เล่มที่ 2 บทที่ 49 เปลี่ยนปราณกระบี่ให้กลายเป็ั
“หากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ ใน่ต้นของเคล็ดวิชากระบี่ปราการัเพลิงนั้น จะมีบทหนึ่งที่พูดถึงการหลอมอยู่เหมือนกัน เมื่อพูดถึงการใช้เปลวไฟต่างๆแล้วล่ะก็ อาจารย์อานั้นถือว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว ดังนั้นหากมีเคล็ดวิชาการหลอมกายเนื้อในมือแล้ว จะต้องเกรงกลัวต่อไฟใต้พิภพอีกหรือ?”
หลังจากหลินเฟยพูดจบ อู๋เย่วก็สะอึกขึ้นมา สีหน้าเปลี่ยนไปมาหลากหลายความรู้สึก ทั้งใ เสียใจ ดีใจ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้น สุดท้ายอู๋เย่วจึงระบายรอยยิ้มกว้างออกมาในที่สุด
“ใช่แล้ว เคล็ดวิชาหลอมกาย…เมื่อทำความเข้าใจจนมาถึงจุดหนึ่ง เื่ข้องใจทั้งหมดก็พลันกระจ่างขึ้นมา เคล็ดวิชากระบี่ปราการัเพลิงนี่ช่างสุดยอดจริงๆ…”
จากนั้นอู๋เย่วก็ยกมือขึ้นโค้งให้หลินเฟย “ขอบคุณมาก”
“อาจารย์อาท่าน…” หลินเฟยไม่สามารถหลบได้ทัน จึงรีบหันข้างรับการคารวะจากอู๋เย่ว
เพราะอู๋เย่วมีศักดิ์เป็ถึงอาจารย์อา การคารวะต่อผู้น้อยเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะนัก…
สำหรับอู๋เย่วแล้ว การชี้แนะของหลินเฟยนับเป็บุญคุณอันใหญ่หลวง การรับคารวะเพียงครึ่งเดียวของหลินเฟย นอกจะไม่ผิดลำดับาุโแล้ว ยังทำให้อู๋เย่วรู้สึกสำนักในบุญคุณครั้งนี้ขึ้นไปอีกด้วย
“หากวันหน้าข้าสามารถอยู่เหนือสำนักเสวียนเทียนได้ นับว่าเ้าได้สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงเลยทีเดียว!” หลังจากคารวะจบ อู๋เย่วก็พยายามข่มความดีใจเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณอีกครั้ง
“ที่พูดว่าจะให้ศาสตราวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบสามสายนั้น ข้าตั้งใจมอบให้จริงๆ เดี๋ยวจะสั่งคนเอาไปส่งให้ที่หุบเขาอวี้เหิงนะ”
“ท่านหลอมกระบี่ให้ข้า ส่วนข้าก็บอกเคล็ดวิชาให้ ดังนั้นเื่ศาสตราวุธนั่นก็ไม่จำเป็หรอก…” เมื่อหลินเฟยได้ยินดังนั้นก็รีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจทันที ทว่าทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
“จริงสิ ได้ยินว่าหุบเขาหมัวเจี้ยนมีจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยอยู่ ข้าขอเข้าไปดูหน่อยได้หรือไม่…”
“หื้อ?” ได้ยินเช่นนั้นอู๋เย่วก็หยุดชะงักขึ้นมา ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“ได้ ไม่มีปัญหา”
หุบเขาหมัวเจี้ยนมีจุดชีพจรสองสาย จุดที่หนึ่งคือจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ย และจุดที่สองคือจุดชีพจรไฟโลกันตร์ ไม่มีใครในสำนักเวิ่นเจี้ยนที่ไม่รู้เื่นี้ ทุกคนต่างก็รู้ว่าจุดชีพจรไฟโลกันตร์มีไว้สำหรับหลอมกระบี่ ส่วนจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยนั้น เป็จุดชีพจรที่กินพื้นที่กว้างขวาง และมีแร่เหล็กเสวียนเถี่ยมหาศาลซ่อนอยู่
กระบี่ของศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนส่วนมากทำจากเหล็กเสวียนเถี่ยนี้ ซึ่งศิษย์สายนอกจะได้รับคนละเล่ม ส่วนศิษย์สายในเองส่วนมากก็จะใช้กระบี่ที่ทำจากเหล็กเสวียนเถี่ยเช่นกัน
ถึงแม้แร่เหล็กชนิดนี้จะแข็งแกร่งกว่าแร่เหล็กปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อตกอยู่ในดินแดนมนุษย์แล้วล่ะก็ จะถือได้ว่าเป็ศาสตราวุธเทพเลยทีเดียว น่าเสียดายที่มันเป็เพียงเหล็กธรรมดา ไม่ได้ล้ำค่าอะไร
อย่าว่าแต่ไปดูเฉยๆเลย ต่อให้ขนแร่กลับไปก็ไม่ใช่ปัญหา…
“มา เดี๋ยวข้าจะพาไปดู”
หลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากหลินเฟย อู๋เย่วก็รู้สึกตื้นตันอย่างสุดซึ้ง แม้แต่ศาสตราวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบสามสายยังยอมยกให้ได้ ฉะนั้นเพียงแค่พาไปดูจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยทำไมเขาจะให้ไม่ได้ เมื่ออู๋เย่วยื่นมือมาจับหลินเฟย ทันใดนั้นก็มีลำแสงโอบล้อมทั้งคู่ พริบตาเดียวพวกเขาก็มาถึงใต้เพิงหลอมของหุบเขาหมัวเจี้ยน
ใต้หุบเขาหมัวเจี้ยนนั้นมีสภาพราวกับเป็ที่พำนักของัั์สองตน ตนหนึ่งคือัสีนิลสนิท ส่วนอีกตนคือัไฟที่ร้อนระอุ
จุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยมีสีดำสนิท ข้างในเต็มไปด้วยแร่เหล็กเสวียนเถี่ยมากมาย ส่วนจุดชีพจรไฟโลกันตร์นั้นกลับมีเปลวไฟใต้พิภพลุกโชนอยู่ เปลวไฟเ่าั้จะถูกส่งต่อขึ้นไปยังหุบเขาหมัวเจี้ยน เพื่อใช้หลอมกระบี่
พอเห็นจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยตรงหน้า หลินเฟยก็แอบพยักหน้าน้อยๆ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยแร่เหล็กเสวียนเถี่ยมากมาย สำหรับหลินเฟยแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับขุมทรัพย์ปราณโลหะสีทองมหาศาลที่ใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด เขาอยากมาที่นี่นานแล้ว แต่น่าเสียดายเพราะที่นี่มีพลังที่รุนแรงเกินที่จะเข้ามาด้วยตัวคนเดียว…
‘ช่วยไม่ได้ เพราะพลังของขั้นย่างหยวนนั้นต่ำเกินไป…’
การที่ปราณสีทองภายในชีพจรนี้ มีอยู่มากมายมหาศาลจนใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมดถือว่าไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย ถึงแม้หลินเฟยจะฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน แต่ก็ไม่อาจสู้ได้ หากไม่ระวังล่ะก็ อาจถูกปราณสีทองนั้นดูดกลับ ทำให้กลายเป็มนุษย์โลหะใต้พิภพแน่นอน…
หลินเฟยจึง้าให้อู๋เย่วพาเขามาที่นี่นั่นเอง…
พอมีผู้าุโขั้นจิงตันอยู่ด้วยแล้ว หลินเฟยก็เกิดความกล้าที่จะกลืนกินปราณโลหะสีทองเ่าั้ขึ้นมา…
แม้หลินเฟยจะเพิ่งเดินทางมาถึง แต่เพราะพลังปราณโลหะที่เข้มข้นตรงหน้าโหยหาหาเคล็ดหมื่นกระบี่จูเทียนในร่างหลินเฟย ทำให้ปราณกระบี่ไท่อี๋และอิ๋นเหวินต่างพากันพุ่งออกมา ราวกับัสองสาย บินวนไปมารอบปราณโลหะเ่าั้
ัตนหนึ่งมีสีทองอร่าม แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ จนไม่อาจเข้าใกล้ได้…
ส่วนอีกตนกลับมีสีขาวราวหิมะ ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยกระแสไอเย็น หลังจากมันปรากฏกายขึ้นมา ภายในรัศมีร้อยจ้างก็ล้วนกลายเป็น้ำแข็งไปหมด ความชื้นในอากาศถูกแช่แข็งจนเกิดเป็ละอองหิมะโปรยปรายทั่วทั้งบริเวณ
เมื่อปราณกระบี่สองสายปรากฏขึ้น ปราณโลหะในชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยก็เกิดการสั่นะเืราวกับกับจุดชีพจรนี้มีชีวิตขึ้นมา ก่อนจะมีหมอกควันสีทองกลุ่มหนึ่งลอยขึ้น
เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนถูกบีบบังคับจนต้องแสดงตัวออกมา ส่วนปราณโลหะสีทองมากมายที่จุดชีพจรนี้ก็สภาพราวกับเจอเป้าหมาย พวกมันพุ่งตรงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากถูกปราณโลหะสีทองถาโถมเข้าใส่ หลินเฟยก็รู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไป คล้ายกับเรือลำน้อยที่กำลังฝ่ามรสุมอันโหดร้ายพร้อมจะอับปางได้ทุกเมื่อ
เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนกำลังดูดกลืนปราณโลหะสีทองโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด…
อู๋เย่วที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาทันที หลินเฟยไม่ได้แค่จะมาดูเท่านั้น…
แต่มันก็เป็แค่ชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็เื่ใหญ่อะไร
หลังจากกระแอมกระไอ อู๋เย่วก็พ่นลมหายใจออกมาเกิดเป็ลำแสงปราณกระบี่สายหนึ่ง มันลอยล่องอยู่กลางอากาศ ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นเป็กระบี่ขนาดมหึมา
ลำตัวกระบี่มีความกว้างหนึ่งฉื่อ ยาวเก้าฉื่อ ดูแปลกพิลึกอย่างมาก ตัวกระบี่มีสีหม่นเทา เรียบเนียน ไม่มีริ้วรอยใดๆราวกับประตูบานั์…
กระบี่ั์เล่มนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักเวิ่นเจี้ยน
เพราะนี่เป็อาวุธคู่กายของอู๋เย่ว มีนามว่า “เถี่ยกาน”
อย่าได้สบประมาทเพียงแค่รูปลักษณ์ของมันดูประหลาด ไม่สะดุดตาเชียว เพราะมันกลับมีพลังทำลายล้างมหาศาล เมื่อสามปีก่อน ตอนที่เปลวไฟใต้พิภพเกิดปะทุขึ้นมา อู๋เย่วแค่ใช้เถี่ยกานเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น ก็สามารถสยบเปลวไฟนั้นได้แล้ว
บัดนี้เถี่ยกานได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ปราณโลหะสีทองมากมาย พลันสงบนิ่งทันที ราวกับปราณสีทองเ่าั้ได้ถูกแช่แข็ง เมื่อกวาดตามองไป จึงเห็นเพียงแร่สีดำที่มีประกายสีทองเท่านั้น…
หลินเฟยรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมาทันที วิถีโคจรของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนกลายเป็ราบรื่นขึ้นมา ปราณโลหะสีทองมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายไม่หยุด ราวกับพลังปราณในตัวหลินเฟยกำลังกรีดร้อง บัดนี้ปราณเดิมที่มีสีขาวก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนกลายเป็สีทองอ่อน…
ยิ่งกลืนกินปราณโลหะสีทองเข้าไปเท่าไร วิถีโคจรพลังปราณก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น…
ปราณกระบี่ไท่อี๋และอิ๋นเหวินที่กลายเป็ันั้น ก็เข้าโอบรัดร่างของหลินเฟยแน่นขึ้น พวกมันต่างพากันดูดกลืนปราณสีทองที่หลินเฟยหลอมออกมา
พลังที่เพิ่มขึ้นทำให้ร่างเสมือนัของปราณกระบี่ทั้งสองสายยิ่งเหมือนจริงขึ้นไปอีก เพียงแค่ชั่วครู่ พลังของปราณกระบี่ไท่อี๋และอิ๋นเหวินก็ถึงระดับย่างหยวนขั้นสูงสุด
ปราณกระบี่ไท่อี๋ได้แปลงกายเป็ัที่น่าเกรงขาม บัดนี้กรงเล็บัเริ่มปรากฏออกมา ส่วนปราณกระบี่อิ๋นเหวินที่กลายร่างเป็ัสีขาว ก็เริ่มมีเขาังอกขึ้นมาด้วยเช่นกัน ปราณกระบี่ทั้งสองเริ่มมีเค้าร่างคล้ายัมากยิ่งขึ้น…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
