ฉีอันรู้สึกว่าตนเองไม่อาจทนมองได้อีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรดีเล่า
ความอบอุ่นอ่อนโยนของอวี้อ๋อง ทำให้พญายมหัวเราะออกมาได้จริงๆ
เขายืนเก้ๆ กังๆ ลังเลอยู่ว่าตนเองจะเข้าไปไม่เข้าไปดี
เฉียวเยว่เห็นฉีอันมาก็กวักมือเรียก "ฉีอัน เ้ามาช่วยเหมือนกันหรือ"
"ใช่สิ ไม่รู้ข้าจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง" ฉีอันรับสมอ้าง
พูดตามตรง โรงครัวเดิมทีก็ดีอยู่แล้ว ถูกเขาทำเสียจนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงรู้สึกว่าตนเองสะอาดยิ่งกว่า ยอมแพ้เลยจริงๆ
แต่อวี้อ๋องจะรังเกียจเขาหรือเปล่าน่ะสิ?
เป็ไปตามคาด เขาก็ฉลาดไม่เบา อวี้อ๋องพิศมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า หลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "ไม่ต้องดีกว่า พวกเ้าอย่าเข้ามาดีที่สุด"
เขายื่นนิ้วมาจิ้มใบหน้าของเฉียวเยว่ แล้วพูดอย่างจริงจัง "ออกไป"
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ก็ยังมีเสริมอีกประโยค "หน้าของเ้านุ่มดี"
เฉียวเยว่ "..."
หากเป็คนทั่วไป เฉียวเยว่คงจะใช้กำปั้นพิฆาตชกติดข้างฝาไปแล้ว ทว่าตอนนี้นางได้แต่แสดงความจนใจยากจะพรรณนาออกมาเป็คำพูด คนบางคนมักเป็เช่นนี้ เขาแสดงพฤติกรรมให้เห็นว่า้าเว้นระยะห่าง แต่กลับไม่ทำให้เ้ารู้สึกถึงความเหินห่างจริงๆ จนเ้ารู้สึกว่าตนเองต่างหากที่ตีโพยตีพายเกินกว่าเหตุ นึกๆ ดูแล้วก็สงสารตนเองยิ่งนัก
เฉียวเยว่ไม่อาจปล่อยให้หรงจ้านอยู่ที่นี่คนเดียวได้จริงๆ แต่ผู้อื่นยื่นคำขาดมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งหน ขืนนางดันทุรังต่อไปคงไม่ดีนัก
เฉียวเยว่นึกดูแล้ว ก็มาที่หน้าประตู แล้วยืนอยู่เคียงข้างฉีอัน
ฉีอันไม่เข้าใจความหมายของนาง แต่เห็นเฉียวเยว่ย่อตัวลงไปนั่งยองๆ เอามือเท้าคางมองอวี้อ๋องอยู่ในท่านี้
ฉีอัน "..."
ในเมื่อท่านลุงมอบหมายหน้าที่ให้เขา เขาจะไปเฉยๆ ก็คงไม่ดี คิดมาคิดไปก็หย่อนก้นลงไปนั่งยองๆ เหมือนกับเฉียวเยว่อีกคน สองพี่น้องจดจ้องอวี้อ๋องอยู่ในท่าเดียวกัน
หรงจ้านเคยพบเห็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ มาแล้วเกือบทุกอย่าง แต่แบบนี้ พูดตามตรงว่าทำให้คนรู้สึกว่ามีความหมายลึกซึ้ง เขาหันไปมองปราดหนึ่ง ก็เป็สองพี่น้องอยู่ในท่าเอามือเท้าคาง นั่งยองๆ อย่างเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น ดูคล้ายลูกสุนัขที่กำลังรอให้ป้อนอาหารอย่างไรอย่างนั้น
มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังคงทำงานของตนเองต่อไป
พ่อบ้านเข้ามาข้างกายเฉียวเยว่ ถามด้วยน้ำเสียงสั่นระริก "คุณหนูเยว่ ท่านว่า... นี่จะไม่ทำให้มื้อกลางวันของพวกเราล่าช้าไปหรือ?"
นึกพะว้าพะวัง ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เป็พันเป็หมื่นครั้ง แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เหนื่อยใจเหลือเกิน!
เฉียวเยว่ใจเย็นลงแล้ว อมยิ้มเอ่ยว่า "ท่านลุงพ่อบ้าน พวกท่านหยุดพักก่อนเถอะ ถือเสียว่าวันนี้ท่านตาให้ลาหยุดสักสองสามชั่วยาม ควรทำสิ่งใดก็ไปทำสิ่งนั้น พักผ่อนกันสักครู่ เดี๋ยวเขาทำเสร็จเรียบร้อยก็คืนโรงครัวให้พวกท่านเองแหละ"
เวลานี้นางได้แต่ช่วยไกล่เกลี่ย
พ่อบ้านมิได้กังวลเื่นี้ แต่นี่จะไม่ทำให้งานเลี้ยงวันเกิดของนายท่านผู้เฒ่าล่าช้าแน่หรือ โอ๊ย... หนักใจ!
เฉียวเยว่มองเห็นสีหน้าลำบากใจของเขา จึงเอ่ยอย่างจริงจัง "วางใจเถอะ ไม่มีปัญหาหรอก ท่านอ๋องบอกว่าหนึ่งชั่วยามทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็คือรับมือได้อย่างแน่นอน"
พอได้ยินเฉียวเยว่รับรองเช่นนี้ ในที่สุดพ่อบ้านก็ยอมตกลง แล้วจากไปเงียบๆ
ฉีอันไม่แม้แต่จะขยับ รู้สึกเพียงว่าพี่สาวของตนเองหลงเชื่ออวี้อ๋องไปได้อย่างไร
แต่ใบหูของหรงจ้านกลับกระดิก ชัดเจนว่าได้ยินคำกล่าวของเฉียวเยว่ มุมปากของเขาโค้งขึ้น พร้อมกับความเคลื่อนไหวที่เร็วยิ่งกว่าเดิม
จะว่าไปแล้ว แม้หัวใจของเฉียวเยว่จะเชื่อมั่นในตัวหรงจ้าน แต่หากใช้สติปัญญาไตร่ตรองจริงๆ ก็ยังมีความกังวลอยู่มาก หัวคิ้วของนางมุ่นขมวด พวงแก้มน้อยป่องออก มิกล้าผ่อนคลายแม้แต่ชั่วขณะจิต
ฉีอันไม่เชื่อหรงจ้านั้แ่ต้น ตอนนี้เขากำลังคิดว่า มารดาเถอะ หากสุดท้ายคนผู้นี้ทำเสร็จไม่ทัน ไม่รู้ว่าพวกตนจะถูกเขาฆ่าปิดปากเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตนเองหรือเปล่า
แน่นอนว่าไม่เพียงแต่พวกเขาที่คิดอย่างนี้ ผู้อื่นก็คิดเช่นกัน แม้ว่าจะไปได้ แต่พ่อครัวสองสามคนก็ยังไม่ยอมไปเสียทีเดียว ยังคงวนเวียนแอบชำเลืองมองอยู่แถวหน้าประตู
พอเห็นอวี้อ๋องหยิบมีดหั่นผักขึ้นมา หัวใจของพวกเขาก็เต้นดังโครมคราม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาล้วนอยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน
อวี้อ๋องหาใช่เพียงแสร้งทำลีลาท่าสวยไปอย่างนั้น แต่เขาสามารถทำได้จริง และไม่เพียงแต่ทำได้เท่านั้น เฉียวเยว่ยังพบสิ่งที่น่าใยิ่งกว่า ก็คือหรงจ้านสามารถใช้ทั้งมือซ้ายและมือขวาทำงานที่แตกต่างพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมิได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย เ้าเคยเห็นใครทั้งล้างผักและหั่นผักด้วยมือคนละข้างแต่ในเวลาเดียวกันหรือไม่เล่า? เฉียวเยว่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้ว่านางจะนั่งเฝ้าอยู่หน้าประตู แต่ก็ลองวาดภาพไปด้วย ขนาดจะใช้สองมือเขียนอักษรคนละตัวพร้อมกันยังทำไม่ได้เลย
ที่แท้... หรงจ้านก็มิใช่แค่ราคาคุย!
ผู้อื่นสามารถทำได้จริง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จู่ๆ หรงจ้านก็เดินมาข้างกายเฉียวเยว่ คีบของกินเล่นในจานชิ้นหนึ่งยื่นให้ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ชิมรสชาติดู"
เฉียวเยว่อ้าปากอย่างไม่ลังเล "อร่อย!"
นางพยักหน้าอย่างแรง หงึบๆๆ อร่อยจนแทบอยากจะกลืนลิ้นของตนเองเข้าไปด้วยเลย ที่แท้เขาไม่ได้เก่งเฉพาะการทำขนม ผัดกับข้าวก็เยี่ยมยอด ดวงตาของเฉียวเยว่เป็ประกายระยิบระยับดุจดารา มารดา... บุรุษผู้นี้ไม่ว่าอะไรก็ทำเป็ทุกอย่าง หน้าตาดี สถานะสูงส่ง เฉลียวฉลาดล้ำเลิศ ทำอาหารก็เก่งเป็ที่หนึ่ง
เฉียวเยว่ประคองใบหน้าของตนเอง หัวใจดวงน้อยๆ แทบจะกระดอนทะลุหน้าอกพุ่งออกไปสุดขอบฟ้า
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ
หรงจ้านนำปลาที่ทอดเสร็จลงไปตุ๋นในหม้อ หลังจากนั้นก็นวดแป้ง...
...
เมื่อซูซานหลางสองสามีภรรยามาถึง ก็พบว่าแขกที่มาเยือนกลับกันไปหมดแล้ว
"เ้าลิงสองตัวนั้นเล่า" ไท่ไท่สามเอ่ยปาก
ในสายตาของบิดามารดาไม่ว่าบุตรจะเติบโตแค่ไหนก็ยังคงเห็นว่าเป็เด็ก เพียงแต่เด็กสองคนของพวกเขาล้วนแต่เป็ลูกลิงซุกซน
ฉีจือโจวนิ่งไปสักพัก ก็เอ่ยว่า "ท่านอ๋องอวี้ทำกับข้าวอยู่ในครัว พวกเขาไปเฝ้าดูอยู่ที่นั่น"
ไท่ไท่สาม "..."
หลังจากสงบอารมณ์อยู่เป็นานสองนาน นางก็ถามลองเชิง "ท่านอ๋องอวี้?"
นางมิได้หูฝาดใช่หรือไม่?
นางจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ
ฉีจือโจวเห็นท่าทีของน้องสาวก็อมยิ้ม "ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดหรอก"
อันที่จริงก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ เพียงแต่เื่นี้... ยากจะทำให้คนไม่คิดว่ามีความหมายลึกซึ้งอันใดแฝงอยู่
"เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
"ไม่มีอะไรใหญ่โต เขาอยากอยู่ก็ให้เขาอยู่เถอะ เ้าอย่าวิตกเกินไปนัก ทุกสิ่งมีข้าอยู่ เ้าวางใจได้" ฉีจือโจวปลอบประโลม
ว่ากันตามตรง หลายปีมานี้มีหลายเื่ที่ฉีจือโจวกำลังจัดการ รวมถึงเื่ในเรือนสามของพวกเขา มิเช่นนั้นพวกเขาสองสามีภรรยาไหนเลยจะใจเย็นได้เช่นนี้ ซานหลางเป็บัณฑิต ไม่เข้าใจเื่ราวในวงการขุนนางมากนัก ทำสิ่งใดก็มักใช้อารมณ์เป็ตัวนำและใจอ่อนเฉกเช่นบัณฑิตทั่วไป ความสามารถในการจัดการกับเื่ใหญ่เด็ดขาดสู้พี่ชายคนโตของนางไม่ได้จริงๆ
นึกมาถึงตรงนี้ ไท่ไท่สามก็เอ่ยอย่างจริงจัง "พี่ใหญ่ หลายปีมานี้ขอบคุณมาก ลำบากท่านแล้ว"
ฉีจือโจวกลอกตาใส่น้องสาว ก่อนจะยิ้มมุมปาก "พวกเ้าเห็นข้าเป็คนนอกั้แ่เมื่อไร"
ซูซานหลางกลับพูดออกไปตรงๆ "อาอิ่ง เ้าดู ข้ามารบกวนพี่ใหญ่ได้ทั้งวัน แต่ข้ายังไม่รู้สึกเป็ภาระหนักใจเลย ใครใช้ให้เขาเป็พี่ใหญ่กันเล่า"
เขาเดินเข้าไปใกล้อาจารย์ฉีแล้วเอ่ยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็เห็นว่าตนเองเป็บุตรชายคนเล็กของใต้เท้าท่านพ่อตาเสมอ"
ท่าทางหน้าหนาเช่นนี้ทำให้อาจารย์ฉีหัวเราะขบขันเสียงดัง ไท่ไท่สามหน้าแดงกลอกตาใส่เขา "นิสัยของเฉียวเยว่แต่ละอย่างล้วนถอดแบบมาจากท่านทั้งสิ้น"
อย่าเห็นว่าซูซานหลางมักดูจริงจังต่อหน้าบุตรทั้งหลาย แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่สักนิด
"วันนี้เฉียวเยว่พูดว่าตนเองคล้ายคลึงกับลุงของนาง แต่ข้ากลับมองว่า ส่วนที่ไม่ดีของเฉียวเยว่ล้วนมาจากซานหลางกับจือโจวทั้งสิ้น แต่ส่วนที่ดี แน่นอนว่าต้องได้เชื้อมาจากข้า"
ซูซานหลางคล้อยตามทันควัน "ท่านพ่อตาพูดถูกต้อง และมีเหตุผลเป็ที่สุด มิเพียงเท่านี้ แม้แต่ความเฉลียวฉลาดของเฉียวเยว่ก็ยังเหมือนท่าน"
อิ้งเยว่ลอบลูบแขนของตนเองอยู่เงียบๆ รู้สึกขนอ่อนผุดเป็ตุ่มหนังไก่ไปทั้งแถบ ทนฟังไม่ได้จริงๆ
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านมากันแล้วหรือขอรับ" ฉีอันเดินมาถึงก่อน "อีกหนึ่งเค่อ อาหารก็พร้อมขึ้นโต๊ะแล้วขอรับ"
เขาเว้นไปชั่วขณะหนึ่ง ก็เอ่ยอย่างจริงจัง "อาหารยี่สิบกว่าอย่าง ท่านอ๋องอวี้ทำเองเพียงคนเดียวทั้งหมดเลยขอรับ"
พูดมาถึงตรงนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำแบบไหนมาบรรยายถึงจะเหมาะสม เพราะทั้งหมดที่เกิดขึ้นยากจะอธิบายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
ไท่ไท่สามรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก "เขาใช้เวลาทำตลอดทั้ง่เช้าเลยล่ะสิ ข้าว่า..."
"หนึ่งชั่วยามขอรับ"
"ท่านแม่ ท่านไม่รู้อะไร เขาร้ายกาจมากจริงๆ ข้าแทบไม่เห็นว่าเขาทำอย่างไรบ้าง ประเดี๋ยวเดียวก็ได้อาหารหนึ่งอย่าง อ้อ จริงสิ มีอีกอย่าง ตอนกลางวันไม่ต้องห่วงเื่ปากท้องเฉียวเยว่แล้วล่ะขอรับ"
"เพราะเหตุใด?" ไท่ไท่สามงุนงง
ฉีอันมุมปากกระตุกทีหนึ่ง "นางนั่งรออยู่หน้าประตูราวกับลูกสุนัข ผู้อื่นทำหนึ่งอย่าง นางก็ชิมหนึ่งคำ อ้าปากรอรับโดยตรง โอ้์ ข้าไม่อยากบอกเลยว่ารู้จักกับนาง น่าขายหน้าจริงๆ ข้าอายจะตายอยู่แล้ว"
เขาไม่บอกหรอกว่าตนเองอิจฉาเฉียวเยว่นิดหน่อยที่ได้กิน!
ทั้งครอบครัว "..."
ส่วนตอนนี้ เฉียวเยว่ก็กำลังหยิบขนมกินอยู่ นางถอนหายใจ "พี่จ้าน เหตุใดท่านถึงเก่งกล้าเช่นนี้ ท่านคือคนน่าทึ่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาเลย"
ถ้อยคำเยินยอเล็กน้อยไม่ต้องใช้ทักษะมากมาย เพียงแค่แสดงออกอย่างเต็มที่ โดยเ้าตัวสีหน้าไม่เปลี่ยน หรือหัวใจเต้นรัวสักนิด
แต่หากพินิจดีๆ ในดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับของนางกำลังบอกความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง
บ่าวไพร่ยกกับข้าวออกไปแล้ว แต่ที่น่าเศร้าก็คือ แต่ละคนต้องล้างมือกันหลายรอบ และต้องผ่านการตรวจสอบนับครั้งไม่ถ้วนของหรงจ้านก่อนถึงจะยกอาหารไปได้
เขากำลังทำของกินตบท้ายหลังมื้ออาหาร "ข้าเก่งแค่ไหน?"
เฉียวเยว่หัวเราะ "เก่งสุดยอดของสุดยอดไปเลย ทำไมหรือ ท่านยังอยากให้ข้าสรรเสริญเยินยอท่านทุกแง่ทุกมุมสามร้อยหกสิบองศาไปเลยใช่หรือไม่"
หรงจ้านพยักหน้า ยิ้มมุมปาก "มิได้หรือ?"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ได้น่ะได้อยู่ แต่ท่านต้องชมข้าเหมือนกัน ว่าข้างดงามและเก่งกล้าสามารถ"
หรงจ้านหลุดขำออกมา เขายื่นมือไปหยิกแก้มของนางทีหนึ่ง เฉียวเยว่ร้องโอ๊ย แล้วแค่นเสียงหึ "ท่านทำอะไรน่ะ มือท่านยังไม่ได้ล้างก็มาแตะหน้าข้า บอกท่านไว้เลย ข้าเป็สาวแล้ว อย่าเอะอะก็มาหยิกแก้มของข้า เช่นนี้ไม่ดีอย่างยิ่ง"
หรงจ้านคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สีหน้าเต็มไปด้วยการเยาะหยัน หากให้เฉียวเยว่แปลความหมาย นางคิดว่าเขาน่าจะกำลังบอกว่า โอ้ มารดา... ตัวสูงแค่เต้าหู้เรียงกันสามชิ้นอย่างเ้าช่างกล้าพูดว่าตนเองเป็สาวแล้ว อายบ้างหรือไม่!
ทันทีที่เห็นสีหน้าของเขาสมองของเฉียวเยว่ก็มีคำพูดเพิ่มขึ้นมาอีกประโยค นางเชิดหน้าเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าโตเป็สาวแล้ว"
ต้องย้ำอีกรอบ!
ทำท่าประหนึ่งว่าการเติบโตคือสิ่งที่แสนมหัศจรรย์
"อ๊าาาา ท่านทำอะไรน่ะ"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "ไม่มีหญิงสาวคนไหนร้องเอะอะโวยวาย ไม่มีหญิงสาวคนไหนถูกคนหิ้วขึ้นมาง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งไม่มีหญิงสาวคนไหนเห็นแก่กินจนราวกับผีจะกละ เหอะๆๆ"
รอยยิ้มนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยการยั่วยุ เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองอยากจะม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วซัดคนสักฉาด แต่นางยังถูกผู้อื่นหิ้วคอเสื้ออยู่
นางดิ้นขลุกขลัก หลังจากนั้นก็บ่นพึมพำ "ท่านปล่อยนะ ปล่อยข้านะ"
หรงจ้านยิ้มอย่างสงบแล้วปล่อยนางลง เห็นเฉียวเยว่ถลึงตาอย่างโมโหโทโสก็ถามเสียงเรียบ "เ้าเคยกินขนมอวี๋เฉียน [1] หรือไม่?"
เฉียวเยว่หยุดดิ้นทันควัน ยิ้มหวานอย่างประจบสอพลอ "พี่จ้าน ข้าชอบท่านที่สุดเลย"
...
[1] ขนมอวี๋เฉียน เป็ขนมกินเล่นขึ้นชื่อของปักกิ่ง มีส่วนผสมทำมาจากแป้ง น้ำตาล และผลเอล์ม (อวี๋เฉียน) มักปั้นออกมาเป็รูปวงกลมคล้ายเหรียญมีสีเขียว
