัดค้านของเพื่อน จัดการวางร่างของหลิงเว่ยลงบนเบาะข้างคนขับอย่างนุ่มนวลผิดวิสัย ปรับเบาะเอนลงเล็กน้อยเพื่อให้เธอหายใจสะดวก ก่อนจะปิดประตูรถเสียงดัง 'ปัง!' ตัดบทสนทนา
เขาเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงกระหึ่มดุดัน
"เฉิงหาว..."
เฟิ่งอู่เหินลดกระจกลง เรียกเพื่อนที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ
"ฝากเคลียร์พื้นที่ด้วย อย่าให้มีข่าวหลุดออกไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว"
"เออๆ รู้แล้วน่า! สั่งจัง!" เฉิงหาวเกาหัวแกรกๆ อย่างหัวเสีย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโทรสั่งลูกน้อง
"นี่ฉันเป็เพื่อนหรือเบ๊นายกันแน่วะเนี่ย ฮัลโหล? เออ รีบมาเก็บกวาดที่ตรอกหลังโรงพยาบาลด่วน อะไรนะ? จะเซ็นสัญญาซื้อที่ดินพรุ่งนี้? เออๆ เดี๋ยวฉันดูให้..."
เฉิงหาวคุยโทรศัพท์ไปพลาง เดินกลับไปที่รถของตัวเอง แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับ...
กระจกรถฝั่งที่หลิงเว่ยนั่งอยู่ก็เลื่อนลงมาครึ่งบาน
ใบหน้าซีดเผือดของเด็กสาวปรากฏขึ้น ดวงตาสีดำสนิทคู่สวยจ้องมองไปที่อวี๋เฉิงหาวเขม็ง มันเป็สายตาที่ว่างเปล่าแต่กลับมองทะลุเข้าไปถึงกระดูกดำ
"นาย..."
หลิงเว่ยเรียกเสียงแหบ
เฉิงหาวชะงัก
"เรียกฉันเหรอ?"
หลิงเว่ยผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ราวกับจะขับไล่ความวุ่นวายรอบกายออกไปจนสิ้น เปลือกตาบางพริ้มลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกโพลงขึ้น และในวินาทีนั้น โลกทั้งใบพลันหยุดนิ่ง
ั์ตาสีดำสนิทที่เคยลึกล้ำ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วย ประกายสีทองอำพันสว่างวาบ ราวกับเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกโชนอยู่ภายในวงแก้วตา มันไม่ใช่สีทองของมนุษย์ แต่เป็สีทองแห่ง์ที่มองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นิญญา
ภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไป ร่างของเฉิงหาว ชายหนุ่มเ้าสำราญผู้นั้นไม่ได้เป็เพียงเนื้อหนังมังสาอีกต่อไป ในคลองจักษุสีทองอร่าม หลิงเว่ยเห็น กลุ่มหมอกควันสีเทาหม่น ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมทั่วหน้าผากของเขา มันคือลางร้ายที่กำลังก่อตัว และที่เด่นชัดที่สุดคือ เส้นสายสีแดงฉาน ราวกับเืที่พาดผ่านพันธนาการรอบถุงเงินข้างเอว สัญญาณแห่ง ความสูญเสียทรัพย์สิน ครั้งใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่เ้าตัวไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
"สัญญาที่นายกำลังจะไปเซ็นพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้า..."
น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบแต่ก้องกังวาน
"ยกเลิกซะ หุ้นส่วนคนนั้นกำลังจะล้มละลาย และที่ดินผืนนั้น เป็สุสานเก่าที่เ้าที่แรงมาก ถ้าไม่อยากหมดตัวและโดนฟ้องจนล่มจม อย่าจรดปากกาเด็ดขาด"
สิ้นคำทำนาย กระจกรถก็เลื่อนขึ้นปิดสนิททันที ทิ้งให้อวี๋เฉิงหาวลืมตายืนอ้าปากค้างอยู่ท่ามกลางลมหนาว โทรศัพท์ในมือแทบจะร่วงลงพื้น
"เฮ้ย! เดี๋ยว! เธอรู้ได้ไงวะ! ฉันยังไม่ได้บอกใครเลยนะเื่ซื้อที่ดิน!"
เขาะโไล่หลัง แต่รถปอร์เช่สีดำมันปลาบก็ได้พุ่งทะยานออกไปสู่ถนนใหญ่ ทิ้งไว้เพียงแสงไฟท้ายสีแดงที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
...
ภายในรถสปอร์ตหรูที่เงียบสงัด
ความเงียบปกคลุมทั่วห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำๆ และเสียงเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบกระจกอีกครั้ง
เฟิ่งอู่เหินขับรถด้วยมือข้างเดียว สายตาจ้องมองถนนเบื้องหน้า แต่สมาธิส่วนหนึ่งจับจ้องอยู่ที่คนเจ็บข้างกายตลอดเวลา
"เธอรู้เื่สัญญาของเฉิงหาวได้ยังไง?"
เขาถามขึ้นลอยๆ ทำลายความเงียบ ไม่ได้หันมามอง แต่บรรยากาศภายในรถกลับกดดันขึ้นทันตาเห็น
หลิงเว่ยหลับตาพิงเบาะ ผ่อนลมหายใจช้าๆ เพื่อระงับความเ็ป
"ฉันบอกแล้ว หากว่าฉันอยู่รู้ไม่มีเื่ไหนที่จะซ้อนจากฉันได้ "เธอเหลือบตามองเขาวูบหนึ่งก่อนจะเชิดหน้าและเอ่ยว่า
“แม้แต่ชะตากรรมของคุณ”
"ไร้สาระ" เฟิ่งอู่เหินแค่นหัวเราะ
"เฉิงหาวมันปากสว่างจะตาย เธออาจจะแอบได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ เธอก็เป็สายสืบของคู่แข่งทางธุรกิจที่วางแผนมาอย่างดี"
รถสปอร์ตหักเลี้ยวเข้าจอดเทียบข้างทางอย่างกะทันหัน แรงเหวี่ยงทำให้หลิงเว่ยต้องลืมตาขึ้น
เฟิ่งอู่เหินปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วเอี้ยวตัวข้ามคอนโซลเกียร์เข้ามาหาเธอ กักขังเธอไว้ระหว่างเบาะหนังกับแผงอกกว้างของเขา กลิ่นอายคุกคามแผ่พุ่งออกมาจนอากาศในรถเย็นเยียบลง
มือเรียวยาวของเขาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตากับเขาระยะประชิด ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่
"เธอคิดจะเล่นตลกอะไรกับฉัน เด็กน้อย? คิดว่าการเดาสุ่มเื่ดวงซวยของเพื่อนฉัน จะทำให้ฉันเชื่อว่าเธอเป็ผู้วิเศษงั้นเหรอ?"
หลิงเว่ยจ้องตากลับอย่างไม่ลดละ แม้ร่างกายจะอ่อนแอจนแทบขยับไม่ได้ แต่แววตาของนางพญาหงส์กลับลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
"ฉันไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรกับคนที่มีตามีแววแต่ไร้ปัญญาอย่างนาย"
"ปากดี..."
นิ้วหัวแม่มือของเขาบดคลึงริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ ััที่จาบจ้วงแต่แฝงความอันตรายทำให้หัวใจของหลิงเว่ยกระตุกวูบ
"งั้นลองบอกมาสิ... ถ้าเธอเห็นอนาคตจริง..."
เฟิ่งอู่เหินกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากเธอ
"เธอเห็นอะไรในตัวฉัน?"
คำท้าทายนั้นเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขเปิดประตูเขื่อนกั้นน้ำ มันเป็คำถามสั้นๆ แต่แฝงแรงกดดันมหาศาลราวกับภูผาถล่มทับ หลิงเว่ยจ้องกลับโดยไม่หลบสายตา แม้สมองจะปวดร้าวเหมือนกำลังจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ จากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เธอสูดหายใจลึก รวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เพ่งจิตทั้งหมดที่มีมองทะลุเปลือกนอกของชายหนุ่มตรงหน้า
พรึ่บ!
วินาทีนั้น ั์ตาสีดำสนิทของหญิงสาวพลันแปรเปลี่ยนเป็สีทองอำพันสว่างวาบ!
มันไม่ใช่แค่แสงสะท้อนจากไฟข้างทาง แต่มันคือประกายสีทองเจิดจ้าที่หมุนวนราวกับดาราจักรในห้วงอวกาศ ลึกลับ โบราณ และทรงอำนาจจนบรรยากาศภายในรถเย็นเยียบลงฉับพลัน เฟิ่งอู่เหินผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงแก่นิญญา เปลือยตัวตนของเขาจนล่อนจ้อน
ภาพนิมิตไหลบ่าเข้ามาในหัวหลิงเว่ยราวกับเขื่อนแตก!
เธอไม่เห็นแค่ชายหนุ่มรูปงามในสูทหรู แต่เธอเห็นเนื้อแท้ของเขา... เื้ัเงาร่างของเฟิ่งอู่เหิน คือกลุ่มควันสีม่วงเข้มเกือบดำที่ก่อตัวเป็รูปัไร้เกล็ด มันดุร้าย โดดเดี่ยว และทรงพลังเหนือใคร กรงเล็บของมันพาดผ่านแผนที่การค้าทั่วเอเชีย แต่ทว่า ที่หน้าอกข้างซ้ายของมันกลับมีแสงสีแดงฉานเต้นตุบๆคำสาปแห่งสายเื
ยิ่งเพ่งมอง ภาพยิ่งชัดเจนจนน่าสะพรึง เธอเห็นหมอกควันสีดำทมิฬหมุนวนรอบตัวเขา และภายในหมอกนั้นมีกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง! ภาพของะุปืน การหักหลัง และความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้เขายิ่งกว่าเงาตามตัว
หลิงเว่ยแสยะยิ้ม เป็รอยยิ้มที่งดงามแต่น่าขนลุกจับใจ ริมฝีปากซีดเซียวขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่หนักแน่นดั่งคำสาปแช่ง
"คุณอยากรู้ใช่ไหม... ว่าฉันเห็นอะไร?"
เธอยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะที่อกเสื้อของเขา ตรงตำแหน่งหัวใจ ััถึงจังหวะการเต้นที่แข็งแกร่งแต่น่าเวทนา
"ฉันเห็น... ความตายที่กำลังอ้าปากรอรับคุณอยู่"
เฟิ่งอู่เหินชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แววตาแข็งกร้าวขึ้น
"ขู่ผม?"
“เปล่า!!! การกระทำที่ไร้ผล อย่างการข่มขู่เล็กๆ น้อยๆ นั้น ฉันไม่เสียเวลาทำหรอก”
หลิงเว่ยส่ายหน้าช้าๆ แววตาสีทองวูบไหว เปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็ความสมเพชเวทนา
"คนอย่างนาย มั่นใจในอำนาจของตัวเองเกินไป คิดว่าตัวเองเป็ผู้ล่าที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร หารู้ไม่ว่า กับดักได้วางรอไว้แทบเท้านายแล้ว"
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเขา แล้วเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ชัดเจนถ้อยชัดคำ ราวกับตอกตะปูตัวสุดท้ายลงบนฝาโลง
"อีกสามวัน นายจะเืตกยางออก"
ความเงียบเข้าปกคลุมรถทั้งคันในวินาทีนั้น เฟิ่งอู่เหินจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความขบขัน แต่เป็ความรู้สึกเย็นวาบที่แล่นผ่านไขสันหลัง คำทำนายนั้นฟังดูไร้สาระ แต่ทำไม… ทำไมหัวใจของเขาถึงเต้นผิดจังหวะด้วยความหวาดหวั่น?
"และเมื่อถึงเวลานั้น..."
เสียงของหลิงเว่ยเริ่มแ่ลงเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลงจริงๆ แล้ว ร่างกายของเธอรับภาระไม่ไหวอีกต่อไป
"นายจะต้อง คลานกลับมาขอร้องฉัน จำไว้ คุณชายเจ็ด"
สิ้นประโยคที่ทิ้งท้ายไว้อย่างโอหัง ร่างบางก็ทิ้งน้ำหนักลง คอพับอ่อนพับร่วงลงซบกับฝ่ามือหนาของเขาที่ยื่นมารับไว้ได้ทันท่วงที หมดสติไปในทันที
ทิ้งให้เฟิ่งอู่เหินนั่งนิ่งค้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของหญิงสาวในอ้อมแขน และคำทำนายที่ดังก้องอยู่ในหัวราวกับเสียงระฆังมรณะ 'อีกสามวัน... นายจะเืตกยางออก' ประการสำคัญเธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือ คุณชายเจ็ดในเมื่อพวกเราไม่เคยกันหรือได้รับการแนะนำให้รู้จักกันเลย….
เขาก้มมองมือตัวเองที่ประคองใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือที่ไร้สติของเธออยู่ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอผสมกับกลิ่นคาวเืสร้างความรู้สึกประหลาดในอก
"สามวันงั้นเหรอ?"
ัหนุ่มพึมพำกับตัวเองในความมืด แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย ผสมปนเปไปกับความสนใจที่ปิดไม่มิด มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจ
"ถ้าฉันไม่เืตกยางออกเธอเตรียมตัวรับบทลงโทษจากฉันได้เลย... ยัยแม่มดน้อย"
****มาลุ้นกันว่าจะเืออกมั้ย!! ****
