หอคัมภีร์ยุทธ์เป็สถานที่สำคัญของสำนักซิงเฉิน ด้านในเต็มไปด้วยคัมภีร์ตำราโบราณจำนวนมากซึ่งถูกเก็บสะสมมาั้แ่สมัยโบราณ ทั้งยังมีวิชามหาอำนาจหายากอยู่ด้วย
ภายในนั้นคือโถงวิหารที่อัดแน่นไปด้วยแสงดวงดาว ทุกๆ ส่วนของกำแพงแฝงไปด้วยกลิ่นไอิญญาเก่าแก่ ว่ากันว่าที่นี่เป็พื้นที่ล้ำค่าที่สามารถเหนี่ยวนำพลังดวงดาวเพื่อเอาไว้ใช้ป้องกันไม่ให้จอมยุทธ์บุกเข้ามาแย่งชิงตำราหรือคัมภีร์โบราณไป
เต้าหลิงก้าวฝีเท้าเข้าไป แรงกดดันที่อยู่ภายในใจผ่อนคลายลงไปไม่น้อย
ข้างในนี้มีชั้นหยกอยู่หลายชั้นซึ่งมีทั้งตำราโบราณ ม้วนคัมภีร์หยก หนังสัตว์อสูร ภายในนั้นมีวิชาล้ำค่าบันทึกเอาไว้
เมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า เต้าหลิงถึงกับอ้าปากค้าง ข้างในนี้กว้างมากเกินไป นี่แค่ชั้นที่หนึ่งเท่านั้น เดาว่าน่าจะมีม้วนคัมภีร์อยู่หลายพันม้วน
ภายในหอคัมภีร์ยุทธ์มีทั้งหมดห้าชั้น ยิ่งสูงมากเท่าไรสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็จะยิ่งล้ำค่ามากเท่านั้น นี่คือมรดกของโถงวิหารซิงเฉินที่ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด เหล่าผู้สืบทอดของตระกูลใหญ่ๆ ยังตาร้อน
“หืม” ที่ปากทางเข้ามีจอมยุทธ์ชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูแล้วแก่ชรามาก เส้นผมมีอยู่เบาบาง เมื่อเห็นเต้าหลิงเดินเข้ามา แววตาของเขาก็ฉายสีประหลาดใจขึ้น เขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งมาก
เขาเห็นชายชรามองมา เต้าหลิงก็พลันรู้สึกขนลุกขนพองเหมือนกับว่าตนถูกมองทะลุทะลวงจนหมดทุกซอกทุกมุม
“แข็งแกร่งมาก เดาว่าน่าจะเป็ผู้ดูแลของหอคัมภีร์ยุทธ์” เต้าหลิงอึ้งไป คนที่สามารถมองเขาออกได้ในแวบเดียว คงมีเพียงจอมยุทธ์ฟ้าดินเท่านั้นถึงจะทำได้
“เ้าหนูเ้ามาทำอะไรที่นี่?” เมื่อเห็นท่าทีระแวดระวังของเด็กหนุ่ม ซุนหยวนหัวก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เ้าเด็กคนนี้น่าสนใจจริงๆ เขาเคยพบอัจฉริยะของสำนักมาหมดแล้ว ทว่าคนนี้เป็ครั้งแรกที่เขาเห็น
ได้ยินดังนั้น เต้าหลิงก็กล่าวออกมา “ข้ามาเลือกวิชามหาอำนาจ” กล่าวจบเขาก็ยื่นเหรียญตราออกไป
ซุนหยวนหัวเหลือบมองเหรียญตราแวบหนึ่งพลางยิ้มแล้วกล่าวออกมา “ไปสิ เ้าจะอยู่ที่นี่ได้หนึ่งวัน หากเ้าขึ้นไปชั้นที่สองจะอยู่ได้สองวัน ชั้นที่สามอยู่ได้สามวัน”
ปกติแล้ว หอคัมภีร์ยุทธ์จะเปิดให้ใช้แค่สามชั้น ชั้นที่สี่และห้าไม่สามารถขึ้นไปได้ หาก้าเข้าไปจะต้องมีตำแหน่งที่สูงมากในสำนักซิงเฉิน
“ทราบแล้ว” เต้าหลิงพยักหน้า สายตาของเขากวาดไปรอบๆ ในหอคัมภีร์ยุทธ์ชั้นที่หนึ่งมีคนอยู่บางส่วน พวกเขากำลังดูคัมภีร์โบราณที่อยู่ในหนังสัตว์อสูร ข้างในมีประสบการณ์การฝึกฝนต่างๆ มากมายซึ่งคุ้มค่าที่จะศึกษา
เต้าหลิงไม่ปล่อยให้เสียเวลาไปโดยเปล่า เขาดูั้แ่ชั้นที่หนึ่งซึ่งเขาเลือกดูที่ตัวเองจะต้องใช้เท่านั้น เพราะข้างในนี้มีคัมภีร์โบราณจำนวนมาก ใช้เวลาหนึ่งเดือนก็ดูไม่หมด
มองดูได้สักพัก หัวใจของเต้าหลิงก็กระตุกขึ้น เขานั่งขัดสมาธิลงพลางปลดปล่อยพลังจิต์ออกมาเพื่อเริ่มกวาดดูบริเวณโดยรอบ
“ปลุกจิต์แล้วอย่างนั้นหรือไม่? เลวไม่เลวนานแล้วที่ไม่ได้เห็นศิษย์ที่เก่งกาจขนาดนี้” ซุนหยวนหัวอึ้งไปพลางยิ้มออกมาในใจ การปลุกจิต์นั้นปลุกได้ยากมาก ปกติแล้วมีเพียงยอดยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถปลุกจิต์ได้ ซึ่งเต้าหลิงในตอนนี้ยังไม่นับว่าเป็ยอดยุทธ์
คัมภีร์โบราณของชั้นที่หนึ่งมีอยู่เยอะมาก ทั้งยังจัดเรียงไม่เป็ระเบียบ เขามองเห็นประสบการณ์ฝึกฝนต่างๆ มากมาย มีทั้งที่นักปรุงโอสถทิ้งเอาไว้ มีทั้งวิธีการหล่อเลี้ยงอาวุธ แล้วก็ยังมีแผนภาพของล้ำค่า
เต้าหลิงได้มองเห็นโลกกว้างขึ้น โดยเฉพาะยิ่งหลังจากที่เขาได้ศึกษาการหล่อเลี้ยงอาวุธ บนตัวของเขามีแร่หินอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งถึงเวลาที่เขาจะได้ใช้มันหล่อหลอมอาวุธออกมาเป็ของตัวเอง
ยิ่งมอง หัวใจของเต้าหลิงก็ยิ่งสั่นไหว แร่หินที่ชายขาเป๋ให้เขามามีหลายอย่างที่เป็แร่หิน์ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป เหล่าจอมยุทธ์ชราจะต้องอิจฉาจนตาแดงก่ำ
เขาอึ้งไป หลังจากที่ลองกวาดสายตาดูของล้ำค่าเ่าั้ ทว่าเขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจเท่าไรนัก เพราะของเหล่านี้ส่วนมากก็เป็ของธรรมดาทั่วไป เดาว่าของล้ำค่าที่น่ากลัวน่าจะไม่ได้อยู่ที่นี่
หลังจากนั้น เขาก็ไม่ใส่ใจของเ่าั้อีกพลางศึกษาดูคัมภีร์โบราณ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้จะต่ำมาก แต่การฝึกฝนไม่ใช่แบบนั้น พวกมันเริ่มจากเรียบง่ายมาซับซ้อนและกลับมาที่ซับซ้อนไปเรียบง่ายวนเวียนไปมา
เมื่อเห็นคำเตือนของการฝึกฝนก็ทำให้เต้าหลิงถึงกับหัวเราะออกมา มีขั้นสถิติญญาบางคนที่ใช้ของล้ำค่ามากเกินไป จนเป็สาเหตุทำให้ร่างกายะเิออก
ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นครั้งแรก ดังนั้น คนสมัยก่อนจึงได้เขียนเตือนคนรุ่นหลังเอาไว้ว่าจะต้องกลั่นหลอมขั้นหล่อกายาให้มั่นคงเสียก่อน เส้นทางที่เดินในภายภาคหน้าจะได้มั่นคง
ขั้นสถิติญญาเหมือนกับการเปิดโลกเล็กใบหนึ่ง ร่างกายของมนุษย์ก็เหมือนกับรากฐานของโลก ยิ่งโลกขยายใหญ่เท่าไร ทว่าหากรากฐานไม่มั่นคงก็จะทำให้โลกไม่เสถียร จนสุดท้ายก็ะเิออกเพราะทนรับแรงไม่ไหว
“อื้ม เ้าหนูนี่ไม่เลวเลยจริงๆ” ซุนหยวนหัวมองสำรวจเต้าหลิงพลางพยักหน้าเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะไม่หวาดกลัวต่อการกลั่นหลอมประสบการณ์ในการฝึกฝนครั้งแรกที่หอคัมภีร์ยุทธ์ ทว่าการซึมซับหล่อหลอมประสบการณ์ได้จะต้องเดินไปให้ถูกทาง เพราะภายในนั้นมีหนทางคดเคี้ยวอยู่เต็มไปหมด
เขาที่เพิ่งจะเข้าสู่วิถีแห่งยุทธ์ ต้องศึกษาวิถีโบราณอย่างลึกซึ้ง เป็เช่นนั้นจนหนึ่งวันผ่านไปซุนหยวนหัวก็ไม่ได้ปลุกให้เขาตื่นเพราะเขารู้สึกว่าเต้าหลิงได้เข้าสู่เส้นทางิญญาเต๋าแล้ว นั่นถือว่าเป็โชคชะตาที่ดี
ภายในร่างของเต้าหลิงเต็มไปด้วยแสง์สลัวๆ พลังงานมหาศาลพรั่งพรูออกมาจากกล้ามเนื้อทุกมัด แรงพลังศักยภาพที่แข็งแกร่งะเิออกมาน่ากลัวมาก
ชั่วพริบตาเดียว พลังทั่วร่างของเขาก็รวมกันเป็หนึ่ง ลักษณะคล้ายกับขุนเขา พลังที่ทรงอานุภาพถูกปลดปล่อยออกมา
หลายวันมานี้ เต้าหลิงได้ทำการศึกษาขั้นพลังสถิติญญาอย่างถ่องแท้ จนเวลาล่วงเลยผ่านมาสามวันเขาจึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
“ข้าคิดว่าข้าควรจะหาวิชามายาสังหารที่เหมาะสมกับข้าสักวิชาหนึ่ง เช่นนั้นข้าจะได้พัฒนาพลังศักยภาพของข้าได้” เต้าหลิงลืมตาทั้งสองขึ้นเขากล่าวพึมพำมาในใจ เขารู้สึกว่าหากทำเช่นนั้นจะสามารถดึงพลังสูงสุดของเขาออกมาได้ อีกทั้งยังช่วยขัดเกลาขั้นพลังสถิติญญาได้อีกด้วย
เต้าหลิงััได้ว่าในขั้นพลังนี้สามารถสร้างพลังต้นกำเนิดภายในร่างของเขาขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง เช่นนั้น หากสามารถควบคุมพลังงานนี้ได้อย่างใจหวัง นั่นถึงจะถือได้ว่าขั้นพลังย่อยถูกเติมจนเต็มแล้ว
เขากวาดสายตาไปรอบๆ พลันสังเกตเห็นซุนหยวนหัว เขาจึงเดินเข้าไปขอคำชี้แนะเพราะหากให้ตนหาโดยลำพังเกรงว่าจะช้าจนเกินไป
ซุนหยวนหัวสนใจในตัวของเต้าหลิงมาก หลังจากที่ฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความตั้งอกตั้งใจของเต้าหลิง ใบหน้าชราก็คลี่ยิ้มชื่นชมออกมาแล้วกล่าวว่า “ไม่เลวเลย ดูท่าเ้าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ไม่น้อยเลยสินะ แต่เดิมทีพวกเราเหล่าจอมยุทธ์มีชีวิตที่ยืนยาวอยู่แล้ว ทว่าการฝึกฝนไม่ใช่เื่ง่าย ตอนนี้ที่เ้ากำลังฝึกฝนอยู่เป็แค่ก้าวแรก การที่เ้าเลือกตัดวิชาต่างๆ ออกไปแล้วมาเลือกฝึกฝนวิชาที่ยากต่อการฝึกฝน ไม่ใช่เื่ง่ายเลย”
ยากมากที่ซุนหยวนหัวจะเอ่ยปากชมสักครั้งหนึ่ง เขาอยู่ที่หอคัมภีร์ยุทธ์มาเป็เวลานาน เห็นคนหลายคนที่เลือกวิชาไปอย่างสิ้นเปลือง บางทีก็มีคนที่เลือกวิชามหาอำนาจที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
“หวังว่าท่านผู้าุโจะช่วยชี้แนะ” เต้าหลิงกล่าวด้วยความมุ่งมั่น เขาอยากจะหาวิชามหาอำนาจที่เหมาะกับตัวเอง
เขาครุ่นคิดพลางกล่าวออกมา “วิชามหาอำนาจที่เ้าว่านั้นเป็วิชาที่หาได้ยากมาก ข้าจำได้ว่าทางฝั่งตะวันออกของชั้นที่สามพอมีอยู่ เ้าลองไปดูเสียสิ”
เต้าหลิงกล่าวขอบคุณพลางมุ่งหน้าเดินไปที่ชั้นสาม ภายในใจก็หวังว่าจะพบเจอวิชาที่แข็งแกร่ง
ในตอนที่ฝีเท้าของเขาขึ้นมาตรงปากทางเข้าของชั้นที่สอง เขาััได้ถึงแรงกดดัน ทว่านั่นไม่ระแคะระคายผิวของเขาเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าของเขามุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นที่สาม
ที่ชั้นสองมีคนที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญาแล้ว เมื่อเห็นเด็กหนุ่มอายุน้อยเดินขึ้นมา ทำให้ดึงดูดสายตาของพวกเขามาก ทว่าเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเดินขึ้นไปบนชั้นสาม พวกเขาก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะพลางกล่าวขึ้น “เ้าเด็กใหม่นั่นหาญกล้าไม่เบาเลย นี่ชั้นสาม ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถขึ้นไปได้นะ”
“ใช่แล้ว แรงกดดันของชั้นที่สามสูงมาก ถึงแม้จะเป็สัตว์อสูรโบราณขั้นสถิติญญาก็ยังขึ้นไปไม่ได้เลย”
“หากอยากได้วิชามหาอำนาจก็ต้องมีพลัง รอก่อนเถอะ เ้านั่นได้ซวยแน่”
พวกเขาเ่าั้ต่างก็อยากขึ้นไปชั้นที่สาม เพราะวิชาชั้นที่สามมีวิชามหาอำนาจอยู่ ซึ่งชั้นที่สองจะเป็วิทยายุทธ์ระดับสูงเสียส่วนใหญ่
ทว่าด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ง่ายต่อการาเ็ เต้าหลิงเองก็ััได้ถึงแรงกดดันกดทับลงมาใส่ร่าง ซึ่งแรงกดดันคล้ายกับที่หอคอยผ่านจิตมาก
คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย พลังรุนแรงภายในร่างพรั่งพรูออกมา ร่างกายและพลังได้หลอมรวมกันเป็หนึ่ง พลังิญญาที่น่ากลัวบางอย่างได้โอบล้อมเอาไว้
มีคนอึ้งไป คนที่อยู่บริเวณรอบๆ ชั้นสามก็พลันสะดุ้งเฮือก พวกเขาััได้ว่าเหมือนกับมีกำแพงเทพปีศาจตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แรงกดดันทำให้ร่างของพวกเขาสั่นเทา
ผู้คนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน นี่มันเป็ความน่ากลัวระดับไหน เหตุใดพวกเขาถึงได้รู้สึกเหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรโบราณ สายตาของพวกเขาจดจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ก้าวฝีเท้าขึ้นไป ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสน คนที่หัวเราะเยาะเขาเมื่อครู่อดไม่ได้ที่จะแทรกแผ่นดินหนี
ชั้นสามนั้นแตกต่างจากชั้นสองมาก บรรยากาศภายในเต็มเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ คัมภีร์หยกคายพลังที่น่ากลัวออกมา คัมภีร์โบราณโอบล้อมไปด้วยพลังิญญาเต๋าเป็เส้นๆ พลังงานเหล่านี้ผสานเข้าด้วยกันทำให้บรรยากาศภายในห้องน่าขนลุกจนบอกไม่ถูก
“ชั้นที่สี่จะมีอะไรกันนะ?” เต้าหลิงอึ้งไป เขาลองกวาดสายตาดูคัมภีร์โบราณที่อยู่รอบๆ สิ่งที่บันทึกอยู่ด้านในลึกล้ำยิ่งจนยากที่จะเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถเข้าถึงได้ในตอนนี้ ยากที่จะจินตนาการว่าชั้นที่สี่มีวิชามหาอำนาจน่ากลัวขนาดไหนแอบซ่อนอยู่
“เ้า” คนที่อยู่บนชั้นสามมีอยู่น้อยมาก ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินขึ้นมา ั์ตาของเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้น เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเ้าเด็กใหม่จะสามารถขึ้นมาข้างบนนี้ได้
เต้าหลิงกวาดสายตาไปที่เขาแวบหนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินเข้ามาแล้วเอ่ยว่า “เ้าทำให้ข้าประหลาดใจเสียจริงๆ อีกครึ่งเดือนกว่าก็จะถึงวัน่ชิงเขาิญญา หากข้าไม่สามารถล้มเ้าได้ในสามกระบวนท่า ข้าจะขอยอมแพ้”
คำพูดของหลินมู่นั้นอวดดีมาก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มีความสามารถพอที่จะกล่าวเช่นนั้น ถึงแม้ว่าเต้าหลิงจะมาถึงที่ชั้นสามได้ ทว่าหลินมู่ก็ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เขาหวังจะสามารถกำราบเต้าหลิงได้ในกระบวนท่าเดียว
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรอดู” เต้าหลิงพยักหน้าพลางมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งตะวันออก
“ฮึ ถึงตอนนั้นเ้าได้เห็นดีแน่” เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีหวาดกลัว หลินมู่จึงไม่สบอารมณ์มาก อย่างไรเสียเขาก็อายุมากกว่า เ้าเด็กนี่ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่บ้างเลยหรืออย่างไร
คัมภีร์ที่อยู่ในฝั่งตะวันออกนั้นมีอยู่น้อยมาก มีคัมภีร์โบราณหลายเล่มที่ขาดรุ่ย เดาว่าวิชามหาอำนาจที่อยู่ข้างในนั้นน่าจะไม่เข้าตาผู้คนเสียเท่าไร
เต้าหลิงกวาดสายตาไปเรื่อยๆ พลางเปิดหาทีละเล่มๆ เพื่อหาวิชามหาอำนาจที่เหมาะกับตน เป็เช่นนั้นจนเวลาครึ่งวันผ่านไป ฝ่ามือเรียวยาวของเขาก็หยิบหนังสัตว์สีทองอันหนึ่งขึ้นมา
“สามทิศกายทองคำ” เต้าหลิงจ้องมองไปที่ตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้า ั์ตาของเขาก็พลันหนักขึ้นเล็กน้อย
