“ถ้าเธออยากปลูกผัก ลองปลูกผักบุ้งกับมันเทศดูสิ ผักสองอย่างนี้ปลูกง่าย แค่ตัดกิ่งปักลงในดิน แล้วรดน้ำเช้าเย็นวันละสองครั้ง เดี๋ยวมันก็งอกงามเอง พอมันออกรากแล้วรดน้ำวันละครั้งก็พอ”
“ถ้าเธอไม่มีเวลาว่าง ฉันรดน้ำแปลงผักของฉันทุกวัน แวะมารดน้ำให้เธอด้วยก็ได้นะ”
พอคังอิงได้ฟังดังนั้น เธอพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา “ดีเลยค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันจะไปพรวนดินก่อน...ไม่สิ ฉันต้องไปซื้อเมล็ดผักก่อน”
“ผักบุ้งกับมันเทศไม่ต้องเพาะเมล็ดหรอก ไม่ต้องซื้อมาด้วย ผักสองอย่างนี้ฉันปลูกเอาไว้ในแปลงผักแล้ว เป็การปักชำ แค่ตัดกิ่งมาปักลงในดินก็พอแล้ว ตอนเย็นเธอก็แค่พรวนดินในแปลงผักของเธอให้เรียบร้อย แล้วก็มาตัดกิ่งมันเทศกับผักบุ้งในแปลงผักของฉันไปปักชำก็แล้วกัน” อาซ้อรองจางกล่าว
“ได้ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว” คังอิงนึกขึ้นมาได้ว่าในโกดังเก่ามีจอบ เสียม และเครื่องมือทำสวนอื่นๆ ที่แท้น้ารองของสือเจียงหย่วนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก็ปลูกผักเหมือนกัน
น่าเสียดายจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมครอบครัวของพวกเขาถึงย้ายไปอยู่ในเมือง ในเมื่อที่นี่ดีขนาดนี้ อากาศก็บริสุทธิ์ สามารถปลูกผักได้ด้วย แถมยังเงียบสงบมาก
แต่ว่าความคิดของคนเรานั้นต่างกัน ทุกคนต่างกลัวการใช้ชีวิตในชนบทและเขตชานเมือง พวกเขาอยากจะวิ่งเข้าไปอยู่ในใจกลางเมืองกันทั้งนั้น
คังอิงถือถั่วแขกที่อาซ้อรองจางให้มาแล้วกลับบ้าน เธอใส่ถั่วแขกลงในตะกร้าผักในห้องครัว จากนั้นก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมง ก่อนจะเตรียมไปพรวนดินแปลงผัก
เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด คังอิงจึงใส่กางเกงขายาว มัดชายขากางเกงให้แ่า แล้วยังฉีดยากันยุงอีกด้วย
พอเตรียมพร้อมแล้ว คังอิงก็หยิบจอบที่เหมาะมืออันหนึ่งออกมาจากโกดัง สวมหมวกฟางบนศีรษะ แล้วมุ่งหน้าไปยังแปลงผักที่รกร้าง
แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ คังอิงถึงได้พบว่า งานพรวนดินนั้นช่างใหญ่หลวงจริงๆ หญ้าที่ขึ้นในแปลงผักนั้นสูงท่วมหัว แค่กำจัดวัชพืชเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่การพรวนดินหลังจากกำจัดวัชพืชเสร็จ
เธอจึงต้องล้มเลิกแผนเดิม แล้วแบ่งงานออกเป็หลายๆ วัน ตอนนี้เป็ฤดูร้อน กลางวันไม่ควรตากแดด เธอทำได้เพียงแค่เริ่มทำงานหลังหกโมงเย็นเท่านั้น คังอิงประเมินคร่าวๆ ว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาสามสี่วันถึงจะทำเสร็จ
หลังจากคิดแผนต่างๆ ออกมาแล้ว คังอิงก็เริ่มลงมือถางหญ้า แต่แค่เธอจ้วงจอบลงไปครั้งเดียวก็ได้ยินเสียงดัง ‘แกรก’ ใบจอบกับด้ามจอบหลุดออกจากกัน
คังอิงมองดูด้ามจอบที่ว่างเปล่าด้วยสีหน้าเลื่อนลอย นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
พี่รองจางสามีของอาซ้อรองจางกำลังรดน้ำแปลงผักอยู่ข้างๆ พอได้ยินเสียงดัง เขาก็เดินเข้ามาดู ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมาแล้วบอกว่า
“จอบอันนี้นานมากแล้วสินะที่ไม่ได้ใช้งาน? สลักระหว่างใบจอบกับด้ามจอบมันหลวม พอเธอออกแรงหน่อยมันก็เลยหลุดออกมา ฉันช่วยซ่อมให้ก็แล้วกัน”
เมื่อคังอิงได้ฟัง เธอก็พลันรู้สึกมึนงง จอบอันหนึ่งกลับมีอะไรให้ต้องใส่ใจมากขนาดนี้หรือ? เธอรีบบอกว่า “ขอบคุณมากเลยค่ะ พี่รองจาง”
“เื่เล็กน้อย ฉันต้องคอยซ่อมจอบอยู่เป็ประจำ เธอคงไม่เคยปลูกผักสินะ? ไม่เคยใช้จอบมาก่อนใช่ไหม? เธอเลยไม่รู้เื่พวกนี้ล่ะสิ?” พี่รองจางกล่าวอย่างใจกว้าง
“ใช่ค่ะ ฉันไม่เคยใช้จอบมาก่อน” คังอิงกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
เธอคิดว่าการพรวนดินเป็แค่งานใช้แรงงานเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าการใช้จอบจะกลายเป็งานที่ต้องใช้เทคนิคไปเสียแล้ว
พี่รองจางหยิบเศษไม้แผ่นหนึ่งขึ้นมาจากข้างๆ จากนั้นก็ใช้ใบจอบเหลาไม้แผ่นนั้นให้เป็รูปลิ่ม เขาเหลาไม้ออกมาสองชิ้น ชิ้นหนึ่งหนาหน่อย ส่วนอีกชิ้นบางหน่อย
หลังจากเหลาสลักเสร็จแล้ว พี่รองจางก็สอดด้ามจอบเข้าไปในรูกลมบนใบจอบ ตอนนี้คังอิงถึงเข้าใจ ระหว่างด้ามจอบกับใบจอบนั้นมีช่องว่างอยู่ ถ้าหากไม่มีสลักคอยอัดช่องว่างพวกนั้นเอาไว้ ก็จะใช้จอบไม่ได้
พี่รองจางหยิบสลักอันหนาขึ้นมาอย่างชำนาญ แล้วสอดเข้าไปในช่องว่าง ลองดูก่อนก็พบว่ามันยังคงหลวมอยู่ เขาก็เลยหยิบสลักอันบางมาสอดเข้าไปอีก จากนั้นเขาก็ลองเหวี่ยงจอบไปมาสองสามครั้ง หญ้าที่โดนจอบฟันเข้าไปต่างก็ล้มระเนระนาด
“เรียบร้อยแล้ว แต่เอามันไปแช่น้ำตรงนั้นสักพักจะดีกว่า ให้สลักดูดน้ำแล้วพองตัวขึ้น ทำให้ใบจอบกับด้ามจอบแน่นขึ้น จะได้ไม่หลุดออกจากกัน ต่อไปนี้เธอต้องคอยแช่จอบในน้ำเป็ประจำ ไม่งั้นพอสลักแห้งขึ้นมา มันก็จะหลุดออกจากกันได้ง่าย”
พี่รองจางแนะนำประสบการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
คนทั่วไปที่ใช้เครื่องมือทำสวนเป็ประจำต่างก็รู้เื่พวกนี้ดี แต่สำหรับคังอิงมันกลับเป็ประสบการณ์อันล้ำค่า
เธอรีบกล่าวขอบคุณพี่รองจาง
พี่รองจางโบกมือแล้วกล่าวว่า ไม่เป็ไร จากนั้นเขาก็กลับไปทำงานในแปลงผักของตัวเอง
พอซ่อมจอบจนใช้งานได้ดี คังอิงก็เริ่มลงมือถอนหญ้าปืนนกไส้ หญ้าปล้องละมาน และหญ้าหางหมาจิ้งจอกที่ขึ้นอย่างหนาแน่นในแปลงผัก เธอหยิบจอบขึ้นมา แล้วกำจัดวัชพืชเหล่านี้อย่างไม่ปรานี สมกับเป็คนหนุ่มสาว เรียนรู้งานทำสวนได้เร็วมาก ไม่นานนักคังอิงก็สามารถถางหญ้าได้อย่างคล่องแคล่ว
หลังจากถางหญ้ากองใหญ่เสร็จ คังอิงก็ใช้จอบลากหญ้าพวกนั้นมารวมกันไว้ที่มุมหนึ่งของพื้นที่โล่ง
พี่รองจางเห็นว่าคังอิงถางหญ้าได้เร็วมาก จึงบอกกับเธอว่า “อย่าทิ้งวัชพืชพวกนั้นนะ เอาไปหมักทำปุ๋ยได้”
จากนั้นเขาก็สอนให้คังอิงขนฟางแห้งกองหนึ่งมาวางทับไว้บนพื้นดิน จากนั้นก็เอาฟางแห้งมาคลุมวัชพืชที่เพิ่งถางออก แล้วก็เอาดินมาคลุมฟางอีกที วางทับกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็กองดินรูปทรงปิรามิด
จากนั้นเขาก็ใช้ไม้ขีดไฟจุดไฟรอบๆ กองดิน แล้วจุดไฟเผาฟางแห้งที่อยู่ด้านล่างสุด ฟางแห้งที่อยู่ด้านล่างลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่นาน เปลวไฟก็ค่อยๆ อ่อนลงเพราะถูกดินกับวัชพืชที่อยู่้าทับเอาไว้ มันจึงค่อยๆ ไหม้อยู่แบบนั้น
พี่รองจางบอกว่า พอฟางกองนี้ไหม้จนหมดแล้วกลายเป็ขี้เถ้าสีดำ ขี้เถ้าจากพืชเหล่านี้ก็จะกลายเป็ปุ๋ยชั้นดีสำหรับแปลงผักแห่งใหม่
ภายใต้การแนะนำของพี่รองจาง คังอิงไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด ถึงเธอจะเหงื่อท่วมตัวเพราะทำงานในฤดูร้อนแบบนี้ แต่กลับรู้สึกโล่งสบายตัวเป็อย่างยิ่ง
เธอทำงานอย่างขะมักเขม้นจนถางหญ้าในแปลงผักเรียบร้อย พื้นที่ว่างเปล่าที่เดิมทีเต็มไปด้วยวัชพืช ตอนนี้ก็เผยให้เห็นเค้าโครงของแปลงผักในอดีต
แปลงผักผืนนี้มีพื้นที่ไม่ถึงครึ่งหมู่ [1] แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการปลูกผักเอาไว้กินเอง พอถางหญ้าเสร็จ ก็จะเห็นร่องรอยของแปลงผักที่เคยปลูกผักเอาไว้ในอดีตได้
หลังจากถางหญ้าเสร็จ สิ่งที่คังอิงต้องทำตอนนี้ก็คือพรวนดินแปลงผักทั้งสามผืน จากนั้นก็โรยขี้เถ้าจากพืชลงไป แล้วก็ปักชำกิ่งมันเทศกับผักบุ้งตามที่อาซ้อรองจางบอก
ตอนถางหญ้านั้น คังอิงยังไม่รู้สึกเหนื่อย แต่พอต้องพรวนดิน เธอก็รู้สึกว่ามันเป็งานที่ต้องใช้แรงมาก พอพรวนดินไปครึ่งหนึ่ง คังอิงก็เริ่มหอบแฮ่กๆ
คังอิงมองดูท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เธอไม่ได้เร่งรีบอะไร จึงเลิกงานแล้วกลับบ้าน เพราะอย่างไรเสียเธอก็แค่ทำตามความฝันที่อยากจะปลูกผักของตัวเองในชาติที่แล้วเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะปลูกผักขาย ดังนั้นจึงไม่มีกรอบเวลาจำกัด อยากหยุดก็หยุด
เธอแบกจอบไว้บนบ่าทั้งที่ตัวเต็มไปด้วยดินและเหงื่อ พอเดินกลับมาถึงบ้าน เธอก็เจอกับอาซ้อรองจาง อีกฝ่ายถามอย่างประหลาดใจว่า “เสี่ยวคัง เธอไปปลูกผักจริงๆ เหรอเนี่ย?”
“ใช่ค่ะ ฉันปลูกผักเอาไว้กินเอง ไม่ต้องคอยไปซื้อที่ตลาด มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่” คังอิงตอบ
เมื่ออาซ้อรองจางได้ฟังดังนั้น เธอก็คิดว่าคังอิงพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อกับข้าว เธอนึกชื่นชมคังอิงที่ดูภายนอกเป็คุณหนูผิวบางเนื้อนุ่ม แต่กลับรู้จักใช้ชีวิตอย่างประหยัด จึงเอ่ยชมคังอิงว่า “ก็จริงของเธอ พอมีแปลงผักเป็ของตัวเอง อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น ทั้งสดใหม่ อร่อย แถมยังราคาถูกอีกด้วย”
คังอิงคุยกับอาซ้อรองจางสองสามประโยค จากนั้นเธอก็กลับเข้าบ้าน หลังจากทำงานหนักมาสองชั่วโมง ท้องของเธอก็ร้องครวญคราง หิวแทบแย่อยู่แล้ว
เชิงอรรถ
[1] หมู่ (亩) : หน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 หมู่ เท่ากับ 666.67 ตารางเมตร หรือ 1/15 ไร่
