หลิ่วเทียนฉีเห็นหมัดของหวังเยว่ต่อยเข้ามา เขาไม่หลบหลีก สวนกลับไปหนึ่งหมัดอย่างรวดเร็วโดยใช้กำลังเพียงสามส่วน
“เปรี้ยง...”
เงาหมัดทั้งสองปะทะกัน พัดกระแสปราณสายหนึ่งจากตรงที่ทั้งสองยืนอยู่
ต่างคนต่างถอยหลังไปสามก้าวถึงกลับมายืนได้อย่างมั่นคง
“เหอะ เ้าแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้นิดหน่อย” หวังเยว่พูดพลางหรี่ตา ฮึกเหิมขึ้นเป็สิบสองส่วน
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าหลิ่วเทียนฉีเป็เพียงผู้ใช้ยันต์ขยะ ไม่มีความสามารถอันใดอีก ภายหลังปะทะหนึ่งหมัดเมื่อครู่ เขาพลันรู้สึกว่าเ้าหมอนี่คล้ายแกร่งกว่าที่ตนคิดอยู่บ้าง
“ฮ่าๆๆ...” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะแ่เบา ไร้การโต้ตอบ
หมัดเมื่อครู่เขาใช้กำลังเพียงสามส่วน แต่อีกฝ่ายใช้กำลังทั้งหมด ดังนั้น เขาคิดว่าอีกไม่นานหวังเยว่อาจตกตะลึงมากกว่าเดิม ไม่สิ บางทีควรเรียกว่าหวาดผวามากกว่าเดิมถึงจะถูก!
หลังจากนั้น หวังเยว่ไม่ได้ใช้วิชาพลังทิพย์ หลิ่วเทียนฉีก็เช่นกัน ทั้งสองคนแลกกำปั้น วาดฝีมือกันอยู่พักหนึ่ง
หลังจากแลกมือเท้ากันสักพัก หวังเยว่เอาความได้เปรียบอย่างใดจากตัวหลิ่วเทียนฉีไม่ได้เลย เช่นเดียวกับหลิ่วเทียนฉีที่ไม่ทำร้ายหวังเยว่ กลายเป็ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างสูสี
เห็นหลิ่วเทียนฉียืนอยู่ห่างไปห้าเมตร หวังเยว่มองบนจรดล่างประเมินอย่างสงสัย เขามักรู้สึกว่าผู้ใช้ยันต์คนนี้ มีวิชาการต่อสู้มือเปล่าที่ร้ายกาจ รวมถึงวิชาหมัดที่ดี ทำให้เขายากที่จะเชื่อนัก
หลิ่วเทียนฉียืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้ดวงตามองหวังเยว่อยู่ แต่หูกลับฟังความเคลื่อนไหวของทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังร่างตลอด
“เปรี้ยง...”
ยันต์วิเศษขั้นสามยี่สิบแผ่นประหนึ่งไม่คิดเงินขว้างออกมาจากด้านหลังพร้อมกัน พุ่งเข้าใส่หลิ่วเทียนฉี เงาร่างไหววูบหนึ่ง เขาหายไปจากที่เดิมโดยพลัน
“คนเล่า? แล้วคนเล่า?” จวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงวิ่งออกมาอย่างตื่นตะลึง เริ่มร้อนใจ ค้นหาร่องรอยของหลิ่วเทียนฉี
“หลิ่วเทียนฉี ไสหัวออกมาเสีย!” หวังเยว่โวยวายเสียงดัง ค้นหาไปทั่วอย่างโกรธแค้น
หลิ่วเทียนฉีมองตัวตลกโลดเต้นสามคนที่ยืนอยู่ด้วยกันกำลังค้นหาตนเองอยู่ก็ยกมุมปากเ็า เขาร่อนลงจากกลางอากาศมาบนพื้น ยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสามคน
“ศิษย์พี่จวง ศิษย์พี่เมิ่ง ข้ากับพวกท่านสองคนไร้เคืองไร้แค้น ไยท่านต้องลำบากลอบโจมตีข้าข้างหลังด้วยเล่า?” หลิ่วเทียนฉีมองพวกเขาด้วยสายตาเ็า ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความแค้นเคือง
หากเขาไม่สังเกตว่าสองคนนี้ซ่อนอยู่ในที่ลับมานาน คอยระวังอยู่เสมอ เช่นนั้นเกรงว่ายันต์วิเศษขั้นสามยี่สิบแผ่นเมื่อครู่ เขาคงหลบพ้นไม่ง่ายแน่ แม้ตอนนี้เป็ระดับดวงปราณ ยันต์วิเศษขั้นสามสร้างอันตรายให้เขาได้อย่างจำกัด แต่ถูกลอบเล่นงานอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ เป็ใครก็ต้องหงุดหงิดกระมัง?
“ไร้เคืองไร้แค้น เ้ายังมีหน้าพูด หากไม่ใช่เ้า ผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นย่อมเป็ข้า จวงไห่ผู้นี้ หากข้าเข้าร่วมการแข่ง ชนะการแข่งขันได้ ไยต้องลำบากใช้ศิลาทิพย์กองโตซื้อสิทธิ์นี้มาเล่า?” จวงไห่ถลึงตามองหลิ่วเทียนฉีอย่างโกรธแค้น คิดว่าที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นล้วนเป็เพราะอีกฝ่าย หากไม่ใช่เพราะหลิ่วเทียนฉี เขาก็ไม่ต้องใช้สมบัติตระกูลจนหมดสิ้น เสียศิลาทิพย์กองโตซื้อสิทธิ์เข้าแดนลับเช่นนี้
“เฮอะ หากไม่ใช่เพราะเ้า ข้าจะเสียโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นได้อย่างไร? พูดไป ยันต์วิเศษที่สร้างเอง ข้าว่าเป็อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงแอบลำเอียงส่งยันต์อัคคีทองให้เ้าชัดๆ ถึงทำให้เ้าคว้าที่หนึ่ง ปราบทุกคนได้อย่างราบคาบ!” พูดถึงตรงนี้ ในดวงตาของเมิ่งเฉิงเลี่ยงเต็มไปด้วยความชิงชัง
สามสิบปีเชียวนะ เขาอยู่ที่วิทยาลัยเซิ่งตูมาสามสิบปีเต็ม พากเพียรร่ำเรียนยันต์ปานนั้น แต่กลับไม่เคยอยู่ในสายตาของอาจารย์ใหญ่ เพื่อการแข่งขันคัดเลือก เพื่อการแข่งขันจตุรแคว้น เขาขยันหมั่นเพียร ร่ำเรียนยันต์มาตลอด แต่ท้ายที่สุดกลับ?
อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงเลือกศิษย์ที่ไม่ใช่เขา อันดับหนึ่งของการแข่งขันคัดเลือกก็ไม่ใช่เขา คนที่เฉิดฉายโดดเด่นในการแข่งขันจตุรแคว้นก็ไม่ใช่ ทำไม ทำไมเขาที่เป็ศิษย์เก่าสามสิบปีของวิทยาลัยเซิ่งตู แต่ละอย่างถึงสู้หลิ่วเทียนฉี ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งมาไม่กี่ปีคนนี้ไม่ได้? เขาไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด!!!
“ในเมื่อพูดเช่นนี้ แสดงว่าวันนี้ ศิษย์พี่ทั้งสอง้าให้ข้าถึงที่ตายสินะ?” หลิ่วเทียนฉีหรี่ตามอง ดวงตาแผ่จิตสังหาร เอ่ยถามเสียงเ็า มุมปากประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ
พูดตามตรง คนที่เขาอยากสังหารจริงมีเพียงหวังเยว่ หากทั้งสองคนไม่วิ่งกลับมาลอบโจมตี เขาอาจลืมความไม่พอใจในการแข่งขันคัดเลือกไปแล้ว!
“เฮอะ หรือเ้าไม่คิดว่าเ้าสมควรตายอย่างนั้นหรือ?” ในสายตาของเมิ่งเฉิงเลี่ยง หลิ่วเทียนฉีไม่สมควรอยู่ หากเขาไม่ขวางอยู่ข้างหน้า เช่นนั้นก็เป็ไปได้อย่างยิ่งว่าอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงจะรับตนเป็ศิษย์ ผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นต้องเป็ตนอย่างแน่นอน
“หลิ่วเทียนฉี ภรรยาบุรุษสองเพศที่สู้เก่งมากของเ้าน่ะ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ดูแลเ้าแล้ว ดูสถานการณ์ให้ดีสิ ให้ดีที่สุดเ้าจบชีวิตตนเองเสีย ไม่เช่นนั้น หากพวกเราสามคนร่วมมือกันย่อมทำให้เ้าตายแบบไร้ที่ฝังร่างแน่!” จวงไห่ยกมุมปากได้ใจ เอ่ยอย่างดูแคลน
หลิ่วเทียนฉีเป็แค่ผู้ฝึกยันต์ หากเฉียวรุ่ยไม่ปกป้องเขาอยู่ตลอดทาง เกรงว่าเ้าหมอนี่คงตายในปากสัตว์อสูรไปนานแล้วกระมัง!
“ฮ่าๆๆ หลิ่วเทียนฉี เ้านี่ช่างไร้มนุษย์สัมพันธ์จริงๆ นะ?” สถานการณ์เปลี่ยนเป็สามรุมหนึ่ง หวังเยว่ที่ก่อนหน้านี้ลำบากเล็กน้อย เวลานี้เปลี่ยนเป็สีหน้าอยากได้ก็ต้องได้
“ฮ่าๆๆ ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าสามคนก็ไปด้วยกันเสียเถอะ”
ทั้งสามคนเห็นแสงสีทองบนร่างเขาพลันตะลึง ทว่า หลิ่วเทียนฉีไม่ให้เวลาพวกเขาขบคิดอย่างใด นิ้วดีดทีหนึ่ง ไข่มุกวารีสามเม็ดถูกดีดออกมาอย่างรวดเร็ว
การโจมตีของหลิ่วเทียนฉีกำลังมาถึง ทั้งสามคนรีบร้อนหาทางหยุด จวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงเอายันต์โล่ทองออกมาขวาง ส่วนหวังเยว่ยกมือต่อยตาข่ายอัคคีสีแดงผืนหนึ่งออกมา
“เปรี้ยง...”
ด้วยการโจมตีของไข่มุกวารีน้อยที่ทนทานและแข็งแกร่ง การขวางกั้นใดล้วนไร้ประโยชน์ พวกมันทะลุผ่านยันต์โล่ทอง ไข่มุกวารีน้อยเม็ดหนึ่งทะลวงเข้าไปในอกของจวงไห่ ยิงทะลุหัวใจของอีกฝ่ายในบัดดล
“อ๊าก อ๊าก...” ร่างไหววูบนิดๆ จากนั้น ศพของจวงไห่ล้มลงกับพื้น
ไข่มุกวารีเม็ดที่สองทะลุผ่านหว่างคิ้วของเมิ่งเฉิงเลี่ยงในฉับพลัน เขาเบิกตาอย่างหวาดผวา กระทั่งร้องใสักประโยคยังไม่ทัน ศพกลับหงายอยู่กับพื้น
“เ้า เ้าเป็ระ ระดับดวงปราณ...” หวังเยว่พูดประโยคสุดท้ายออกมาด้วยร่างกายที่โงนเงน ศพตายแบบล้มหงายลงกับพื้น
“ถูกต้อง ข้าเป็ระดับดวงปราณ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมด แค่เล่นเป็เพื่อนเ้า ดูว่าจวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงที่อยู่ในที่ลับอยากจะเล่นลูกไม้อะไรก็เท่านั้น” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเก็บแหวนมิติของทั้งสามคนขึ้นมา เอายันต์อัคคีเผาศพให้สะอาดเกลี้ยง!
.........
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
เฉียวรุ่ย เซี่ยเหลียงและหานรุ่ยซีสู้กันจนหนำใจรอบหนึ่งจึงออกมาจากเขตแดน
“ฮ่าๆๆ คิดไม่ถึง ยี่สิบกว่าปีที่ไม่ได้พบหน้า วิชาหมัดของศิษย์น้องเฉียวล้ำลึกขึ้นทุกที”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ไม่เสียทีที่ศิษย์น้องเฉียวเป็ผู้ฝึกยุทธ์ดาวรุ่งของวิทยาลัยเซิ่งตูของพวกเรา!”
ได้ยินคำชมของทั้งสองคน เฉียวรุ่ยก็ส่งยิ้มเขินอาย “ศิษย์พี่ทั้งสองชมเกินไปแล้ว ความสามารถของข้า เทียบกับศิษย์พี่ทั้งสองยังห่างไกลอยู่นัก!”
แม้เฉียวรุ่ยเป็ระดับดวงปราณ มีพลังสูงกว่าทั้งสองคน แต่หากพูดถึงวิชาหมัดเพียงอย่างเดียว อย่างไรเฉียวรุ่ยก็ยังอายุน้อย เห็นชัดว่าสู้ประสบการณ์ของผู้คร่ำหวอดอย่างศิษย์พี่ทั้งสองคนไม่ได้ ชั้นเชิงมากมายของวิชาหมัดก็เช่นกัน
“ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องเฉียวถ่อมตัวเกินไปแล้ว!” หานรุ่ยซีโบกมือ บอกอย่างเกรงใจ
“ศิษย์พี่เซี่ย ศิษย์พี่หาน!” หลิ่วเทียนฉีเห็นทั้งสามคนถึงก้าวเข้าไปอยู่ข้างกายคนรัก
“เอ๋? ทำไมเ้าอยู่คนเดียวเล่า? อีกสามคนล่ะ?” เห็นหลิ่วเทียนฉี เซี่ยเหลียงเอ่ยถามอย่างฉงน
“อา ศิษย์พี่ทั้งสามไปหาโชควาสนาด้วยกันแล้วน่ะ!”
ได้คำตอบนี้ เซี่ยเหลียงกับหานรุ่ยซีสบตากันทีหนึ่ง หากบอกว่าสามคนนั้นไม่รอพวกเขาแล้วเดินทางไปก่อนเอง พวกเขาสองคนไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่บางเื่ที่หลิ่วเทียนฉีไม่พูด พวกเขาย่อมเข้าใจ
ตอนการแข่งขันคัดเลือก หวังเยว่ลอบโจมตีเฉียวรุ่ย จวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงก็ผูกแค้นกับหลิ่วเทียนฉี พวกเขาสามคนไม่ชอบสองคนนี้ อาจสู้กับหลิ่วเทียนฉีรอบหนึ่ง เอาเปรียบไม่ได้ถึงได้จึงจากไป
“ได้ ในเมื่อเป็เช่นนี้ อย่างนั้นพวกเราสี่คนเดินทางร่วมกัน ไม่ต้องสนพวกเขา!” ในเมื่อไปแล้ว หานรุ่ยซีไม่คิดว่าจำเป็ต้องหาต่อ
“ใช่ พวกเราเดินทางด้วยกัน ระหว่างทางยังแลกเปลี่ยนวิชากับศิษย์น้องหลิ่วได้อีกนะ!” เซี่ยเหลียงมองหลิ่วเทียนฉีประหนึ่งมองหญิงงามล้ำเลิศ ั์ตาเป็ประกายยิ่ง
หลิ่วเทียนฉีมองผู้ฝึกยุทธ์ที่ร่ำๆ อยากลองแล้วพยักหน้าอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นย่อมดี!”
ผู้ฝึกยุทธ์รักการต่อสู้ ผู้ฝึกกระบี่ชื่นชอบกระบี่ ดูท่าว่าเดินทางกับสองคนนี้ คงเลี่ยงการแลกเปลี่ยนวิชาไปตลอดทางได้ยาก แต่มีพวกเขาเป็คู่ซ้อมแบบไม่เสียเงิน คอยฝึกซ้อมวิชาหมัดกับเขาและเสี่ยวรุ่ยก็ไม่เลวนะ!
.........
เป็ดังที่หลิ่วเทียนฉีคิด ผู้ฝึกยุทธ์สามคนเดินทางร่วมกัน สามวันประลองรอบเล็ก ห้าวันประลองรอบใหญ่ หาสมบัติวิเศษหรือสมุนไพรทิพย์ไม่พบ ไม่มีอันใดทำก็สู้กันรอบหนึ่งเพื่อฝึกหมัด หาสัตว์อสูรเตรียมสังหารไม่ได้ก็สู้กันอีกรอบเพื่อฝึกกำปั้น
ที่พูดกันว่าผู้ฝึกยุทธ์รักการต่อสู้ ผู้ฝึกกระบี่ชื่นชอบกระบี่ ดูท่าคงเป็เช่นนี้จริง ั้แ่เดินทางร่วมกับเซี่ยเหลียงและหานรุ่ยซี หลิ่วเทียนฉีรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสายตาของเสี่ยวรุ่ยไม่อยู่บนร่างตน
เห็นสายตาน้อยๆ ของคนรักจับจ้องร่างบุรุษอื่น หลิ่วเทียนฉีหงุดหงิดยิ่งนัก ตัดใจตีหรือว่าไม่ลง แสดงอารมณ์โมโหทีหนึ่งอย่างมากก็อยู่ได้แค่สามวัน วันที่สี่ เสี่ยวรุ่ยก็ยังคงวิ่งดุกดิกไปหาผู้อื่นขอประลองหมัด ทำให้หลิ่วเทียนฉีอับจนวาจากับคู่ชีวิตที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ของตนเสียจริง
เฮ้อ...
อันที่จริง เขาไม่ใช่คนใจแคบปานนั้นหรอก แต่ทุกครั้งที่เห็นเสี่ยวรุ่ยจมูกเขียวหน้าบวม เจ็บไปทั่วร่างกลับมาก็ปวดใจอย่างร้ายกาจ! ช่างเถอะ ถือเสียว่าฝึกซ้อมไม่เสียเงินก็แล้วกัน! ในหัวใจเขาได้แต่ปลอบตนเองอย่างจนปัญญา
ท้ายที่สุด เพื่อแบ่งความสนใจของคนรัก หลิ่วเทียนฉีเลือกท้าสู้ก่อนเฉียวรุ่ยเสียเลย ผลสุดท้าย คนที่ถูกต่อยจนจมูกเขียวหน้าบวมเจ็บไปทั่วร่างจึงเปลี่ยนเป็เขาแทน
ฮือๆ...
